ผญาธรรมบทนี้ เตือนแรง แต่ตรงแก่นของการเดินทางธรรม
เก้าสิฆ่า สิบสิฆ่า ให้เอาแก่นกะยูงตี
อย่าได้เอาบาลีต่อยตีต่างฆ้อน
(หากคิดจะฆ่า ให้ใช้แก่นพะยูงตี
อย่าเอาบาลีไปตีแทนค้อน)
ผญาบทนี้
ไม่ได้หมายถึงการฆ่าใคร
แต่หมายถึง การฆ่ากิเลส
และกิเลส
ไม่เคยตายด้วยคำพูด
ไม่เคยตายด้วยความจำ
ไม่เคยตายด้วยการอ้างตำรา
แม้จะเรียนบาลีเก่งเพียงใด
ท่องพระสูตรได้มากเท่าใด
ถ้าความรู้นั้นยังเป็นเพียง สัญญา
ยังเป็นความจำ
ยังเป็นของที่ “รู้แทนคนอื่น”
ก็ยัง ตีไม่เข้า
เอาบาลีไปต่อยกิเลส
ก็เหมือนเอาหนังสือไปตีตะปู
มือเจ็บ
ตะปูไม่เข้า
งานไม่เดิน
กิเลสก็ยังอยู่ครบ
ผญานี้จึงสอนว่า
ถ้าจะฆ่ากิเลสจริง
ต้องใช้ แก่นพะยูง
ไม่ใช่เปลือกไม้สวยงาม
ไม่ใช่คำศัพท์ไพเราะ
แต่คือ แก่นแท้ของการปฏิบัติ
แก่นพะยูงในที่นี้
คือ ปฏิเวธธรรม
คือการลงมือภาวนาจริง
เฝ้าดูรูป–นาม
ดูธาตุสี่
ดูขันธ์ห้า
ดูการเกิด–ดับ
จนจิต เห็นเอง
ไม่ใช่คิดเอา
เมื่อปัญญาเกิด
เมื่อวิปัสสนาญาณตั้งมั่น
นั่นแหละคือ “ฆ้อน”
ที่ตีตรงหัวตะปู
ตัณหา อุปาทาน
อดีต อนาคต
จึงค่อย ๆ คลาย
ค่อย ๆ หลุด
ค่อย ๆ ดับ
ผญาธรรมบทนี้
ไม่ได้ดูถูกการเรียนรู้
แต่เตือนว่า
อย่าหลงคิดว่า รู้ = พ้นทุกข์
ความรู้ที่ไม่ถึงใจ
ฆ่ากิเลสไม่ได้
มีแต่ การรู้แจ้ง เท่านั้น
ที่ทำให้กิเลสหมดฤทธิ์
จงหาฆ้อนให้เจอ
และฝึกตีให้เป็น
ไม่ใช่ตีด้วยคำ
แต่ตีด้วย สติ ปัญญา และความเพียร
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱