ผญาธรรมบทนี้ เตือนเรื่อง “การรู้ประมาณตน” อย่างสุขุมลึก
แลนไวได้สามเหล่า
เต่าช้าได้สามหนอง
(ตัวแลนหรือตะกวดวิ่งเร็วไปได้ไกล
เต่าช้าไปได้แค่สามหนอง)
ธรรมะไม่ได้สอนให้แข่ง
แต่สอนให้รู้ตน
ตะกวดวิ่งเร็ว
นั่นคือธรรมชาติของมัน
เต่าเดินช้า
นั่นก็ธรรมชาติของมัน
ถ้าเต่าพยายามวิ่งแบบตะกวด
ไม่เพียงไม่เร็วขึ้น
แต่อาจหมดแรงก่อนถึงไหน
ผญานี้จึงชี้ว่า
อัตภาพ ศักยภาพ อินทรีย์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน
บางคนมีศรัทธาแรง
อินทรีย์แก่กล้า
ทำความเพียรหนัก
อดนอน
บำเพ็ญเนสัชชิก
ธุดงค์ปีแล้วปีเล่า
ท่องจำปาฏิโมกข์ได้
ไปอยู่ป่าผู้เดียว
เราเห็นแล้วก็อยากทำตาม
แต่ไม่ถามตัวเองว่า
อินทรีย์เราเท่าไร
ทุนธรรมเรามีแค่ไหน
ใจเราพร้อมหรือยัง
ช้างขี้ก็ขี้อย่างช้าง
เต่าก็เดินอย่างเต่า
การปฏิบัติธรรม
ไม่ใช่การเลียนแบบภายนอก
แต่คือการเดินจากฐานที่แท้ของตน
ถ้าศรัทธายังไม่มั่น
ให้เริ่มจากศีล
ถ้าสติยังอ่อน
ให้ฝึกสติในชีวิตประจำวัน
ถ้ากำลังใจยังน้อย
ให้ค่อย ๆ เพิ่มทีละนิด
เต่าอาจช้า
แต่ถ้าไม่หยุด
ก็ถึงหนองของตนเอง
ตะกวดอาจเร็ว
แต่ถ้าไม่ระวัง
ก็พลาดทางได้เหมือนกัน
ผญาบทนี้จึงไม่ได้ยกย่องความช้า
หรือดูหมิ่นความเร็ว
แต่สอนให้ รู้ประมาณตน
และพอใจในทุนที่มี
แล้วทำให้เต็มกำลัง
การภาวนาไม่ใช่ทัวร์
ไม่ใช่โชว์
ไม่ใช่การแข่งขันทางความเคร่งครัด
แต่คือการเดินของใจ
ที่มั่นคง
สม่ำเสมอ
และไม่หลอกตนเอง
เต่าจะเป็นเต่า
แลนจะเป็นแลน
ขอเพียงเดินด้วยสติ
ไม่เปรียบเทียบ
ไม่หลงอวด
ไม่หลงตาม
สุดท้าย
ผู้ที่รู้ตน
คือผู้เดินถูกทาง
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱