ผญาธรรมบทนี้ ชี้ให้เห็น “การแตก” ที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่ใจ
อัศจรรย์ใจโอ้..โอทองสังมาแตก
บัดกะโปะหมากพร้าวสังมามั่นกว่าโอ
(ประหลาดใจแท้ ขันทองทำไมจึงแตก
แต่ขันจากกะลามะพร้าวกลับแน่นแข็งกว่า)
ขันทอง
งดงาม ล้ำค่า
ถูกยกย่องด้วยสมมติของโลก
แต่เมื่อกาลเวลาและปัจจัยมาถึง
ก็แตกสลายไม่ต่างจากสิ่งอื่นใด
ส่วนกะลามะพร้าว
ของธรรมดา ไม่มีราคา
ไม่วิจิตร ไม่โอ่อ่า
กลับทนทาน แข็งแรง
เพราะมันอยู่อย่างที่มันเป็น
ไม่ถูกแบกความคาดหวังของใครไว้
ผญาบทนี้
ไม่ได้สอนให้ดูถูกของมีค่า
แต่สอนให้เห็นว่า
คุณค่าแท้ ไม่ได้อยู่ที่การปรุงแต่ง
สิ่งใดก็ตาม
ที่เกิดจากการสร้าง เสริม เติม แต่ง
ไม่ว่าจะสวยเพียงใด
สูงค่าเพียงใด
ล้วนเป็น สังขาร
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกสลาย
ตามเหตุและปัจจัย
ผู้มีปัญญา
จึงไม่หลงแยก
ขันทอง หรือกะลามะพร้าว
รู้เพียงว่าเป็น รูปนาม
เป็นอาการของธรรมชาติ
ไม่มีสิ่งใดควรยึดว่า “ดีกว่า” หรือ “ด้อยกว่า”
เมื่อเห็นเช่นนี้
อุปาทานจะแตก
ไม่ใช่ขันแตก
แต่คือ ความหลงแตก
จิตรู้แจ้งสมมติ
หมดความอาลัยต่อโลก
สัมผัสปรมัตถ์
เห็นทุกสิ่งเสมอกัน
ไม่ใช่เพราะทุกอย่างเหมือนกัน
แต่เพราะใจไม่สร้างความต่างขึ้นมาอีก
บัดกะโปะหมากพร้าวสังมามั่นกว่าโอ
จึงหมายถึง
ธรรมชาติแท้
ย่อมดีกว่าสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง
จิตเดิมของคนเรา
ก็เช่นเดียวกัน
เดิมทีดีอยู่แล้ว
เป็นเพียงธรรมชาติรู้
ไม่ทุกข์ ไม่สุข
ไม่ต้องมีอะไรเพิ่ม
การภาวนา
ไม่ใช่การสร้างจิตใหม่
แต่คือการ เอาสิ่งแปลกปลอมออก
เอากิเลส ตัณหา ความหลง
ซึ่งไม่ใช่จิต
ออกจากจิต
เมื่อสิ่งปรุงแต่งหลุดไป
เหลือเพียงธรรมชาติเดิม
ซึ่งไม่มีอะไรทำให้แตกสลายได้
ผญาธรรมบทนี้
จึงไม่ได้พาเราหนีโลก
แต่พาเราวางโลก
ไม่ใช่ด้วยการทำลาย
แต่ด้วยการ เห็นตามความเป็นจริง
เมื่อใจไม่หลงค่า
ใจจึงไม่แตก
แม้โลกจะแตกสลายไปทั้งใบก็ตาม
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱