ผญาธรรมบทนี้ เตือนให้ย้อนกลับมาดู “ใจผู้ฟัง” มากกว่าคำพูด
ใจบ่โสภาด้วย เว้าถืกก็เป็นผิด
ใจบ่โสภานำ เว่าดีกะเป็นฮ้าย
(ใจไม่เห็นด้วย พูดถูกก็เป็นผิด พูดดี ๆ ก็หาว่าให้ร้าย)
ผญาสั้น ๆ
แต่ชี้ตรงไปยังต้นตอของความขัดแย้งทั้งปวง
ไม่ใช่อยู่ที่คำพูด
แต่อยู่ที่ ใจ
เมื่อใจไม่โสภา
ไม่เปิด
ไม่เป็นกลาง
ไม่ว่าคำพูดจะถูกเพียงใด
ก็กลายเป็นผิดในความรู้สึก
ไม่ว่าคำพูดจะดีเพียงใด
ก็กลายเป็นการทำร้าย
เพราะใจในขณะนั้น
มีตัวตนเป็นศูนย์กลาง
เอาความเห็นตนเป็นใหญ่
สิ่งอื่นจึงกลายเป็นศัตรูไปหมด
คำสอนของบัณฑิต
ก็ไม่อาจซึมเข้าไปได้
เหมือนน้ำสะอาดที่ราดลงบนแผลสด
ไม่เกิดความเย็น
มีแต่ความเจ็บปวด
พระพุทธองค์จึงตรัสเตือนไว้ว่า
จิตฺเต อสํกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุกข์แน่นอน
จิตฺเต อสํกิลิฏฺเฐ สุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุขเป็นอันหวังได้
ใจ…
ไม่ได้มีปัญหากับสิ่งใด
ไม่ได้มีปัญหากับใคร
ปัญหาเกิดขึ้น
เพราะใจถูกกิเลสครอบงำชั่วคราว
แล้วเราเผลอคิดว่า
สิ่งนั้น คนนี้ คำพูดนี้ เป็นปัญหา
ผญาธรรมบทนี้
จึงไม่ได้สอนให้เราไปแก้ที่คนอื่น
ไม่ใช่ไปหาคำพูดใหม่ให้ถูกใจใคร
แต่สอนให้ กลับมาดูแลใจตนเอง
เพราะเมื่อใจโสภา
คำพูดธรรมดาก็เป็นธรรม
คำตักเตือนก็เป็นเมตตา
แม้ความจริงจะคม
ใจก็รับได้โดยไม่บาดเจ็บ
ทั้งหมดนี้
ไม่ได้อยู่ที่ปากของใคร
แต่อยู่ที่ใจของเราเอง
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱