ผญาธรรมบทนี้ เล่าเรื่องสัตว์
แต่กำลังอธิบาย “วงจรชีวิตของจิต” อย่างลึกซึ้ง
ฟานกินหมากขามป้อมไปคาคอมั่ง
มั่งบ่ขี้สามมื้อกระต่ายตาย
กระต่ายตายแล้ว เห็นอ้มผัดเน่านำ
(เก้งกินมะขามป้อมไปติดคอละมั่ง
ละมั่งขี้ไม่ออก สามวันกระต่ายตาย
กระต่ายตายแล้ว ชะมดก็เน่าตาม)
ดูเหมือนเรื่องเล่าแปลก ๆ
แต่แท้จริงคือภาพของ ปฏิจจสมุปบาท
เพราะมีสิ่งนี้
สิ่งนี้จึงมี
เมื่อสิ่งนี้ดับ
สิ่งนี้จึงดับ
จุดเริ่มต้นคือ
อวิชชา
ความไม่รู้แจ้งจิต
ไม่เห็นตามความเป็นจริง
เพราะไม่รู้
จึงเกิด ตัณหา
ความอยาก ความคิด ความดิ้นรน
เพราะอยาก
จึงเกิด อุปาทาน
การยึดถือ
อยากได้ก็ยึด
ไม่ได้ก็ยึด
รักก็ยึด
ชังก็ยึด
เมื่อยึด
ก็เกิดกรรม
ทำซ้ำ ๆ
จนกลายเป็นนิสัย
เป็นพฤติกรรม
เป็นวงจร
เมื่อกรรมเกิด
วิบากก็ตามมา
ทุกข์ก็ปรากฏ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
โศก เศร้า คับแค้น
หวังแล้วผิดหวัง
รักแล้วช้ำ
ชังแล้วทุกข์
เหมือนสัตว์ตัวหนึ่งติดคอ
อีกตัวหนึ่งติดตาม
อีกตัวหนึ่งตายตาม
ลุกลามต่อเนื่องเป็นทอด ๆ
นี่คือชีวิตที่ไม่รู้เท่าทันจิต
เมื่อไม่มีวิปัสสนาปัญญา
จิตติดความคิด
ออกจากอารมณ์ไม่เป็น
ละการปรุงแต่งไม่ได้
ภายนอกอาจดูปกติ
แต่ภายใน “เน่า”
หมอง
หมักหมม
ใบหน้าซูบซีด
กินไม่ได้นอนไม่หลับ
คิดมาก
เศร้า
ฟุ้ง
ติดกาม
ติดกิน
ติดความงมงาย
ทั้งหมดมีต้นตอเดียว
คือไม่รู้ทันจิต
ผญานี้จึงเตือนว่า
ถ้าไม่ตัดที่ต้นเหตุ
วงจรจะไม่หยุด
แต่ถ้าเกิด วิชชา
รู้ทันอวิชชา
เห็นตัณหาเกิด
เห็นอุปาทานเกิด
แล้วไม่ตาม
วงจรจะขาด
ไม่ต้องรอให้สัตว์ตัวถัดไปตาย
ไม่ต้องรอให้ชีวิตพัง
ปฏิจจสมุปบาท
ไม่ใช่ทฤษฎีไกลตัว
แต่เกิดขึ้นในใจเราทุกวัน
คำถามคือ
วันนี้
เราจะปล่อยให้วงจรหมุนต่อ
หรือจะรู้ทันมันเสียที
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱