ผญาธรรมบทนี้ ชี้ให้เห็นความงามของ “ความเรียบง่าย”
ให้ทำตนเหมือนสกุณานกเจ่า
ขัดห่าบินผ่านฟ้าขาวแจ้งจังเห็น
(จงทำตนเหมือนนกเจ่า
เมื่อมันบินผ่านฟ้าขาวจึงจะมองเห็น)
นกเจ่า
เป็นนกที่หาตัวยาก
ซ่อนตัวเงียบ
ไม่ส่งเสียงอวดตน
ผู้คนจะเห็นมัน
ก็ต่อเมื่อมันบินผ่านฟ้าขาว
จึงปรากฏขึ้นชั่วครู่
แล้วก็หายไป
ผญานี้จึงสอนว่า
ผู้ปฏิบัติธรรม
ควรเป็นเช่นนั้น
ไม่อวดตน
ไม่แสวงชื่อเสียง
ไม่แสดงตัวเกินจำเป็น
แต่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย
มักน้อย
สันโดษ
ใช้ปัจจัยสี่
เพียงเพื่อยังชีวิตให้ดำรงอยู่
เพื่อบำบัดความร้อนหนาว
เพื่อให้กายนี้เป็นเครื่องมือแห่งการปฏิบัติ
กิจการงานน้อย
ความฟุ้งซ่านน้อย
ใจจึงเบา
เมื่อใจเบา
กายก็เบา
ผู้ปฏิบัติเช่นนี้
มีความเพียรเป็นเลิศ
อินทรีย์สงบ
สติระงับ
จิตหันกลับมาดูขันธ์ห้า
เห็นการเกิดดับของรูปนาม
ไม่คลุกคลีหมู่คณะเกินจำเป็น
ใฝ่ในเสนาสนะสงบ
เช่นป่าเขา
ที่วิเวก
เหมือนนกเจ่า
ที่ไม่ต้องการให้ใครเห็น
แต่เมื่อปรากฏ
ก็ปรากฏเพียงชั่วครู่
ความงามของสมณะ
จึงไม่อยู่ที่การปรากฏตัว
แต่อยู่ที่ ความเบาของชีวิต
ผญาบทนี้
จึงเตือนให้เรา
อย่าหลงคิดว่าความยิ่งใหญ่ต้องเสียงดัง
บางครั้ง
ความสงบ
ความเรียบง่าย
และความถ่อมตน
กลับเป็นสิ่งที่สูงส่งที่สุด
เหมือนนกตัวเล็ก
ที่บินผ่านท้องฟ้ากว้าง
โดยไม่ทิ้งร่องรอย
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱