ผญาธรรมบทนี้ สะท้อนความจริงที่เจ็บลึกของชาวพุทธอย่างไม่อ้อมค้อม
บ้านใกล้ท่า บ่มีน้ำกิน
ไทปั้นดิน บ่มีหม้อใช้
ย่าเลี้ยงไก่ บ่มีโตขัน
(บ้านใกล้ท่าน้ำแต่ไม่มีน้ำดื่ม
คนปั้นดินไม่มีหม้อใช้
ย่าเลี้ยงไก่ไม่มีตัวจะขัน)
นี่คือภาพของความ ใกล้…แต่เหมือนไกล
ใกล้จนมองไม่เห็นคุณค่า
ใกล้จนไม่คิดจะหยิบมาใช้
บ้านอยู่ติดท่าน้ำ
แต่น้ำดื่มกลับไม่มี
ไม่ใช่เพราะน้ำไม่มี
แต่เพราะไม่ยอมตัก
ผญาบทนี้
ไม่ใช่แค่ภาษิตพื้นบ้าน
แต่คือกระจกสะท้อนการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธทั้งหลาย
เราอยู่ใกล้พระพุทธศาสนา
ใกล้คำสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์
เรียนปริยัติ รู้ประวัติศาสตร์
ถกเถียงพระสูตรได้
แต่ไม่ยอมน้อมธรรมมาปฏิบัติให้เกิดผลจริงในใจ
จึงเกิดคำถามที่แทงใจว่า
เหตุใดชาวพุทธจึงยังทุกข์กันมาก
แต่ผู้รู้แจ้งทุกข์
ผู้พ้นทุกข์
กลับหายากยิ่ง
“ไทปั้นดิน บ่มีหม้อใช้”
หมายถึงผู้ฝึกจิต
แต่ฝึกแบบไม่จริงจัง
ไม่ตั้งมั่นในรูป–นาม
ไม่เห็นทุกข์เป็นธรรม
ไม่ปล่อยวางได้จริง
ปั้นดินอยู่ทุกวัน
แต่ไม่เคยเผา
ไม่เคยขึ้นรูป
ดินจึงยังเป็นดิน
ไม่กลายเป็นหม้อที่ใช้ได้
ฉันใด
ฝึกจิตแต่ไม่เอาจริง
จิตก็ยังเป็นจิตดิบ
ไม่กลายเป็นธรรม
“ย่าเลี้ยงไก่ บ่มีโตขัน”
คือภาพที่สะเทือนใจยิ่งกว่า
“ย่า” ในที่นี้
อาจหมายถึงญาติโยม
ผู้เสียสละปัจจัยสี่
ทำบุญ หวังให้พระศาสนาเจริญ
หวังให้เกิดพระอริยสงฆ์
เป็นพยานแห่งความพ้นทุกข์ของโลก
แต่กลับไม่มี “ไก่ตัวไหนขัน”
ไม่มีผู้ใดกล้าประกาศด้วยชีวิตว่า
ตนรู้แจ้งมรรคผลแล้ว
ไม่มีผู้ใดทำหน้าที่เป็นสัญญาณแห่งรุ่งอรุณ
ให้โลกเห็นว่า ความพ้นทุกข์มีจริง
ผญาธรรมบทนี้
ไม่ได้กล่าวโทษใคร
แต่ตั้งคำถามกับทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา
– ธรรมะมีแล้ว
– คำสอนมีครบ
– พระไตรปิฎกมีพร้อม
แต่เรา…
ได้ตักน้ำมาดื่มหรือยัง
ได้ปั้นหม้อให้เสร็จหรือยัง
ได้ยินเสียงไก่ขันในใจตนเองหรือไม่
เพราะพระพุทธศาสนา
ไม่ได้ขาดคำสอน
แต่ขาด การลงมือปฏิบัติอย่างถึงที่สุด
ใกล้เกลือ
อย่ากินด่าง
ใกล้ธรรม
อย่าอยู่แค่รู้
แต่จง รู้แล้วทำให้เป็น
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱