ผญาธรรมบทนี้ สะท้อนนิสัย “มักง่าย” ได้อย่างตรงและแรง แต่จริง
ขุดดินดั้นผะสงค์หาแต่บ่อนกิ่ว
แนวสิ่วไม้ผะสงค์ไง้แต่บ่อนบาง
(ขุดดินเลือกหาแต่ที่อ่อน ๆ ง่าย ๆ
ใช้สิ่วก็เลือกเจาะแต่ไม้บาง)
ภาพของคนทำงาน
ที่เลือกแต่ทางง่าย
เลี่ยงที่แข็ง
เลี่ยงที่ลึก
เลี่ยงที่ต้องออกแรงจริง
ผญาบทนี้
ไม่ได้ตำหนิความฉลาด
แต่ตำหนิ ความขี้เกียจที่แฝงตัวอยู่ในความฉลาด
คนประเภทนี้
เจออุปสรรคนิดเดียวก็ถอย
ปัญหาไม่คิดแก้
เลือกหลบ เลือกเลี่ยง
เลือกให้คนอื่นรับภาระแทน
ความเพียรไม่มี
แต่เหตุผลมีเต็มไปหมด
อ้างโน่น อ้างนี่
เพื่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไรจริงจัง
อยู่ร่วมงานด้วยก็ลำบาก
เพราะไม่อาจพึ่งพาได้
เป็นลูกน้อง
ก็ประจบเอาตัวรอด
เป็นหัวหน้า
ก็มักกดขี่ ใช้คน
เป็นผู้ปกครอง
ก็สร้างปัญหามากกว่าสร้างคน
แม้ในผ้าเหลือง
หากนิสัยเช่นนี้ยังติดตัว
ก็กลายเป็นภาระ
ทั้งต่ออุปัชฌาย์
ทั้งต่อหมู่สงฆ์
ทั้งต่อพระศาสนา
ผญาธรรมบทนี้
จึงไม่ได้สอนแค่เรื่องงาน
แต่สอนเรื่อง การฝึกใจ
ทางธรรม
ไม่มี “บ่อนกิ่ว” ให้เลือกตลอด
ไม่มี “ไม้บาง” ให้เจาะเสมอ
จุดที่พาให้พ้นทุกข์ได้
มักอยู่ตรงที่แข็ง
ตรงที่ฝืน
ตรงที่ไม่อยากทำ
ถ้าเลือกแต่ทางง่าย
ใจจะไม่แกร่ง
ถ้าเลี่ยงแต่จุดยาก
ปัญญาจะไม่เกิด
ผญานี้
จึงชวนให้เราหยุดถามคนอื่น
แล้วถามตัวเองว่า
วันนี้…
เรากำลังขุดดินตรงไหน
กำลังใช้สิ่วกับไม้แบบใด
และเรากำลังหลบเลี่ยงอะไรอยู่ในใจ
เพราะความเพียร
ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต
แต่คือการ ไม่หนี
ในสิ่งที่ควรเผชิญ
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱