ยามเมื่อเฒ่าจังมาพ้อที่หมาย
จวนจักมรณาตายจังมาพานที่ฮ้าง
เป็นพระยาเจ้านั่งช้างยังได้ย่างทางตีน
เป็นอินทร์เป็นพรหมยังได้ลงใช้ชาติ
(ยามแก่จึงค่อยมาพบทาง
ยามใกล้ตายจึงค่อยมาพบความว่าง)
ผญาบทนี้
ฟังแล้วเหมือนเศร้า…แต่จริงอย่างยิ่ง
หลายคนทั้งชีวิต
วิ่งหา
สะสม
ต่อสู้
ไขว่คว้า
เพื่อชื่อเสียง
ทรัพย์สิน
ความสำเร็จ
แต่พอถึงวันหนึ่ง
เมื่อร่างกายเริ่มโรยรา
เมื่อชีวิตเริ่มนับถอยหลัง
จึงค่อย “หยุด”
แล้วหันกลับมาถามตัวเองว่า
ทั้งหมดนี้…เพื่ออะไร
จวนจักมรณาตาย จังมาพานที่ฮ้าง
(ใกล้ตายจึงมาพบความว่างเปล่า)
สิ่งที่เคยยึดถือ
ค่อย ๆ หลุดมือ
บ้าน
รถ
ตำแหน่ง
ชื่อเสียง
ไม่มีสิ่งใดเอาไปได้
สุดท้าย
เหลือเพียง “ใจ”
ที่ต้องเผชิญความจริง
ของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นพระยาเจ้านั่งช้าง ยังได้ย่างทางตีน
(เป็นเจ้านาย นั่งช้าง ก็ยังต้องเดินเท้า)
ไม่ว่ารวยหรือจน
สูงหรือต่ำ
สุดท้ายก็ต้องเดินเส้นทางเดียวกัน
ไม่มีใครพิเศษกว่าความจริงของชีวิต
เป็นอินทร์เป็นพรหม ยังได้ลงใช้ชาติ
(แม้เป็นอินทร์เป็นพรหม ก็ยังต้องกลับมาเกิด)
แม้ภพภูมิสูงเพียงใด
ถ้ายังไม่พ้นเหตุแห่งทุกข์
ก็ยังต้องเวียนว่าย
ไม่มีอะไรยั่งยืน
แม้แต่สวรรค์
ผญาบทนี้จึงเตือนว่า
อย่ารอให้แก่
อย่ารอให้ใกล้ตาย
แล้วค่อยเริ่มเข้าใจชีวิต
เพราะตอนนั้น
อาจ “สายเกินไป”
การปฏิบัติธรรม
ไม่ใช่เรื่องของคนใกล้ตาย
แต่เป็นเรื่องของ “คนที่ยังมีลมหายใจ”
ให้เริ่มเห็นความจริงตั้งแต่วันนี้
เห็นความไม่เที่ยง
เห็นความว่าง
เห็นว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา
แล้วใจจะค่อย ๆ วาง
ผญานี้
จึงไม่ใช่แค่คำสอน
แต่เป็นคำเตือนเบา ๆ ว่า
สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจในวันสุดท้าย
ควรเริ่มเข้าใจ…ตั้งแต่วันนี้
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱