PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๕๔ สัมมาทิฎฐิ
ท.๑๕๔ สัมมาทิฎฐิ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๕๔ สัมมาทิฎฐิ
  • เสียง
  • 14508 ท.๑๕๔ สัมมาทิฎฐิ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-07-53.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท. ๑๕๔ สัมมาทิฏฐิ

    วันนี้ผมได้เดินทางมาพบกับพวกท่านผู้ที่มีความรักใคร่ในการปฏิบัติธรรม ได้นิมนต์ให้ผมมาพบกับพวกท่าน เมื่อได้มาพบกับพวกท่านที่มีความรักใคร่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนานั้น คำว่ามีความรักใคร่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนานั้น เราก็ต้องมาพูดกันทางความเห็น ความเห็นนั้นเราก็พูดกันเรื่อง “สัมมาทิฏฐิ” หรือ “ทิฏฐิ” 

     

    คำว่า “สัมมาทิฏฐิ” กับ “ทิฏฐิ” นี้ เราจะจับที่ไหนเป็นหลักการก็ยังไม่แน่นอน คำว่า “สัมมาทิฏฐิ” ก็หมายถึงความเห็นที่ถูกต้อง ตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าว่า “ทิฏฐิ” นั้นเป็นเพียงความเห็นแต่ละบุคคล ดังนั้นทิฏฐิเป็นความเห็นแต่ละบุคคลนั้นมันก็ไม่เหมือนกัน 

     

    ถ้าเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” นั้นเรียกว่าความเห็นผิด อันความเห็นผิดนั้นอาจจะผิดบุคคลนี้ไปถูกต้องบุคคลนั้นก็ได้ หรือว่าอาจจะถูกต้องกับบุคคลนี้ไปผิดกับบุคคลนั้นก็ได้ เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ คำว่า “มิจฉาทิฏฐิ” นั้นหมายถึงความเห็นผิดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า คำว่า “ทิฏฐิ” นั้นหมายถึงความเห็นของแต่ละบุคคลอาจจะไม่เหมือนกัน แต่อาจจะตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้ คำว่า “สัมมาทิฏฐิ” นั้นก็หมายถึงว่าความเห็นอันถูกต้อง หรือตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้ 

     

    เมื่อพูดถึงทิฏฐิแล้วก็มาพูดกันเรื่องพุทธศาสนา ทีนี้ผมจะนำมาพูดนี้ก็พูดตามความคิดเห็นและความเข้าใจที่ผมมีอย่างนี้และเข้าใจอย่างนี้ แต่ก่อนนั้นผมก็รู้พุทธศาสนานี้ คือรู้มากับพ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือครูบาอาจารย์สอนให้มา ก็จำได้ อันนั้นเป็นเพียงรู้จำ ดังนั้นการศึกษาก็ต้องรู้จำ “รู้จำ”แล้วก็ต้อง “รู้จัก” คำว่า “รู้จัก” กับ “รู้จำ” นี้มันไม่เหมือนกันแต่ว่าคล้ายคือกัน คำว่า “รู้จัก” ว่าสิ่งนั้นเป็นอันนั้นสิ่งนี้เป็นอันนี้ อันนั้นเพียงรู้จัก แต่ “รู้จำ”นั้น จำมาเฉยๆ แต่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อันนี้ยังไม่ใช่เป็นความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง หรือความเห็นอย่างที่ถูกต้อง 

     

    คำว่าความ “รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง” มันมี ๔ รู้ด้วยกัน 

     

    รู้แจ้ง รู้จริง คำว่า “รู้แจ้ง รู้จริง” รู้โดยทัศนะจิตใจถอดมาจากจิตจากใจจริงๆ  จิตใจ “รู้”  จิตใจ “เห็น”  จิตใจ “สัมผัส” อันนั้นเรียกว่า “รู้แจ้ง รู้จริง” โดยไม่พึ่งพาอาศัยใครที่ไหนเลย แต่มันก็ตรงเข้ากับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าเป็น “สัมมาทิฏฐิ” ใช้ได้ ตัวอย่างที่เราปฏิบัติธรรมเพราะว่าพวกเราก็เป็นผู้ใคร่หรือรักหรือคิดถึงหรือรักในการปฏิบัติธรรม ก็ต้องพูดเรื่องการปฏิบัติธรรม 

     

    การปฏิบัติธรรมนั้น บางคนนั่งสมาธิลงไปแล้วเห็นสีแสงผีเทวดานรกสวรรค์ อันนั้นก็เป็นความเห็นทิฏฐิ ทิฏฐิแปลว่าความเห็น แต่ว่าถูกหรือผิดนั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่บุคคลที่ยังไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นก็ว่ามันเป็นไปไม่ได้ อันนั้นก็อาจจะถูกต้อง เพราะว่าบุคคลนั้นยังไม่เห็นยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจ หรือบางทีบุคคลที่เห็นสีแสงผีเทวดานรกสวรรค์เห็นพระพุทธเจ้านั้น คนนั้นอาจจะเข้าใจทึกทักเอาเองว่า ตัวรู้ธรรมะเห็นธรรมะเข้าใจธรรมะอย่างพระพุทธเจ้า ว่าเห็นอย่างแจ่มแจ้ง จะเข้าใจอย่างนั้นก็เป็นได้ 

     

    แต่ความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้น ตามอุดมการณ์ของผมเองนี้ว่า ถูกน้อย ไม่ถูกมาก ถ้าพูดถึงว่าถูกแล้วก็เพียงจะ ๓ % หรือ ๔ % เท่านั้น ยังไม่เป็นความเห็นที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น เมื่อเราออกจากสมาธิแล้วมองอะไรไม่เห็นเลย หรือเราลืมตาขึ้นมองก็ไม่เห็น จึงว่าไม่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามากเท่าไหร่นัก 

     

    เมื่อพูดเช่นนี้ ผู้มีปัญญาสามารถที่จะรู้ได้ทันที เพราะว่าในขณะระยะเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะกุมารที่เราเคารพนับถือว่า เป็นพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก เมื่อท่านเกิดมาจากท้องของมารดา แล้วก็ยังมาพบเอากับพวกพราหมณ์ ได้ทำบุญให้ทานรักษาศีล อันนี้ก็มีการสร้างความดีความงามเอาไว้แล้วเรื่องนี้ จากนั้นมาท่านก็ไม่ได้พูดถึงการปกครองบ้านเมือง ไม่ต้องพูดก็ได้เพราะว่าสมัยนี้การปกครองบ้านเมืองนั้นทุกคนก็ต้องรู้ว่าอาศัยสติปัญญาความคิดความเห็น อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

     

    เมื่อท่านมาบวช บัดนี้มาศึกษาเล่าเรียนอยู่กับ อาฬารดาบส อุทกดาบส สองอาจารย์นี้ เมื่อเรียนกับอาจารย์คนแรกนั่นได้สมาบัติ ๗ คำว่าสมาบัติ ๗ นั้นเราเคยได้ยินในตำรับตำราและครูบาอาจารย์ก็เคยพูดเอาไว้ว่า รูปณาน ๔ อรูปณาน ๓ เรียกว่าสมาบัติ ๗  เมื่อได้สมาบัติ ๗ แล้ว สิ่งต่างๆ คือความทุกข์เกิดขึ้นมาจากภายในจิตใจนั้น ยังร้อนรนวุ่นวายอยู่ ยังมีอยู่ในจิตในใจ 

     

    เมื่อเห็นพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ผู้ให้ความร่วมมืออุปถัมภ์ ทำอะไรเห็นด้วยตา บางครั้งบางคราวก็ไม่พอใจ พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พูดอะไรได้ยินด้วยหูบางครั้งบางคราวก็ไม่พอใจ นอกจากนั้นบางครั้งบางคราวนั่งอยู่หรือเข้าฌานแล้วสงบไป ออกจากฌานแล้วก็คิดถึงพวกราหุลหรือผู้เป็นชายาเรียกว่าภรรยาคือนางพิมพา ก็ยังมีอยู่คึกคักขึ้นภายในจิตใจ นี้แสดงว่าความทุกข์อันนี้ยังบีบคั้นยอกตำอยู่ภายในจิตใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็ลาจากอาจารย์คนนั้น 

     

    ไปเรียนต่อไปอาจารย์คนที่สอง เรียกว่าได้สมาบัติ ๘ ได้สมาบัติ ๘ เหล่านี้เราก็เรียกว่า ฌานสมาบัติ ๘ เราเคยพูดกันอยู่อย่างนี้ ครูบาอาจารย์เคยสอนกันมาอย่างนี้เป็นจำนวนมาก เมื่อได้สมาบัติ ๘ แล้วก็ยังไม่เป็นทางดับทุกข์ เพราะว่าเห็นพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ทำ เห็นด้วยตา บางครั้งบางคราวก็ไม่พอใจ บางครั้งบางคราวก็พอใจ หรือพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พูดคุยอะไรต่างๆ บางครั้งบางคราวได้ยินด้วยหู ไม่พอใจก็มี หรือบางครั้งบางคราวด้วยได้ยินด้วยหู พอใจก็มี นอกจากนั้นก็ยังคิดถึงทรัพย์สมบัติ หรืออย่างที่บุตรของท่านคือราหุล หรือผู้เป็นชายาเรียกว่าภรรยาก็คือพิมพา ก็ยังคิดสนุกขึ้นมาบางครั้งบางคราว 

     

    อันนี้ก็แสดงว่า ความทุกข์ความเดือดร้อนสิ่งเหล่านี้ก็ยังมี เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ถามอาจารย์ อาจารย์ก็หมดความรู้ ว่าไม่มีความรู้ที่ไหนจะมาสอนแล้ว ดังนั้นในเมื่อสมัยเรียนอยู่ที่นั่น พระองค์ที่ทำได้เหมือนกับอาจารย์ เข้าฌานออกฌานได้เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ทำอย่างไรได้ พระองค์ก็ทำได้เหมือนกับอาจารย์ทุกแง่ทุกมุม คล่องแคล่วว่องไว ทำได้เหมือนกัน เรียกว่าเข้าฌานได้เร็วออกฌานได้เร็วเหมือนกับอาจารย์ นี้แสดงว่าอันนี้มีมาก่อนพุทธศาสนา 

     

    แสดงว่าการสอนอย่างนี้ อันนี้บางคนนะครับ ผมเคยได้ยินว่าอันนี้แหละเป็นสัมมาทิฐิว่าความเห็นถูกต้อง ถ้าเห็นอย่างนี้ก็เห็น “รู้จำ รู้จัก”มาจากตำรับตำราหรือครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง ยังไม่ใช่จะเป็นการรู้แจ้ง ยังไม่รู้จริง เพราะเรียนมาจากตำรับตำรา แม้พระองค์ก็เรียนมาจากครูอาจารย์เหล่านั้น เมื่อพูดเช่นนี้บุคคลผู้มีปัญญาสามารถที่จะรู้ทันที เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มีมาก่อนพระองค์แล้ว รู้ได้อย่างนี้ เข้าใจได้ อันนั้นมันก็ดีอย่างหนึ่ง แต่มันยังไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่มันสงเคราะห์เข้ากันได้เท่านั้นเอง 

     

    จากนั้นพระองค์ก็เดินไปกับพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ไปทำทุกรกริยาอีก คือ ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ กลั้นลมหายใจ ไม่พูดไม่คุยกับใคร เรียกว่ากลั้นพระทนต์หรือกดพระทนต์ เราเคยพูดกันตามตัวหนังสือและตามตำรับตำรา เมื่อเราไปติดอยู่กับตำรับตำราพูดกันตัวหนังสือ มันก็เป็นเพียงรู้จำ ยังไม่ใช่เป็นรู้แจ้ง ยังไม่ใช่เป็นรู้จริง รู้จำรู้จักมาจากตำรับตำราเท่านั้น 

     

    เรื่องนี้พระองค์ทำมาแล้ว ก็ยังไม่สำเร็จเรื่องดับทุกข์ได้ นี้แสดงว่า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นทิฏฐิคือความเห็น เพราะทิฏฐิของพระองค์ก็เป็นอย่างนั้น ก็ต้องทำอย่างนั้น ถึงเรียกว่าทิฏฐิ จะเป็นสัมมาทิฏฐิก็ยังไม่ได้ จะเป็นมิจฉาทิฐิก็ยังไม่ได้ เพราะว่ายังไม่รู้ยังไม่เข้าใจ แต่เพียงว่ารู้แล้วก็ต้องทำ คือเมื่อรู้ว่าทำอย่างนั้นคงจะเป็นอย่างนั้น อันนั้นเรียกว่าทิฏฐิต้องทำ 

     

    ทำถึงจนจะตายนี่ เรียกว่าพระองค์ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ กลั้นลมหายใจ ไม่พูดไม่คุยกับใคร เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์ก็เลยเลิกละจากสิ่งเหล่านั้น เห็นว่าไม่เป็นทางดับทุกข์ได้ แล้วก็มากินหมากขามป้อมบ้างส้มหมอเรียกว่าผลไม้ เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็เห็นพระองค์ทำอย่างนั้น ก็เห็นว่าคงจะไม่สำเร็จแล้ว เลิกละคลายจากความเพียรกลับเวียนมามากๆ เสียแล้ว พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็หนีไป 

     

    พระองค์ก็เดินไปคนเดียว รับผลไม้หรือกินผลไม้ไปคนเดียว อันนี้เรียกว่า สงัดกาย สงัดวาจา แม้จิตใจก็ยังนึกคิดอะไรต่างๆ ไป อันนี้ก็แสดงว่า กายกับวาจาสงัดแล้วเพราะอยู่คนเดียว แต่ส่วนจิตใจเล่ามันไม่สงบสงัดได้เลย แม้คนเราจะไปทำกรรมฐานอยู่ในถ้ำในภูในป่าในดงที่ไหนก็ตามแหละ อยู่คนเดียวก็ตาม สำหรับจิตใจนั้นมันนึกมันคิดอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ในสมัยนั้นพระองค์ก็ยังไม่รู้ 

     

    เดินมากินข้าวนางสุชาดานี่ ตอนนี้คนมีปัญญาความรู้ได้ทันที เว้นแต่คนที่ยังไม่มีปัญญา ยังไม่เคยเข้าใจก็ต้องฟัง แล้วไม่รู้ไม่เข้าใจเพราะเราไปจำเอากับตำรับตำรา ฟังเรื่องตำรับตำรา ผิดไปจากตำรับตำราไม่ได้ หาว่าผิดแล้วเป็นมิจฉาทิฐิ แน่ะเราไปเดาเอาไปนึกคิดเอาเองอันนั้น เมื่อพระองค์กินข้าวนางสุชาดานนี้ พระองค์ถามนางสุชาดาว่า นางจะถวายตั้งแต่ข้าวหรือว่าจะถวายทั้งหมด นางก็เลยบอกว่า ถวายทั้งหมด ไม่เอาอะไรคืนทั้งหมด ยกให้ทั้งหมดเลย 

     

    เมื่อพระองค์ฉันหรือว่ากินหรือว่ารับประทานจะพูดอย่างไรก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องสมมุติ พูดให้กันฟังเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วก็จับเอาขันนั้น ไปอธิษฐานตามริมแม่น้ำว่า “ถ้าหากว่าข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสตายคายกิเลสหลุดจริงๆ แล้ว วางขันใบนี้ลงไป ให้มันทวนกระแสของน้ำได้ ขึ้นไปหาต้นน้ำที่มันออกมาทีแรกนู่นล่ะ” ตรงกันข้าม “ถ้าหากว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้ตรัสรู้ ฆ่ากิเลสไม่ตายคายกิเลสไม่หลุด ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้ว วางขันใบนี้ลงไปในน้ำนี้ ให้มันไหลลงไปตามกระแสของน้ำ” ว่าอย่างนั้นก็เลยวางขันลงไปที่แม่น้ำ 

     

    ขันก็เลยทวนกระแสของน้ำ อันนี้คนผู้ที่ยังไม่เคยคิดก็นึกว่าเป็นน้ำจริงๆ หรืออาจจะเป็นน้ำจริงๆ ก็ได้ หรือว่าจะเป็นขันจริงๆ ก็ได้ หรือว่าอาจจะไม่เป็นขันจริงๆ ก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องสมมุติพูดขึ้นมา สำหรับผมเองทีแรกก็ได้ยินครูบาอาจารย์หรือพ่อแม่ปู่ย่าตายายเคยพูดให้ฟังอย่างนี้มา ต่อเมื่อผมมามีความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมาจากภายในจิตใจแล้; อันที่พระองค์วางขันลงไปนั้น คือพระองค์วางตนวางตัวลงไปจริงๆ มาประพฤติปฏิบัติธรรมะจริงๆ 

     

    เราเคยได้ยินว่า พระองค์ว่าวางขันลงไป ขันทวนกระแสของน้ำ พระองค์ก็เลยขึ้นมานั่งอยู่ที่ต้นโพธิ์ คำว่าต้นโพธิ์ตัวนี้ก็หมายถึงจะเป็นต้นโพธิ์จริงๆ ไม่ทราบ หรือจะเป็นตัวของพระองค์ ยังมีความสุข ยังไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อนอะไร ก็ขึ้นมา แล้วมานั่งพิจารณาก็ได้ หรือว่าจะเป็นต้นโพธิ์ร่มใหญ่จริงๆ ก็ได้ 

     

    คำว่าขันในที่นี้ ตามความคิดของผมเป็นเพียงทิฏฐิ จะผิดหรือถูกนั้นพวกท่านผู้ฟังทั้งหลายเอาไปพิจารณาเอาเอง ขันก็หมายถึงขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เอง พระองค์จะทวนกระแสสิ่งเหล่านี้ รูป ได้แก่ร่างกาย คือที่เป็นวัตถุ มองเห็นด้วยตา จับถูกด้วยมือ ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นมองไม่เห็นด้วยตา จับไม่ถูกด้วยมือ จะสัมผัสด้วยสติปัญญาเท่านั้น 

     

    ผมก็เลยคิด คำว่าขันธ์ ก็หมายถึง พูดกันง่ายๆ ว่าอายตนะก็ได้ เช่น คนทุกคนต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นี่มีเหมือนกัน จะเป็นคนสมัยนั้นหรือคนสมัยนี้ ก็มีตามีหูมีจมูกมีลิ้นมีกายมีใจเหมือนกัน หรือจะเป็นคนสมัยยุคต่อไปข้างหน้า ก็จะมีตามีหูมีจมูกมีลิ้นมีกายมีใจเหมือนกันกับคนสมัยนี้ คนสมัยโน้นคนสมัยนี้สมัยต่อไปนี้ ก็จะมีเหมือนกัน 

     

    ดังนั้นคำว่าขันนี้ เราต้องพิจารณาให้แยบคายลงไปว่า การทวนกระแสของน้ำ น้ำนั้นบางทีอาจจะเป็นกิเลสหรือเป็นความคิด คำว่ากิเลสนี่มันเข้าใจยาก อันความคิดแปลกๆ ที่มันซับซ้อนอยู่ภายในที่ลึกของหัวใจนั้น ไม่เคยดู ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นสมุฏฐานของความคิดอันนี้ เมื่อพูดถึงสมุฏฐานและความคิดอันนี้ เราเคยพูดกันว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เคยพูดกันอย่างนั้น 

     

    ทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือศึกษาเห็นทุกข์จริงๆ และต้นเหตุของทุกข์จริงๆ และหาวิธีดับทุกข์ และก็ดับทุกข์ เป็นทางดับทุกข์ได้จริงๆ นั้น อันนี้เราเคยรู้กันมาเคยเรียนกันมามากแล้ว เราก็ไปจับเอาหลักการนั้นมาพูดมาทะเลาะกัน บางคนก็ถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คนนั้นก็ถูกของฉัน คนนี้ก็ถูกของฉัน เธอผิด ฉันถูก อันนี้ก็เป็นการคิดเอาเองเท่านั้น คือตัวเองเข้าใจอย่างไรก็ว่าถูกตามอุดมการณ์ของตัวเองอย่างนั้น 

     

    อันนี้ผมได้อ่านหนังสือกาลามสูตร ตรัสไว้ ๑o ข้อว่า อย่าเชื่อถือที่ได้ยินได้ฟังตามเขาพูดกันมา ว่าอย่างนั้น แล้วก็อย่าเชื่อถือที่เห็นเขาทำตามๆ กันมา ว่าอย่างนั้น แล้วก็อย่าเชื่อถือว่าเขาเล่าลือพูดกันมาทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว แล้วก็อย่าเชื่อถือที่อ้างว่ามีอยู่ในตำรับตำราอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็อย่าเชื่อถือเป็นการนึกเดาเอาเองคาดคิดเอาเอง ๑o ข้อ ไปดูเอาก็รู้ท่านผู้ใคร่ธรรมทั้งหลาย หรือผู้มีจิตคิดถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วก็ต้องฟังด้วยสติปัญญา 

     

    ในขณะที่ผมพูดอยู่นี้เดี๋ยวนี้แหละท่านทั้งหลาย เมื่อถามท่านทั้งหลายคงจะรู้บางคน บางคนก็ยังไม่รู้ เพราะว่าฟังแล้วก็บางคนก็ง่วงหลับง่วงนอน บางคนก็ตั้งใจฟัง บางคนก็ฟังไปเพื่อจำเอาคำพูด บางคนก็ฟังเพื่อดูพฤติกรรม หรือดูกิริยาท่าทางของการเคลื่อนไหวของรูปกายและจิตใจเข้าไป เพราะนิสัยคนมันไม่เหมือนกัน คนใดฟังแล้วดูชีวิตจิตใจของตัวเองก็มี อันนี้เมื่อพูดที่นี่ก็มาเตือนกันทำความเข้าใจกัน

     

    บางคนสมมุติให้ฟัง สมมุตินะนี่ไม่ใช่เป็นของจริงแต่ก็ยังสมมุติ เป็นของจริงก็ยังสมมุติได้ สมมุติข้าว ข้าวเปลือกทุกเม็ดแต่มันอ้วนมันเต็มมันสมบูรณ์ดี มันไม่จ่อยไม่ผอม เป็นข้าวที่สมบูรณ์จริงๆ เอาไปลงดิน มันงอกขึ้นมา เป็นเม็ดข้าวได้จริงๆ เป็นต้นฟางขึ้นมาจริงๆ เป็นอย่างนั้น อันนี้แสดงว่าข้าวทุกเม็ดต้องงอกได้ แต่เมื่อพูดเรื่องข้าวทุกเม็ดงอกได้ก็ไม่ต้องไปพูดไปเรื่องเอาไปลงในดิน 

     

    บัดนี้ผมจะอุปมาให้ฟังง่ายๆ ข้าวทุกเม็ด เราเอาไปเข้าโรงสีโรงงานโรงสีข้าวนี่ บางเม็ดออกมาเป็นข้าวที่หนึ่ง บางเม็ดเป็นข้าวที่สองหักมา บางเม็ดเป็นข้าวที่สามหักสามบั้นสี่บั้นก็มี บางเม็ดเป็นข้าวปลาย บางเม็ดเป็นรำเป็นแกลบออกไปก็มี แต่ท่านผู้ฟังทั้งหลาย คนที่ฟังด้วยสติปัญญาจริงๆ แล้วอาจจะเป็นข้าวที่หนึ่งก็ได้ คนที่ฟังไม่จริงอาจจะเป็นข้าวที่สองก็ได้ หรือเป็นข้าวที่สามก็ได้ เป็นข้าวปลายก็ได้ เพราะการฟังนั้นไม่เหมือนกัน และสติปัญญาของคนนั้นก็ไม่เหมือนกัน เป็นเช่นนี้ 

     

    หรือจะอุปมาให้ฟังอีกอย่างหนึ่ง ดอกไม้ทุกประเภท จะเป็นสีดำสีแดงสีขาวสีเหลืองสีอะไรก็ตาม จะบานได้ต่อเมื่อแสงตะเว็นหรือแสงพระอาทิตย์โผล่ออกมาได้ แล้วก็บานได้ตามต้องการ อันนี้ก็เป็นข้ออุปมาเหมือนกัน เท่าที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี้ บางคนฟังแล้วใช้สติปัญญาสามารถที่จะรู้ได้เหมือนกัน ถ้าพูดอย่างนั้นพูดเช่นนี้แล้ว จะหาว่าผมนี้ เอ๊ะมาแสดงตนเป็นผู้รู้เป็นผู้วิเศษ หรืออย่างนั้นอย่างนี้ อย่าเข้าใจอย่างนั้น 

     

    คือนำความคิดเห็นหรือความจริงมาเล่าสู่กันฟัง เพราะว่าเราทุกคนมีความรักใคร่และคิดถึงในการประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คำว่าขันในที่นี้ก็หมายถึงขันธ์ ๕ เช่น ตาเห็น ตามันไม่รู้ งามไม่งามมันไม่รู้ สกปรกมันไม่รู้ “ใจ”เป็นคนรู้ เราจะเห็นได้ คนที่ตายหมดลมหายใจ ดับจิตลงไปแล้ว ยังมีตา เราไปจับเอาดวงตาคนที่ตายนั้น ไม่เคยกระดุกกระดิก ไม่เคยว่าเจ็บหรืออะไรไม่เคยพูดเลย แต่ก็ยังมีดวงตาอยู่ นี่เรียกว่าตาหมดวิญญาณ วิญญาณแปลว่ารู้ เวทนาแปลว่าเสวยอารมณ์ สัญญาแปลว่าจำได้ สังขารแปลว่าปรุง 

     

    วิญญาณก็แปลว่ารู้ เราพูดกันได้อย่างนี้ บัดนี้หูฟังเสียง หูมันไม่รู้ แต่มันเป็นหน้าที่ของมันเท่านั้นเอง เป็นหน้าที่ของหูฟังเสียง แต่ “ใจ”มันรู้ “ใจ”โน่นมันรู้เสียงเพราะเสียงไม่เพราะ นี่เราเข้าใจอย่างนั้น อันนี้เราไม่เคยมาทวนกระแสของกิเลสเหล่านี้ คือกิเลสเหล่านี้บางครั้งบางคราวมันพอใจ บางครั้งบางคราวมันไม่พอใจ คำว่า “ใจ” นี่ เราต้องพิจารณาด้วยสติปัญญาที่ปรากฏขึ้นมานั้น เราก็เรียกว่าใจของเรา 

     

    “ใจ” ของเรานั้นมันไม่ใช่เป็นชีวิตของเรา พูดอย่างนี้ก็ฟังจริงๆ ด้วยสติปัญญานั้น คำว่าฟังจริงๆ ด้วยสติปัญญานั้นก็ต้องฟังด้วยความตั้งใจ ฟังด้วยความเห็นแจ้ง ต้องเห็นอย่างนี้ ไม่ใช่เห็นสีแสงผีเทวดานรกสวรรค์ อันนั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องนอกแนว เมื่อเรามองเดี๋ยวนี้มันไม่เห็น มันไม่เป็นสัจธรรม ที่ผมพูดนี้พูดเรื่องสัจธรรม สัจจะแปลว่าของจริงของแท้ จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ 

     

    อย่างที่ท่านทั้งหลายฟังผมกำลังพูดอยู่เดี๋ยวนี้ ในขณะนี้นี่แหละใครมีความโกรธ แต่บางคนอาจจะว่าผมมีความโกรธอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงแล้วความโกรธมันไม่ได้มีเลย ความโลภไม่ได้มีเลย มีเพราะเราหลงผิดเท่านั้น แต่คนบางคนอาจจะเข้าใจว่า ทำไมว่าไม่มีความโกรธ ถ้าหากว่าพวกท่านทั้งหลายเข้าใจว่าท่านมีความโกรธ ก็ต้องโกรธขึ้นมาดูในขณะนี้ที่ผมพูดอยู่เดี๋ยวนี้นี่แหละ โกรธไม่ได้เพราะมันไม่มีความโกรธนี่ 

     

    ในขณะที่มันโกรธขึ้นมานั้น เราไม่เคยดูชีวิตจิตใจของเรา อันนี้เรียกว่าคนหลง คนหลงชีวิต คนหลงจิตหลงใจ เรียกว่าคนหลง โมหะคือความหลงผิด อันนี้ให้เข้าใจอย่างนั้น 

     

    ถ้าพูดเรื่องหูทิพย์ตาทิพย์มันก็พูดได้ คนบางคนถ้าว่าตาทิพย์ต้องไปมองเห็นเลขบัตรเบอร์ มองเห็นอะไรต่างๆ ที่นอกตัวไป อันนั้นก็เรียกว่าตาทิพย์อีกแบบหนึ่ง อันนั้นเป็นทิฏฐิ สำหรับหูทิพย์ก็หมายถึง คนพูดอยู่ที่ไหน ฟังได้ หรือคุยกับเทวดาได้ คุยกับพระอินทร์พระพรหมได้ คุยกับผีได้ นี่คนมีหูทิพย์อย่างนั้น อันนั้นมันเป็นเรื่องของที่ไม่จริงไม่จังอะไร แต่มันก็จริง

     

    ที่ผมพูดนี่ คนมีหูทิพย์มีตาทิพย์หมายถึง พูดแล้วรู้เรื่อง พูดธรรมะให้ฟัง “รู้” อันนั้นมันไม่เป็นธรรมะมันไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พูดอย่างนั้นเป็นธรรมะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า หมายถึงหูทิพย์ แล้วตาทิพย์ก็หมายถึงการแสดงภายในจิตใจ เห็นส่วนลึกของจิตใจที่ปรากฏขึ้นมานู่น อันนี้เป็นเรื่องตาทิพย์หูทิพย์ ถ้าจะพูดกันมากมันก็เข้าไปเรื่องมองไม่เห็นด้วยตานี่เอง มองไม่เห็นด้วยตานั่นเอง 

     

    ดังนั้น ขอให้พวกเราจงพยายามนึกคิดพิจารณาให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเรื่องนี้ ถ้าพวกเราไม่นึกไม่คิดไม่ผิดพิจารณาอย่างแจ่มแจ้งเรื่องนี้แล้ว เราจะไม่เข้าใจจริงๆ เรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า วิธีปฏิบัติธรรมนี้ถ้าเราปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว จะเอาไปใช้กับการทำงานได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องดิ้นรนวุ่นวายอะไรทั้งหมด ที่ผมพูดนี้ คือส่วนลึกของชีวิตและจิตใจของเรา มันเป็น “ปกติ” อยู่แล้ว 

     

    ที่ผิดปกตินั้น มันไม่ใช่เป็นชีวิตไม่ใช่เป็นจิตใจของพวกเราส่วนลึก มันเป็นกิเลส มันเป็นมายา มันคึกคักขึ้นมาเอาเองคนเดียว มันเป็นอย่างนั้น ให้พวกเราเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ถ้าพวกเราไม่เข้าใจอย่างนี้เราจะหลงผิด เราจะคึกคักเอาว่า เรารู้ธรรมะ เราเห็นธรรมะ เราเข้าใจธรรมะ 

     

    ถ้าเราไม่พยายามจริงๆ แล้วเราจะไม่เข้าใจ เพราะคำพูดของพระพุทธเจ้ามันเป็นส่วนลึก แม้น้อยเดียวก็ตามแต่มันมาก ถึงจะมากเท่าไหร่ก็ตามแต่มันน้อยที่สุด อย่างที่ผมพูดแล้วกับพวกท่านเมื่อกี้นี้ว่า ใครมีความโกรธเดี๋ยวนี้นี่ในขณะนี้ที่ฟังผมพูดอยู่นี้นี่ คงจะไม่มีใครโกรธ แล้วใครมีความโลภ ไม่มี ก็ฟังแล้วเฉยๆ อยู่นั่นเอง เฉยๆ ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้สุข ไม่รู้ดีใจ ไม่รู้เสียใจ ฟังอยู่เฉยๆ อยู่เท่านั้นเอง 

     

    อันนี้แสดงว่าสิ่งนี้มีอยู่ในคนทุกคน จะเป็นคนยุคสมัยพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมีอยู่อย่างนี้ หรือสมัยก่อนตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่ได้มาตรัสรู้ก็มีอยู่อย่างนี้ หรือสมัยปัจจุบันของพวกเรายังมีชีวิตอยู่นี่ก็ต้องมีอย่างนี้ เรื่องชีวิตจิตใจของคนเรา หรือสมัยต่อไป เช่น ลูกๆ หลานๆ เหลน ลื่อ ของเราจะเกิดมาสุดท้ายภายหลัง ก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป อันนี้เรียกว่าสัจธรรม ไม่ว่าคนจีนคนฝรั่งอังกฤษคนอเมริกาคนเขมรคนญวนคนลาวมีเหมือนกันอย่างนี้ จะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป ดังนั้นเรียกว่าสัจจะ 

     

    สัจจะแปลว่าความจริง ไม่เปลี่ยนแปลงไม่แปรผัน มั่นคงถาวรอยู่อย่างนี้ตลอดกาล ดังนั้นเมื่อพูดถึงมั่นคงถาวรตลอดกาลแล้วก็ ต้องพูดที่สิ่งที่พวกท่านกำลังฟังผมพูดหรืออาตมาพูดอยู่เดี๋ยวนี้แหละ นี่แหละเป็นลูกตุ้มถ่วงไว้ ไม่ให้เราวิ่งเข้าไปหากองไฟมาก หรือไม่ให้เราตายเร็ว ว่าอย่างนี้ก็ได้ เพราะคนเราเมื่อมีความโกรธความโลภความหลงเป็นตัวอยู่ ตายเร็ว เพราะมันมีแต่ความเดือดร้อนความวุ่นวาย ถึงจะมีความโกรธความโลภความหลงอยู่ แต่สิ่งนี้ก็ยังมีอยู่ในนั้น 

     

    พอดีความโกรธความโลภความหลงนั้น มันลดตัวลงไป อันสิ่งที่เป็น “ปกติ” อย่างที่พวกเรากำลังฟังผมหรืออาตมาพูดอยู่นี้ อันนี้แหละมีอยู่ตลอดกาล ไม่เปลี่ยนแปลงไม่แปรผัน จริงๆ เรื่องนี้ แต่เราไม่เคยมาสนใจกันที่ตรงนี้ เราไปสนใจกันเรื่องทำบุญ เรื่องรักษาศีล ให้ทาน ทำสมถกรรมฐาน หรือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นี่เราไปสนใจกันเรื่องอย่างนั้น 

     

    แต่ความจริงแล้วคำพูดนั้น จะพูดอย่างไรก็ตาม มีมากน้อยก็ตาม หรือจะพูดมากๆ ก็ตาม พูดน้อยๆ ก็ตาม จะย่นย่อเข้ามาเรื่องชีวิตจิตใจเท่านั้น เพราะชีวิตทุกๆ ชีวิตเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดกาลมา แม้สัตว์เดรัจฉานก็มีอย่างนี้ มนุษย์ทุกเพศทุกวัยต้องเป็นอย่างนี้ ดังนั้นสัตว์เดรัจฉานนั้นไม่สามารถที่จะมีสติปัญญา เอาความปกติหรือชีวิตที่ไม่มีทุกข์นี้ไปใช้กับการกับงาน แต่มันก็มีอยู่เหมือนกันแต่มันไม่รู้เรื่อง 

     

    อันมนุษย์หรือคนธรรมดาสามัญอย่างพวกเราที่มีสติปัญญา มาฟังผมพูดอยู่ในขณะนี้นี่แหละ สามารถที่จะเอาไปใช้ได้กับการกับงานทุกวิธีทาง เพราะมนุษย์เป็นผู้มีจิตใจสูง มนุษย์แปลว่าผู้มีมานะหรือผู้มีจิตใจสูง และพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราก็เคยพูดเอาไว้ว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพาน ก็เป็นสมบัติของมนุษย์นี่เอง ท่านว่าอย่างนั้น แต่เราก็เลยมาทำบุญให้ทานรักษาศีลทำสมถกรรมฐาน หลังจากการตายแล้วจึงเอาสวรรค์เอานิพพาน อันนี้แสดงว่าทิฏฐิคือความเห็น แต่ว่าเราเห็นอย่างนั้น เราก็เลยต้องนึกเอาอย่างนั้น อันนี้มันไม่ใช่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า 

     

    พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า เรื่องอดีตอนาคตนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอน คือพระองค์สอนแต่เรื่องปัจจุบัน ท่านสอนอย่างนั้น ในขณะนี้เวลานี้เดี๋ยวนี้นี่แหละ เราฟังอยู่ที่นี่ จิตใจเราเฉยๆ ไม่ทุกข์ ไม่สุข ทุกข์ก็ไม่มี สุขก็ไม่มี อันนี้เรียกว่าผู้มีปัญญา ฟังแล้วเกิดปัญญาคึกคักขึ้นมา รู้ เพราะว่าพระองค์แสดงธรรม แล้วได้ดวงตาเห็นธรรม ว่าอย่างนั้น 

     

    อันนี้ก็นำเรื่องมาพูดให้ฟังเรียกว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ที่ใจ พระนิพพานก็อยู่ที่ใจ พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราเคยพูดให้ฟังว่า สวรรค์ก็อยู่ที่ตรงนี้ นรกก็อยู่ที่ตรงนี้ พระนิพพานก็อยู่ที่ตรงนี้ แล้วเราไปหาเอาที่ไหน ตายแล้วมันจะไปเห็นอยู่ที่ไหน แล้วคนเราไปสอนใจเรื่องวิญญาณตายแล้วไปอย่างนั้น ตายแล้วไปอย่างนี้ อันนั้นพระองค์ไม่ได้เอามาสอน พระองค์สอนให้เรารู้จักขณะที่มีอยู่และเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ 

     

    เมื่อมนุษย์สมบัติเป็นสมบัติของเรา มนุษย์นี่เป็นสมบัติของมนุษย์จริงๆ เป็นผู้มีมานะเป็นผู้มีจิตใจสูงจริงๆ สวรรค์-สวรรค์ก็เป็นสมบัติของมนุษย์นี่เอง นิพพาน-นิพพานก็เป็นสมบัติของมนุษย์นี่เอง ถ้าเราฟังอย่างนี้อาจจะเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะคนใดฟังแล้วไม่มีทิฏฐิไม่มีมานะ ฟังด้วยสติปัญญาให้เป็นข้าวที่หนึ่ง อย่าเป็นข้าวหักอย่าเป็นข้าวปลายอย่าเป็นรำอย่าเป็นแกลบ 

     

    ฟังด้วยสติปัญญา อย่าไปพูดว่าคนนั้นพูดเพราะ คนนี้พูดไม่เพราะ คนนั้นพูดผิดตำรา คนนี้พูดแล้วถูกต้องกับตำรา อย่าไปคิดอย่างนั้น ฟังเท่านั้นเอง ฟังอย่างไรเราจึงจะทำได้ด้วยความรวดเร็ว เราก็ต้องใช้สติปัญญาเรา 

     

    เคยได้ยินไหม ในสมัยเมื่อพระพุทธเจ้า พระองค์ของเรายังมีชีวิต พระวักกลิไปอยู่กับพระพุทธเจ้า เป็นคนอุปถัมภ์ให้ความร่วมไม้ร่วมมือพระองค์ทุกวิธีทาง และก็ชอบพระองค์มากรักใคร่กับพระองค์มาก ห่างไกลจากพระองค์ไม่ได้ ต้องการอยากไปอยู่กับพระองค์ อยากไปอยู่กับพระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ก็ได้ นี้พระองค์สอนให้ดูตัวเอง ดูจิตดูใจ หรือว่าทำกรรมฐานจะพูดอย่างไรก็ได้ พระวักกลิไม่สนใจ คือไปสนใจเรื่องพระองค์เดินไปเดินมา รูปสวยรูปงามของพระองค์ นี่ไปสนใจแต่เรื่องพระองค์ 

     

    ไปสนใจแต่เรื่องพระพุทธเจ้า อันนี้ก็เหมือนกันกับคนเราสมัยนี้ยุคนี้ปัจจุบันนี้ ไปสนใจแต่เรื่องทำบุญเรื่องให้ทานเรื่องรักษาศีลหรือเรื่องตำรับตำรา ไปสนใจอยู่อย่างนั้น เราไม่ได้มาสนใจที่ตัวชีวิตของเราจริงๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็เลยประณามหรือทำท่าทีโกรธให้พระวักกลิ พระวักกลิก็เลยเสียใจ พระองค์ไล่หนีว่าอย่างนั้น จะไปโตน(กระโดด)เหวตาย พระองค์ก็เลยเล็งญาณ 

     

    นี่ตอนนี้ว่าเล็งญาณนี้ เราก็ต้องเข้าใจนะคนมีปัญญา อันนี้เรียกว่าคนมีหูทิพย์มีตาทิพย์ใกล้ๆ ที่ผมพูดนี้ พระองค์เล็งญาณทำไม ก็มองดูพฤติกรรมของพระวักกลิ แสดงความไม่พอใจออกมาก็หนีคึกคักเดินออกไป หนีจะไปตาย บอกจะไปโตน(กระโดด)เหวตายว่าอย่างนั้น โตน(กระโดด)เหวตายก็ไปโตน(กระโดด)ที่มืดนั่นเอง เรียกว่าพระองค์เมื่อพูดให้แล้วก็ไม่มีที่พึ่งพาอาศัย ก็จะหนีไปอยู่คนเดียว ตายซะดีกว่า ไม่มีที่พึ่ง 

     

    พระองค์ก็ถามพระวักกลิว่า “พระวักกลิเธอมานี่เพื่อประโยชน์อะไร” พระวักกลิก็ตอบพระองค์ว่า ‘มานี่เพื่อชอบพระองค์ รักใคร่พระองค์ อยากอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์’ “เธอเข้าใจว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระองค์สิ” พระวักกลิก็ตอบพระพุทธเจ้าว่า ‘เข้าใจว่าอย่างนั้นแหละเจ้าข้าหรือครับ’ ว่าอย่างนี้ก็ได้ บัดนี้พระองค์ก็ถามพระวักกลิว่า “พระวักกลิตายเป็นไหม” ‘ตายเป็น’ “เมื่อตายไปแล้วเน่าเป็นไหม” ‘เน่าเป็น’ “เหม็นเป็นไหม” ‘เหม็นเป็น’ “เปื่อยเป็นเละเป็นหมดได้ไหม” ‘เป็นได้’ ตอบพระองค์ 

     

    บัดนี้ “เรา ผู้พระวักกลิว่าเป็นพระพุทธเจ้านี่ ตายเป็นไหม” ‘ตายเป็น’ “เน่าเป็นไหม” ‘เน่าเป็น’ “เหม็นเป็นไหม” ‘เป็น’ “เปื่อยเละเป็นเหมือนกันกับพระวักลิไหม” ‘เหมือนกัน’ “ถ้าหากเข้าใจอย่างนั้น อันนี้จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ทำไม” พระวักกลิก็ ‘อ้าว ทำไมว่าเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้’ พระวักกลิเกิดมีความสนใจฉงนใจขึ้นมา “ตัวธรรมะตัวสัจธรรมนั้นมันไม่ใช่เป็นอันนี้ ตัวชีวิตจริงๆ นั้นน่ะ คือมัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีความเดือดร้อน มันเย็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล คือมันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข” “พระวักกลิก็มีเช่นนี้ไหม” ‘มี’ พระวักกลิเกิดปัญญาขึ้นมาแล้วทีนี้ อันนี้แปลว่าผู้ฟังตั้งใจฟัง 

     

    ฉะนั้นการฟังเทศน์ฟังธรรมอะไรต่างๆ นั้น เราต้องฟังด้วยสติปัญญาจริงๆ เมื่อเราไม่ฟังด้วยสติปัญญาแล้ว เราจะไม่รู้ เราจะไม่เข้าใจไม่แจ่มแจ้ง พอดีพูดอย่างนั้น พระวักกลิกลับเข้ามาดูชีวิตจิตใจของพระวักกลิ ความโกรธความเสียอกเสียใจนั้น มันเป็นทุกข์ เพราะเราหลงชีวิตของเรา พระวักกลิก็เลยเกิดเข้าใจอย่างนั้น เรียกว่าได้เห็นพระพุทธเจ้า หรือว่าได้ดวงตาเห็นธรรม 

     

    ธรรมะกับพระพุทธเจ้าเป็นอันเดียวกัน หรือจะพูดถึงว่า ชีวิตกับธรรมะก็เป็นอันเดียวกัน เราเคยได้ยินไหม พระพุทธเจ้าพูดว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ตรัสต่อพระวักกลิ “ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา” จะอยู่ใกล้จับชายจีวรหรือจับนิ้วมือนิ้วเท้าอยู่ก็ไม่เห็นเรา เพราะไม่เห็นธรรม ท่านพูดให้พระวักกลิ พระวักกลิก็เลยเข้าใจธรรมะ เห็นธรรมะ เหมือนกันกับเห็นพระพุทธเจ้า หรือเหมือนกันกับพระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ก็ได้ เพราะว่าคนใดเห็นธรรมะแล้วก็เสมือนว่าเห็นพระพุทธเจ้า 

     

    ดังนั้น ธรรมะกับพระพุทธเจ้านั้นเป็นอันเดียวกัน เหมือนกับตัวชีวิตจริงๆ นั่นแหละ เป็นธรรมะกับเป็นพระพุทธเจ้าก็อันเดียวกัน อย่างที่ท่านทั้งหลายนั่งฟังผมพูดในขณะนี้ ก็คล้ายๆ คือตัวชีวิตจริงๆ นั้นน่ะ มันไม่ทุกข์ มันไม่สุข มันไม่เดือดร้อน มันไม่รู้อะไรเสียเลย แต่มันรู้เฉยๆ อย่างนั้นอยู่ตลอดมา 

     

    ธรรมะอันนี้มีไหม บางคนอาจจะไม่เคยรู้ บางคนผมพูดให้ฟังแล้วจะ โอ้สิ่งนี้มีอยู่ในคนทุกคนจริงๆ จะเป็นคนไทยก็มีอย่างนี้ จะเป็นคนฝรั่งก็มีอย่างนี้ จะเป็นคนจีนก็ต้องมีอย่างนี้ อันสิ่งนี้แหละมันมีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น จะเป็นคนไทยคนจีน หรือเป็นคนรวยคนจน มีเหมือนกันทั้งหมดเลยเรื่องนี้ เมื่อพูดเช่นนี้ก็แปลว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้าก็แปลว่าผู้นั้นเห็นธรรม”  

     

    อันธรรมะอันนี้แหละ เราละเลยเฉยเลย เราไม่คำนึงเราไม่คำนวณถึงชีวิตจิตใจของเรา เราเคยไปดูคนนั้นสวยคนนี้ไม่สวย ไปดูรูปดูร่างของคนนั้นคนนี้อย่างพระวักกลินั่นเอง หรือบางคนผู้เป็นคนรวยๆ ก็ไปดูรถยนต์ รถยนต์ที่นั่นมันไม่สวย ที่นั่นมันเปรอะเปื้อนตมโคลน มันไปเช็ดไปถู แต่เรื่องจิตใจไม่เคยมาดูมาแลสักทีเลย บางคนก็ไปดูภรรยาสามีที่เป็นคู่ครองกัน บางคนได้บุตรได้หลานมาแล้วก็ไปดูลูกดูหลาน 

     

    เกิดมาไม่เคยดูชีวิตจิตใจของตัวเรา เกิดมาร้อยวันพันปีตายไปก็มี ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ก็ยังมี ยังไม่เคยพูดกันในเรื่องนี้ แต่พูดกันเรื่องอื่น ไม่เคยพูดกันเรื่องตัวชีวิตจริงๆ อันนี้แหละที่พระองค์สอนเรา และทุกคนต้องทำได้ 

     

    เมื่อพูดเช่นนี้ อาตมาจะนำเรื่องที่พ่อของอาตมาหรือพ่อของผมพูดให้ฟังแต่เมื่อผมเป็นเด็ก ผมเป็นเด็กบ้านนอกเพราะผมไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน หนังสือไทยผมเขียนไม่เป็น บ้านผมคือมันขาดการศึกษาเล่าเรียน เด็กบ้านนอกไม่มีโรงเรียน ผมไม่เคยเรียนหนังสือ เมื่อผมพูดแต่เพียงสมมุติให้ฟังเท่านั้น ดังนั้นพูดภาษากลางแล้วจึงไม่เพราะไม่ถูกตามตัวหนังสือที่ท่านเรียนมา พ่อผมพูดให้ฟังว่า 

     

    พระพุทธรูปอยู่ในโลกนี้แหละ จะเมืองไทยก็ตามเมืองนอกเมืองนาที่ไหนก็ตามแหละ มีดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าไปแทรกไปสิงอยู่เท่ากับเมล็ดงา ว่าอย่างนั้น มีดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าเข้าไปสิงไปแทรกอยู่เท่ากับเมล็ดงา เมื่อศาสนาหรือพุทธศาสนานี่แหละล่วงไปได้ ๕,ooo ปีแล้ว จะมืดอยู่ ๗ วัน ๗ คืน ไม่รู้ทิศทาง ไปไหนมาไหนไม่รู้ บิดามารดาไม่รู้กันเลย ภรรยาสามีไม่รู้กันเลย มืดตึ๊บอยู่อย่างนั้น 

     

    พอดีเป็นเช่นนั้นแล้วบัดนี้ก็ พระพุทธรูปนี่แหละอยู่ในโลกจะเหาะมา อยู่ที่ไหนก็เหาะมา ไปรวมกันที่ไหนไม่ทราบแล้ว มันลืมเพราะเป็นเด็กท่านเล่าให้ฟัง พอดีไปถึงที่แล้วก็ รูปพระพุทธรูปจะสลายแตกโพละออกไปแตกป้างออกไปอย่างนี้ แล้วดวงจิตวิญญาณที่ขังอยู่ในพระพุทธรูปนั้น จะมารวมตัวเข้าเป็นคนเป็นรูป เป็นวัตถุที่มองเห็นด้วยตาจับถูกด้วยมือ แล้วก็มีดวงจิตวิญญาณที่พระพุทธเจ้านั่นมารวมตัวเข้าเป็นพระพุทธเจ้า แสดงธรรมะให้ฟัง ๗ วัน ๗ คืน 

     

    คนใดได้ไปฟังธรรมะ ในขณะที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมนั้น บางคนผู้มีปัญญาจะได้ดวงตาเห็นธรรม ตามสติปัญญาแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ไปนิพพานพร้อมกับพระองค์ก็ได้ อันนี้พ่อของผมเข้าใจอย่างนี้ อันนี้เป็นการรู้จำรู้จักมา เพราะว่าท่านก็เป็นนักบวช ท่านก็คงจะได้เรียนมาอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ก็คงจะสอนอย่างนั้น แต่ผมไม่เข้าใจอย่างนั้น แต่ก่อนผมเข้าใจอย่างนั้น เดี๋ยวนี้ผมไม่พูดอย่างนั้นเสียแล้ว 

     

    อันตัวพระพุทธรูปน่ะ คือคนทุกคนนี่แหละครับ คนทุกคนที่นั่งฟังผมพูดอยู่เดี๋ยวนี้นี่แหละ มีจิตวิญญาณที่สามารถทำให้เป็นพระอริยะบุคคลขึ้นมาได้จริงๆ เหมือนกัน ไม่มีใครมีน้อยมีมาก ไม่มี มีเท่ากันเหมือนกัน แต่เรื่องสติปัญญานั้นไม่เหมือนกัน คนมีปัญญานั้นอาจจะรู้ได้เร็ว คนไม่มีปัญญานั้นอาจจะรู้ได้ช้า มันผิดกันอย่างนั้น ดังนั้นที่ผมพูดว่า ให้เป็นข้าวที่หนึ่ง อย่าเป็นข้าวที่สอง ถ้าใครเป็นข้าวที่หนึ่งก็จะมีราคา รู้ได้เร็ว ถ้าใครเป็นข้าวที่สองก็จะรู้ได้ช้าไป หรือบางคนเป็นข้าวปลายเป็นแกลบเป็นรำไปก็มี มันไม่เหมือนกัน 

     

    เราเคยได้ยินไหม สมัยพระอัสสชิไปพบเจอเอากับพระสารีบุตร ในสมัยนั้นสารีบุตรยังเป็นพราหมณ์ ยังไม่ได้บวช ยังไปอยู่กับพวกอาจารย์สัญชัยไปเรียนที่นั่นเป็นเวลาช้านานมาหลายปี พอดีเจอเข้ากับพระอัสสชิ ดูลักษณะรูปร่างสัณฐาน การพูดจาปราศรัย ไปไหนมาไหน ดูเพราะ ชอบใจ ก็เลยตามไปถาม ตามไปถามพระอัสสชิ พระอัสสชิก็บอกว่าเราเป็นผู้บวชใหม่ เราไม่มีความรู้ ถามพระอัสสชิ พระสารีบุตรนี้ตอบว่าเราเรียนมามากแล้วมีความรู้มามากแล้ว แต่ไม่ต้องพูดมาก พูดน้อยๆ ว่าอย่างนั้น 

     

    บัดนี้พระอัสสชิก็บอกว่า ถ้าจะพูดเป็นภาษาบาลีมันก็พูดอย่างหนึ่ง พูดเป็นภาษาไทยเราก็พูดอย่างหนึ่ง พูดเป็นภาษาบาลีนั้นที่ได้เรียนมานั้นจากครูบาอาจารย์สอนให้ว่า “เย ธัมมา เหตุ ปัพพวา เตสัง เหตุง ตถาคโต เตสัญจะ โย นิโรโธ จะ เอวัง วาที มหาสมโณ” พูดอย่างนี้นี่พระสารีบุตรเมื่อเป็นโยมเข้าใจแล้ว เพราะเป็นภาษาบาลีคนอินเดียฟังกันรู้เรื่อง 

     

    หากพูดเป็นภาษาบาลีให้คนไทยฟังจะรู้เรื่องไหม เดี๋ยวนี้ผู้ที่เรียนฟังผมพูดอยู่นี่อาจจะรู้ คนที่ไม่เคยเรียนหนังสือจะรู้ไหม ไม่รู้ เพราะไม่เป็นภาษาไทยนี่ แต่ผมพูดนี่เป็นภาษาที่ผมพูดนี่ บางคนฟังแล้วก็อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ว่า “ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ ธรรมทั้งหลายจะสิ้นก็เพราะเหตุ” ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะเหตุ ก็เพราะคนมันมีกายกับใจ มันมีกายกับใจ เราก็มาดูถึงรูปกายนี่มันทำอะไรได้ แต่มันทำไปตามอำนาจของจิตใจ 

     

    จิตใจนั้นมันมี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งความร้อนรน ดังนั้นคนเราต้องอาศัยสติปัญญา แล้วก็ควบคุมสติปัญญาให้อยู่ได้ คนเราขาดสติขาดปัญญาแล้วทำอะไรแล้วพูดอะไรแล้วคิดอะไรแล้ว จะไปตามอารมณ์ แต่ว่าอารมณ์สติปัญญานั้น เช่น คนทำสวนก็มีสติปัญญาทำสวน คนทำนาก็มีสติปัญญาทำนา หรือคนซื้อคนขายอะไรทั้งหมดเลย มีสติปัญญาอย่างนั้นทั้งหมด แต่สติปัญญาอันนั้นมันมีอยู่ทุกคนหมด 

     

    เราต้องอาศัยสติปัญญาที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ ควบคุมสิ่งนั้นอีกครั้งหนึ่ง คือจิตใจมันคิดขึ้นมาวูบขึ้น นี่อันนี้เรียกว่าสติปัญญามาควบคุมอันนี้ไว้อีกครั้งหนึ่ง วิธีปฏิบัติธรรมะเอาไปใช้กับการกับงาน มันคิดขึ้นมา เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ อันนี้แปลว่าควบคุม คือความคิดมันคิดขึ้นมาลอยๆ อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันคิดแล้วก็เราทำไป ทำไปตามอารมณ์ อันนั้นพระพุทธเจ้าว่าคนทำไปด้วยทุกข์ 

     

    คนเรานั้นจึงว่าอยู่ด้วยทุกข์ กินด้วยทุกข์ นั่งด้วยทุกข์ นอนด้วยทุกข์ ไปไหนมาไหนไปด้วยทุกข์ทั้งนั้น ไม่ได้ไปด้วยสติปัญญาเลย 

     

    บางคนไปดูหนังเมื่อเขามีรูปภาพออกมาแล้วถูกใจ หรือว่าหัวเราะร้องไห้ก็มีนะบางคน นี่ทำไปด้วยทุกข์ อันนั้นเป็นลักษณะของคนลืมตัว ไม่ใช่คนมีสติปัญญา ก็มีสติปัญญาแบบนั้นแหละ หัวเราะเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง ร้องไห้เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง เราไม่เข้าใจอย่างนี้ บางคนไปฟัง รำ หรือไปฟังมหรสพอะไรก็ตามแล้ว ไปดูมหรสพคบงันอะไรก็ตาม ไปด้วยความทุกข์ทั้งนั้น ไม่ได้ไปด้วยสติปัญญา 

     

    ถ้าหากคนไปด้วยสติปัญญา ฟัง ดู ด้วยสติปัญญา มันเกิดมีความคิดขึ้นมาได้ อย่างที่สาลีบุตรกับโมคคัลลา สมัยนั้นไปดูหนังด้วยกัน ไปดูหนังด้วยกันทุกวันๆ อยู่แล้ว ก็นานแล้วก็ไม่เห็นมีความคิด ไม่เห็นมีสติปัญญาอะไร ก็เลยชวนกันหนีจากอาจารย์ นี่ผู้ฟังมีปัญญาเข้าใจทันทีเรื่องนี้ เรียกว่ามีตาทิพย์ว่าอย่างนั้นก็ได้ มีหูทิพย์ว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะว่าคำว่าตาทิพย์หูทิพย์นี่หมายถึง การเป็นทิพย์คือมันเต็ม มันเต็มเรียกว่าสร้างสมอบรมบารมี ว่าอย่างนั้นก็ได้ 

     

    เมื่อพูดถึงสร้างสมอบรมบารมีนี้ ก็อยากจะพูดบารมีอีกสักเรื่องหนึ่งให้ฟัง เพราะว่าคนเรานั้นก็ว่า พระพุทธเจ้าได้สร้างสมอบรมบารมีมาแล้วหลายกัปหลายกัลป์ เรียกว่า ๔ อสงไขยกำไรแสนมหากัป จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คนมันชอบพูดอย่างนี้มาก แต่ก็จริงไม่ใช่ว่ามันไม่จริง เราจะไปทำอย่างพระพุทธเจ้า เพราะเราไม่ได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เราเพียงเอาแก้ทุกข์เท่านั้น 

     

    เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า “อดีตอนาคตนั้นอย่าคำนึงคำนวณ อดีตที่ผ่านไปแล้วจะแก้ไขไม่ได้ อนาคตที่ยังไม่มาถึงนั้นจะมาบังดลบันดาลให้เราไม่ได้ เราต้องแก้ปัญหาที่มันมีอยู่ในเฉพาะหน้าที่มันมีอยู่ในปัจจุบันนี้” ท่านสอนเรื่องนี้ 

     

    คำว่าบารมีนี่ สมมุติคนจะปลูกบ้านแปลงเรือนหรือขึ้นบ้านใหม่ก็ตาม หาฤกษ์งามยามดี มันเข้าใจอย่างนั้น คำว่าบารมีนี่หมายถึงพร้อมเพียง พร้อมแล้ว บาระแปลว่าพร้อม ไม่ได้แปลตามตัวหนังสือนะ ผมพูดนี่พูดตามความเห็นนะ พูดตามทิฐิความเห็นผมเป็นอย่างนี้ แต่จะเป็นสัมมาทิฏฐิหรือเป็นมิจฉาทิฏฐินั้น พวกท่านต้องเข้าใจเอาเอง แต่ผมมีทิฐิผมเป็นอย่างนี้ บาระ-แปลว่าพอเพียง 

     

    มีแล้ว เช่นเราจะปลูกบ้านมีอุปกรณ์ครบสมบูรณ์แล้ว ถ้าหากมีคนมาพร้อมแล้วยกเสาขึ้นทีเดียวตั้งได้ ถ้าคนเดียวยกไม่ได้ นี่มีอุปกรณ์เข้ามามีตะปูมีไม้มีเครื่องอะไรน็อตอะไรมา มีครบแล้ว ทำเป็นบ้านขึ้นได้ทันทีฉันใด พวกท่านมาฟังธรรมะอยู่ในขณะนี้ก็คล้ายๆ เหมือนกัน มีศรัทธาแล้ว มีสติปัญญาเคยอบรมเคยได้ยินได้ฟังมามากพอสมควรแล้ว ฟังแล้วใช้ได้ทันที อันนี้เรียกว่าบารมี 

     

    บาระแปลว่าพร้อม มีคือมีแล้ว มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาแล้ว แล้วก็มีแล้วที่ปกติ อยู่ภายในจิตใจของพวกท่านก็มีเหมือนกัน และมีอยู่ภายในจิตใจของคนทุกคนมีเหมือนกัน อันนี้เรียกบารมี ถ้าฟังอย่างนี้บางคนก็ ผิดจากตำราแล้ว เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว อันนั้นก็เป็นความเห็นของบุคคลพูดเช่นนั้นแล้ว นี่ผมพูดให้ผมพูดไปตามอุดมการณ์ 

     

    ดังนั้นจึงว่า การปฏิบัติธรรมะนั้น จะอยู่ที่ไหน ไปไหนมาไหน ก็ปฏิบัติธรรมะได้ ตัวธรรมะนั้นเราเข้าใจว่าคงจะเป็นตัวหนังสือหรือจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ หรือจะเหาะมาหรือจะเป็นเทวดาเหาะมา เข้าใจธรรมะนี้ ธรรมะคือตัวคนนี้เอง ธรรมะมี ๒ ประเภท คือ ทำด้วยกาย อันหนึ่งทำด้วยใจ 

     

    ทำด้วยวาจา กายกับวาจานี้มันมาจากใจ ใจมันทำแล้วมันสั่งให้กายและวาจาทำตามใจ ส่วนใจนั้นมันเป็นอันเดียว ส่วนกายกับวาจานี้มันเป็นสองอย่าง ดังนั้นทำด้วยกายทำด้วยวาจา อันใจนี้มันทำพร้อมทุกขณะทีเดียว นี่เราให้เข้าใจว่า ธรรมะคือคน คนทุกคนนั่นแหละเป็นธรรมะ ทำดีเรียกว่ากุศลธรรม เรียกว่าธรรมเป็นกุศล ทำชั่วลงไปพูดชั่วลงไปแล้วทำเป็นอกุศล เป็นอกุศลเรียกว่าเป็นบาป เป็นกรรม เป็นทำไม่ดี 

     

    เรียกว่า “กุสะลา ธัมมา” เรียกว่าเป็นกุศล “อะกุสะลา ธัมมา” เรียกว่าเป็นอกุศล “อัพยากะตา” บัดนี้ ธรรมไม่ดี ธรรมไม่ชั่ว ธรรมเป็นกลางๆ ฟังแล้วคนมีปัญญา รู้ แต่ไม่ต้องแปลกับตัวหนังสือ ที่ผมพูดนี้เดี๋ยวนี้ ท่านทั้งหลายฟังผมหรืออาตมาพูดนี่ นี้เรียกว่าเป็น “อัพยากะตา ธัมมา” คือธรรมอันนี้ไม่ดีไม่ชั่ว ฟังแล้วเฉยๆ เพราะมันเฉยๆ อยู่อย่างนี้ เรียกว่าเป็น “อัพยากะตา ธัมมา” จึงว่าเหนือดีเหนือชั่ว 

     

    คำว่านิพพาน นิพพานนี้เราเข้าใจกันตามตัวหนังสือนึกว่าเป็นบ้านเป็นเมือง อยู่ที่ไหนไม่ทราบ นี่เราเคยได้ยินไหม เรายืมคำพูดของคนอินเดียมาพูดว่า นิพพานนี้ในประเทศอินเดียนั้น เรียกว่าเขาทำครัวทำอาหารร้อนๆ ปรุงมาแล้ว ลูกจะไปกินหรือจะไปรับประทาน ผู้เป็นบิดามารดาก็ห้ามไว้ว่า อย่าไปกินนะลูกหรือว่าน้องหรือว่าใครๆ ก็ตามแล้ว มันยังไม่นิพพาน ยังร้อน ให้มันนิพพานแล้วจึงกิน 

     

    คำว่านิพพานก็หมายถึงความเย็น ความไม่ทุกข์ ความไม่สุข คือความเฉยๆ อย่างที่ชีวิตของเราเดี๋ยวนี้นี่แหละ เราก็เลยไปหานิพพาน คำว่านิพพาน หมายถึงความเย็น คือความไม่มีทุกข์นั่นเอง อันนี้เราไปเรียนตามตัวหนังสือ ต้องแปล อันนั้นก็ดีไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่ว่าผมพูดนี้ไม่ต้องแปลกับตัวหนังสือ คำว่า “นิพพาน” ก็หมายถึงว่า “ปกติ” ปกติมันเป็นอย่างนี้ ตัวชีวิตจิตใจของทุกคนเป็นอย่างนี้ 

     

    ถ้าผิดปกติไปจากนี้นั้นเรียกว่า มืดสีขาว มืดสีดำ คัน(หาก)ถ้าว่าพูดถึงมืดสีขาวมืดสีดำนี้บางคนอาจจะไม่รู้  มืดสีขาวเพราะติดดี ติดการทำดีการพูดดีการคิดดี ติดแล้ว มีคนมายกย่องแล้วก็หัวเราะแน่ะ บัดนี้มืดสีดำ มีคนมาตำหนิว่ากล่าวตักเตือนเล็กๆ น้อยๆ เกิดไม่พอใจแสดงความโกรธออกมาแล้วแดงขึ้นมา พูดอะไรๆ ขึ้นมาด้วยด้วยความร้อนแน่ะ อันนี้แหละเมื่อเรามาพิจารณาแล้ว เข้าใจทันที 

     

    ดังนั้นพระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เราทุกคนเอาไปใช้ได้เรื่องธรรมะเรื่องอัพยากะตาธัม คำว่า “อภัพยากะตา” แปลว่าไม่เป็นของใคร ไม่ดีไม่ชั่ว ดังนั้นเราเคยได้ยินว่า พระอริยบุคคลหรือพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าเคยพูดอย่างนั้น แต่ผมก็ได้ยินมาจากตำราก็รู้จำมา “รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง” พระอรหันต์ทำบุญไม่เป็นบุญ ทำบาปไม่เป็นบาป ทำดีไม่ดี ทำชั่วไม่ชั่ว ไม่เป็นดีไม่เป็นชั่ว.

     

     
    เครดิตทีมงาน
    ผู้ถอดคำบรรยาย: คุณ "แวว"
    ผู้ตรวจคนที่ 1: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service