ผญาธรรมบทนี้ เตือนสองเรื่องใหญ่ของชีวิต — เงิน กับ ธรรม
มีเงินบ่มีธรรมเฝ้า สิจาหนีมื้อฮ้อยเทื่อ
มีธรรมบ่มีอินอ้อยอ่อยไว้ก็บ่ฟัง
(มีเงินแต่ไม่มีธรรมคอยเฝ้า เงินจะหนีจากกระเป๋าวันละร้อยครั้ง
มีธรรมแต่ขาดสติ ขาดความไม่ประมาท ธรรมก็หนีหายเช่นกัน)
เงิน
ถ้าไม่มีศีล ไม่มีสติปัญญา
ไม่มีความอดทน อดกลั้น
ไม่มีหิริโอตตัปปะคอยกำกับ
ก็ไม่ต่างจากน้ำที่รั่วจากภาชนะ
ความโลภ ความอยาก ความคิดฟุ้ง
จะคอย “ขโมย” เอาเงินไปใช้
ทีละนิด ทีละหน่อย
อยู่ทุกขณะจิต
จนไม่รู้ตัวว่า
หายไปไหนหมด
ผญานี้
ไม่ได้ตำหนิการมีเงิน
แต่เตือนว่า
เงินต้องมี “ธรรมเฝ้า”
ไม่เช่นนั้น
เงินจะเป็นนาย
ไม่ใช่เครื่องมือ
อีกด้านหนึ่ง
มีธรรม บ่มีอินอ้อยอ่อยไว้ก็บ่ฟัง
ยิ่งลึกและน่ากลัวกว่า
นักปฏิบัติธรรมจำนวนไม่น้อย
เคยได้อารมณ์กรรมฐาน
เคยมีสติ สมาธิ ปัญญา
จิตสดชื่น เบิกบาน
มีปีติ สุข ปัสสัทธิ อุเบกขา
แม้ถึงฌานระดับต่าง ๆ
แต่เมื่อขาด อินอ้อย
คือความไม่ประมาท
ขาดโยนิโสมนสิการ
ขาดความเพียรต่อเนื่อง
ทิ้งการปฏิบัติในรูปแบบ
ปล่อยใจไหลไปตามอารมณ์
ธรรมที่เคยมี
ก็เริ่มเลือน
กรรมฐานที่เคยชัด
ก็ค่อย ๆ หนีหาย
ไม่ใช่เพราะธรรมไม่จริง
แต่เพราะใจเผลอประมาท
ผญาธรรมบทนี้
จึงเตือนว่า
ไม่ว่า ทรัพย์ทางโลก หรือ ทรัพย์ทางธรรม
ถ้าไม่ดูแล
ก็หายได้เหมือนกัน
เงิน
ต้องมีศีล สติ ปัญญาเฝ้า
ธรรม
ต้องมีความเพียร ความไม่ประมาทรักษา
ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้
เพียงเพราะ “เคยมี”
อยู่ได้
เพราะ รักษาเป็น
และ ไม่เผลอ
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱