ผญาธรรมบทนี้ เตือนผู้ปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา—ไม่ให้ประมาทในทางธรรม
เบ็ดซื่อแล้ว วางไว้ ผัดเล่าโง
(ดัดให้ตรงแล้ว วางทิ้งไว้ เดี๋ยวก็งอกลับ)
เหล็กที่ถูกดัดให้ตรง
ถ้ายังไม่ผ่านไฟ
ยังไม่ถูกอบจนถึงแก่น
พอวางทิ้งไว้
ไม่นานก็คืนรูปเดิม
ผญาบทนี้
ไม่ได้พูดถึงเหล็ก
แต่พูดถึง จิตของผู้ปฏิบัติ
หลายคน
เมื่อฝึกจิตจนสงบ
เกิดสมาธิ เกิดฌาน
เกิดประสบการณ์ดีงาม
ก็เผลอเข้าใจว่า
“ถึงแล้ว”
“จบแล้ว”
“พอแล้ว”
แต่แท้จริง
เมื่อความเพียรขาดตอน
เมื่อการรู้สึกตัวไม่ต่อเนื่อง
เมื่อสมาธิหรือฌานเสื่อม
กิเลสที่ซ่อนอยู่
ก็กลับกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
พระพุทธองค์เรียกสภาวะเช่นนี้ว่า
กุปฺปธมฺโม — ธรรมที่ยัง กำเริบได้
อนุรกฺขณาภพฺโพ — ธรรมที่ยัง ต้องตามรักษา
ปริหานธมฺโม — ธรรมที่ยัง เสื่อมได้
ตัณหา อาสวะ อนุสัย
ยังไม่ถูกถอนถึงราก
เพียงถูกกดไว้ชั่วคราว
เหมือนเหล็กที่ยังไม่ผ่านไฟ
ผญาธรรมบทนี้
จึงเตือนว่า
อย่ารีบวาง
อย่ารีบสรุป
อย่ารีบประกาศกับตัวเองว่า “พ้นแล้ว”
ทางธรรม
ไม่ใช่เรื่องของช่วงเวลา
แต่เป็นเรื่องของ ความต่อเนื่อง
ต้องอบไฟคือสติ
ตีซ้ำด้วยปัญญา
ดูซ้ำ ดูตรง ดูจริง
จนกิเลส ดับสนิท
ไม่ใช่แค่สงบชั่วคราว
เมื่อใด
จิตไม่กำเริบ
ไม่หวั่นไหว
ไม่คืนรูป
เมื่อนั้น
จึงเรียกว่า ดัดตรงแล้วไม่งอกลับ
ผญาบทนี้
ไม่ได้ทำให้ท้อ
แต่กันความประมาท
ให้ผู้เดินทาง
เดินต่อไปจนสุดทาง
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱