แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท. ๑๕๖ ศีลรักษาคน
เมื่อทำวัตรเย็นเสร็จแล้วก็มีการให้ข้อคิด เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจสำหรับคนไทย ที่พวกเราเคยถือพุทธศาสนามานาน แต่ว่ายังไม่เข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องอะไร ทำอย่างไร เรื่องนี้คงจะเข้าใจกันน้อย ตามที่เห็นๆ มานั้นดูจะไม่เข้าใจซาบซึ้งถึงเนื้อแท้
เมื่อพูดถึงตอนนี้เหมือนกับเด็กๆ ที่ไปกับคนแก่ๆ เด็กน้อยพึ่งเล่นอะไร คนแก่ๆ พูดให้เด็กๆ บัดนี้เมื่อคนแก่กับคนแก่พูดด้วยกันก็ เอ๊ะพูดคือ(เหมือน)เด็กน้อย พูดอย่างนั้น หรือพูดกับคนบ้าเหมือนกับบ้า ที่บ้านอาตมาพูดอย่างนั้น คนแก่ๆ ถ้าหากไม่รู้เขาเรียกว่าพูดเหมือนเด็กน้อยทำเหมือนเด็กน้อย ถ้าพูดเหมือนเด็กน้อยยังไม่รู้ก็ อุ๊ย(ปู่/ย่า/ตา/ยาย)คนนี้เหมือนคนบ้าพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เขาเรียกว่าคนบ้า สองคำนี้คล้ายๆ เหมือนกัน แต่ว่าหนักเบาไม่เหมือนกัน
ถ้าเป็นคนบ้านั้นก็แปลว่าไม่มีสติ ร้ายไปกว่าเด็กน้อยอีกพักหนึ่ง ถ้าเป็นเด็กน้อยก็มีโอกาสมีเวลาที่จะรู้ได้ ดังนั้นคนไทยถือศาสนาพุทธก็คล้ายๆ กัน แต่ไม่ได้พูดแบบทั่วไปนะ เฉพาะที่นี่ ที่มาที่นี่จำเป็นต้องพูด ไม่พูดไม่ได้ พูดเพื่อความเข้าใจกันว่าทุกคนต้องมีอายุมากแล้ว ต้องเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นเฒ่าเป็นแก่ หรือเป็นพ่อบ้านแม่เรือนกันหมดแล้ว เราอย่าถือเหมือนกับเด็กๆ ถ้าเป็นเด็กๆ แล้วมันไม่รู้เรื่อง เป็นหนุ่มเป็นสาวไม่ได้ เป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็ไม่ได้ เป็นคนเฒ่าคนแก่ก็ไม่ได้ ศีล พูดถึงศีล
ศีลนั้นมีอยู่หลายอย่าง เช่นศีลแต่ตอนเช้านี้พูดกันเรื่องศีลของคนป่า บัดนี้ก็เลยมาพูดกันเรื่องศีลของพราหมณ์ คำว่าพราหมณ์กับฮินดูนี้มันคล้ายๆ เหมือนกัน ก็ว่าฮินดูก็เรียกว่าศาสนาดึกดำบรรพ์มา เมื่อหมดจากศาสนาฮินดูมาแล้วก็เป็นศาสนาพราหมณ์ เมื่อมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลกเรียกว่าพุทธศาสนา มันเป็นอย่างนั้น บัดนี้พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ก็มีศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม มากศาสนาขึ้นมา ก็เพราะไม่เข้าใจเหมือนกันกับเด็กๆ ที่ไม่รู้เดียงสานั่นเอง ถ้าเป็นคนมีอายุมากก็คล้ายๆ กัน เพราะยังไม่เข้าใจคำว่า ศีลหมายถึงอะไร ไม่เข้าใจ
เราจะรู้แต่เพียง ปาณา-ห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ รู้อันนี้รู้เพราะว่ามันเป็นเรื่องของคนทั่วไป อทินนา-ไม่ให้ลักของคนอื่น หรือว่าอพรัหมะจริยาหรือว่ากาเมก็ได้หรือว่าอพรัหมะจริยาก็ได้-ไม่ให้ล่วงเกิน เช่นบุตรและภรรยาของคนอื่นที่คนอื่นกำลังรักหรือหวงแหนเอาไว้ ไม่ให้ล่วงเกินสิ่งเหล่านี้ บัดนี้มุสา-ไม่ให้โกหกไม่ให้พูดเท็จ สุรา-ไม่ให้ดื่มน้ำเมา อันนี้พูดกันทั่วไปในเมืองไทย เรียกว่าศีล ๕ ถ้าพูดมากไปกว่านั้นเรียกว่า สุราไปเรื่อยๆ ไปจนถึงครบกำหนดเรียกว่าศีล ๘ อันนี้ก็มีคนเฒ่าคนแก่ไปจำศีลอยู่ในวัดในระยะกลางพรรษา ออกพรรษาแล้วก็ไม่รู้ว่าวันพระคืออะไรวันศีลคืออะไรไม่ค่อยรู้กัน อันนี้เรียกว่าเรายังไม่รู้ว่าศีลคืออะไร ยังไม่รู้
และสูงจากนั้นไปเรียกว่า รู้จักว่าความรักษากาย วาจา ใจ ไว้ให้เรียบร้อย ชื่อว่าศีล อันนี้มีคนรู้กันจำนวนน้อย หรือบางครั้งบางคราวพระสงฆ์ก็ยังไปติดอยู่เรื่องศีล ๒๒๗ ข้อ เช่น อาบัติปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อันนี้ก็ติดกันอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าคนใดทั้งหมดเลย ตัวของฉันเองก็เคยติดมาเรื่องนี้ เพราะว่ามันเห็นแต่เรื่องนี้ตำตาอยู่ ไปไหนมาไหนก็ทำกันอย่างนี้ พระสงฆ์เมื่อตอนกลางพรรษาก็มีการลงอุโบสถสังฆกรรมกันเดือนหนึ่ง ๒ ครั้ง ถ้า ๓ เดือนก็มี ๖ ครั้ง บัดนี้ปีหนึ่งมีกี่วันมีกี่เดือน ไม่เคยคำนึงกันเลยเรื่องนี้
เราไปติดกันสมมุติกัน เหมือนกับเด็กๆ ที่เล่นโดยที่ไร้ประโยชน์ไป แต่ก็ดี ดีกว่ามันร้องไห้เด็กๆ นี่ ถ้ามันเล่นสนุกๆ กันก็ดี ถ้าเด็กร้องไห้เราก็เบื่อหูกันคนแก่ ถ้ามันเล่นสนุกๆ คนแก่ก็รำคาญ ถ้าเรายังไปเล่นกันอยู่อย่างนั้นมันก็เหมือนกันกับเด็ก แต่มันก็ยังดีกว่าร้องไห้เหมือนอย่างที่พูดแล้ว ดังนั้นการทำดีนั้นมันมีมาก แต่มันดีเสมอเหมือนกับที่ว่าของเด็กๆ อันหนึ่ง หรือของคนไร้เดียงสา หรือของคนผู้ที่ไม่รู้ ว่านั้นก็ได้ คนใดถ้าหากว่ารู้จักรักษาศีลแล้ว หรือว่ารักษากายวาจาใจให้เรียบร้อย ชื่อว่าศีล อันนี้ก็ยังดี ดีกว่ารักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o ศีล ๒๒๗
อันนี้คนที่รักษากายวาจาใจนี้ดีแล้ว แต่ว่ายังไม่ซาบซึ้ง เพราะเรายังรักษาอยู่ ก็จะเป็นศีลบริสุทธิ์ศีลสมบูรณ์ไม่ได้ “ให้ศีลรักษาคน คนไม่ต้องรักษาศีล”
“ศีลรักษาคน” คือ เราเคยพูดกันว่า ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด เรารู้แต่เราเรียนมาแล้วเรื่องนี้ กิเลสอย่างหยาบคืออะไรอยู่ที่ไหน ไม่รู้อีกแล้ว นี่แสดงว่าคนไทยเป็นชาวพุทธ ไม่รู้ว่าศีลคืออะไร ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ทำกันไปเหมือนกันกับเด็กๆ หรือว่าคนไม่รู้ พูดอย่างที่อาตมาพูดแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า พูดไปพูดมาไม่รู้เรื่องกันหรอก ฮือไอ้นี่พูดคือ(เหมือน)บ้า ไม่รู้เรื่องอะไรเขาว่าคนบ้า ถ้าพูดแล้วรู้เดียงสาเล็กๆ น้อยๆ เขาว่าเด็ก
บัดนี้วันนี้ที่พวกเรามาที่นี่ต้องเป็นหนุ่มเป็นสาวกัน หรือเป็นพ่อบ้านแม่เรือนกัน เป็นคนเฒ่าคนแก่กัน เรามาศึกษาหลักพุทธศาสนาให้เข้าใจ คำว่าศีล เราไปรักษาอันนั้นเป็นเรื่องของเด็กๆ ต่อมาเรามาเรามารักษากายวาจาใจให้เรียบร้อยทั่วศีล อันนี้ก็ดีกว่าที่เราไปรักษาปานา อทินนา กาเม มุสา สุรา วิกาละโภ นัจจะคีตะวา อุจจาไป ดีกว่าอันนั้นเพียงเล็กน้อย แต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ บัดนี้ศีล ๑o ศีล ๒๒๗ ก็ดีขึ้นไปตามลำดับ ลำดับไป แต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ในหลักพุทธศาสนา
ศีลเหล่านี้มีมาก่อนพุทธศาสนา เรียกว่าศีลของพราหมณ์ พราหมณ์บัญญัติขึ้นมาเหล่านี้ คนถือศาสนาฮินดูคนทุกคนนี่แหละเป็นศาสนาดึกดำบรรพ์ ต่อมามีศาสนาพราหมณ์ขึ้นมา ต่อมาพระพุทธเจ้าก็เป็นในตระกูลของพราหมณ์ เมื่อพระองค์ไปศึกษาเล่าเรียน รู้มาแล้วก็อื้อ..ศีลเหล่านั้นก็ดี การให้ทานก็ดี การรักษาศีลก็ดี แต่สิ่งเหล่านั้นยังไม่เป็นทางพ้นทุกข์ ท่านสอนเอาไว้อย่างนี้ พระพุทธเจ้าของเรานี่สอนเรื่องพ้นทุกข์ ไม่ได้สอนเรื่องอื่นมาก แต่สิ่งเหล่านั้นมันบัญญัติขึ้นมาแล้วก็ทำไป
ถ้าหากเราเป็นคนมีอายุเป็นคนเคยเข้าวัดเคยฟังเทศน์ ควรใช้สติปัญญา และบางคนเคยบวชเรียนเขียนอ่านกัน นักธรรมตรีนักธรรมโทนักธรรมเอกเรียกว่าจบหลักสูตร บางคนก็เรียนขึ้นไปแปลภาษาเรียกว่ามหาเปรียญ ๓ ๔ ถึง ๙ เรียกว่าก็จบกันเลยแปลกัน แต่ว่าเมื่อมองสภาพความเป็นอยู่ของชาวพุทธแล้วดูไม่รู้เรื่อง บัดนี้พวกที่เรียนทางโลกก็เหมือนกัน เรียน ป. ๔ แล้วก็เรียน ม. ๑ ม. ๒ จนจบปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอก ก็คล้ายๆเหมือนกัน
อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่า เราเป็นชาวพุทธแท้ เราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องวัดของความเป็นชาวพุทธได้ไหม ไม่ได้ เพราะว่าเรายังไม่มีที่พึ่ง เรายังไม่รู้ คำว่าชาวพุทธนี่ เราจะเอาการศึกษาเล่าเรียนมาจากตำรับตำรามาเป็นเครื่องวัดไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ ทำไมจึงไม่ได้ เพราะมันยังไม่แน่นอน มันยังแปรผัน ศีลยังไม่ได้รักษาคน แต่คนยังไปรักษาศีล มันยังระงับความร้อนไม่ได้
เครื่องวัดของความเป็นมนุษย์กับของความเป็นชาวพุทธนั้น ท่านสอนเอาไว้ว่า ไม่ใช่การศึกษาเล่าเรียนมาจากตำรับตำรา และไม่ใช่ว่าคนมีเงินมากๆ ไม่ใช่ว่าคนเข้าวัดฟังธรรมมากๆ ไม่ใช่อย่างนั้น หรืออีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่บวชนานๆ ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น คนที่มีเครื่องวัดอย่างนั้นได้คือ สงบ ระงับ การเร่าร้อน คือจิตใจมันร้อน จิตใจมันเร่าร้อนสับสนวุ่นวาย
เมื่อจิตใจมันเร่าร้อนสับสนวุ่นวาย มันแสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ทางใจ เมื่อมันแสดงออกมาทางกายทางวาจาทางใจแล้ว คนอื่นมองเห็น แต่เมื่อมันเร่าร้อนอยู่ภายในจิตใจของตัวเองคนเดียว คนอื่นไม่รู้ เมื่อมันระงับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก็ว่า ศีลก็ยังไม่มี เพราะมันเป็นกิเลสแล้วความสับสนวุ่นวายเร่าร้อนภายในจิตใจ เมื่อมันแสดงออกมาทางกายวาจาแล้วบัดนี้มันผิดกฎหมาย มันผิดกฎหมายบ้านเมืองอันนี้
บัดนี้เป็นเครื่องวัดของชาวพุทธ และเป็นเครื่องวัดของมนุษย์ ต้องหยุดได้ หยุดสิ่งที่สับสนวุ่นวาย หยุดกายวาจาใจ ไม่สับสนวุ่นวาย คือ ไม่เดือดร้อนทั้งกาย และวาจา และใจ คือคนไม่ลืมตัวนั่นแหละ คนใดยังเป็นคนมัก(ชอบ)ลืมตนลืมตัวอยู่ อันนั้นยังไม่เข้าในหลักพุทธศาสนา คือยังไม่เข้าหลักที่ว่า ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ คำว่ากิเลสอย่างหยาบนั้นเรามองเห็นกันได้ด้วยสายตา ที่กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด เรียกว่าอบายมุข
อบายมุขนี่ใครๆ ก็รู้ แต่เมื่อพูดแล้วแต่ก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม เรามาเห็นว่าเล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร อะไรหลายอย่างที่เราพูดกัน คำว่าอบายมุขเป็นปากทางไปสู่ความพินาศ ท่านสอนเอาไว้อย่างนั้น อันนี้มันเป็นตัวหนังสือใครเรียนแล้วต้องรู้เรื่องนี้ ดังนั้นคำว่าอบายมุขหมายถึงปากทางไปสู่ความพินาศ คือปากทางไปสู่ความชั่ว ความชั่วจะเกิดขึ้นได้เพราะลักษณะจิตใจคนมันคิด มันคิดแล้วมันต้องทำไปตามอารมณ์ของความคิด
ที่พูดแล้วตอนเช้านี้ว่า เมื่อมันคิดลักษณะไม่รู้ตัว บางทีมีลักษณะโทสะเกิดขึ้นก็ร้อนรน เมื่อมันร้อนรนแล้วก็เป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง บัดนี้เมื่อมันคิดขึ้นมา มันไม่เป็นลักษณะที่ร้อน แต่มันเป็นลักษณะที่เย็นๆ เขาเรียกว่าโลภะขึ้นมา เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็หาวิธี เราจะพยายามหลอกลวงคนนั้นคนนี้ ลักษณะโลภะเกิดขึ้น ลักษณะโทสะโลภะเกิดขึ้นเพราะเรื่องอะไร ก็เรื่องที่ลืมตัวนั่นเอง คำว่าลืมตัวนี้ทางพุทธศาสนาสอนเอาไว้ว่า โมหะ คือความไม่รู้จริง
ดังนั้นถ้าพูดกันอย่างสั้นๆ แม้เราจะให้ทานรักษาศีลกินเจก็ตาม หรือจะไปทำกรรมฐานเจริญวิปัสสนาก็ตาม ถ้าหากเรายังไม่ “ดูจิตดูใจเรา” ไม่รู้เรื่องชีวิตจิตใจเรา อันนั้นก็ดีน้อย ยังไม่สมบูรณ์ คนใดมา “รู้เรื่องจิตเรื่องใจ” แล้ว อันนั้นแปลว่าบุคคลนั้นที่เป็นชาวพุทธแท้ เป็นมนุษย์แท้ เป็นเครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ เป็นเครื่องวัดของความเป็นชาวพุทธอันนี้
ดังนั้นเครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ เครื่องวัดของความเป็นชาวพุทธ ไม่ได้อยู่อย่างที่เครื่องหมายอย่างที่เราเห็นๆ กัน อย่างที่ผู้ใหญ่บ้านกำนันครูตำรวจทหาร มีเครื่องหมายแบบนั้น แต่เครื่องหมายที่พูดนี้ ไม่เห็นเลยคนที่ไม่มีปัญญา คนที่มีปัญญานั้นมองเห็นได้ เพราะลักษณะนั้นตัวเองมีแล้วจึงไปมองคนอื่นรู้ได้ เมื่อตัวเองยังไม่มีแล้วจะไปมองคนอื่นรู้ไม่ได้
ท่านผู้รู้กล่าวเอาไว้ว่า ปุถุชนจะไปรู้ความเป็นมนุษย์ไม่ได้ ความเป็นมนุษย์จะไปรู้ความเป็นอริยบุคคลไม่ได้ ท่านสอนเอาไว้อย่างนี้ ดังนั้นเราจึงเป็นคนหนุ่มคนสาวเป็นคนเฒ่าคนแก่เป็นพ่อบ้านแม่เรือนกันเสียที เรามาศึกษาหลักพุทธศาสนา เดินไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน อยู่ในประเทศอินเดียเราไปไม่ถึง ถ้าเราไปถึงก็พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว ไม่เห็นเลย คนไม่มีปัญญามองไม่เห็นเรื่องนี้ คนที่จะมีปัญญาพอที่จะมองเห็นได้ ก็ต้องมามองที่ตัวเอง
ทำไมมามองที่ตัวเอง ใครสอน ก็พระพุทธเจ้าท่านสอนเองว่า “ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต” ตรงกันข้าม “ผู้ใดไม่เห็นพระตถาคต ผู้นั้นก็ชื่อว่ายังไม่เห็นธรรมะ” “ผู้ใดยังไม่เห็นธรรมะ ก็ชื่อว่าคนนั้นยังไม่เห็นตัวเอง” อันนี้พอที่จะนึกได้
ดังนั้นธรรมะนั้นอยู่ที่ไหน ที่พูดแล้วตอนเช้านี้ว่า “พระพุทธไม่ใช่ทองคำ พระธรรมไม่ใช่เป็นคัมภีร์ไม่ใช่เป็นใบลานไม่ใช่เป็นตู้หนังสือ พระสงฆ์ไม่ใช่ผ้าเหลืองไม่ใช่โกนหัวไม่ใช่อะไรทั้งหมดเลย” ดังนั้นเมื่อมาพิจารณาอย่างนี้พูดอย่างนี้ คนส่วนมากไม่เข้าใจก็พูด ก็พูดเอะอะโวยวายขึ้นมา โอ้ยคนนั้นพูดทำลายพุทธศาสนาไปแล้ว นี่แต่มันพูดเรื่องคนไม่รู้ คนที่รู้ไม่ต้องพูดอย่างนั้น
เมื่อพูดสิ่งใดที่เรายังไม่เข้าใจ คำนึงถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทันที พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า “พุทธศาสนาของเราตถาคตนี้ จะเจริญงอกงามมั่นคงถาวร ก็ต้องอาศัยบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา” คำว่าภิกษุก็หมายถึงผู้ชาย ภิกษุณีก็หมายถึงผู้หญิง อุบาสกก็หมายถึงผู้ชาย อุบาสิกาก็หมายถึงผู้หญิงอีกแล้ว
ตรงกันข้าม “พุทธศาสนาคำสอนของเราตถาคตนี้ จะเสื่อมและหายไปหรือสูญไปหมดไป ก็ต้องอาศัยบริษัท ๔ นี่เอง เป็นคนที่ไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติตามคำสอนของเราตถาคตนี้” พุทธศาสนาก็หมดไปเลย ไม่มีคนอื่นเลยมาทำลายคำสอนอะไรอย่างนี้
แล้วบัดนี้มามองมุมกลับ วัดวาอารามเจริญมาก ญาติโยมก็เข้าวัดฟังธรรมมาก ฟังอรรถา จำศีล บวชกันก็มีมาก สร้างพระพุทธรูปก็มีมาก แต่เมื่อมามองถึงด้านจิตใจแล้ว ดูมันร้อนรนมากที่สุด จะถือว่าพุทธศาสนาเจริญไหม อันนี้แหละทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมสูญหายไป จึงกล้าพูดได้ว่า พระพุทธไม่ใช่ทองคำ พระธรรมไม่ใช่ตัวหนังสือไม่ใช่คัมภีร์ไม่ใช่ใบลาน พระสงฆ์ไม่ใช่ผ้าเหลืองและไม่ใช่โกนหัวอะไรทั้งหมดเลย
คือบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย คือระงับความสับสนวุ่นวายกายวาจาใจ เป็นคนที่ไม่ลืมตัว มองเห็นสภาพหรือสภาวะของจิตใจตัวอยู่เป็นนิจ อันนั้นแหละคือผู้ที่เข้าใกล้พุทธศาสนา เป็นผู้ที่มีบุญมากที่สุด ทำไมจึงมีบุญมาก ก็เพราะพระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้ สอนเรื่องนี้สอนเรื่องไม่ให้ลืมตัวนี่เอง
แต่คนสมัยนี้ก็มาพูดกันมีตัวมีตน พูดอะไรเรื่องตัวเรื่องตน เอาแล้วมันตรงกันข้าม ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนเราจะพูดทำไมว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน พูดทำไม คนอื่นใครหนอจะพึ่งได้ พึ่งไม่ได้ทั้งหมดเลย แม้จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมานี่หรือเหาะมาที่นี่มาแสดงที่นี่ พระองค์ก็ไม่ให้เชื่อเลย ต้องเชื่อตัวเอง พิจารณาด้วยสติปัญญาอย่างแจ่มแจ้ง
ดังนั้น ความรู้จึงมี ๔ ระดับด้วยกัน
“รู้จำ รู้จัก” อันนี้รู้มาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์
“รู้แจ้ง รู้จริง” รู้ด้วยสติปัญญา เพราะการเจริญสติ
ความหลุดพ้นก็เหมือนกัน ความหลุดพ้นก็มีอยู่ ๔ อย่างด้วยกัน หลุดพ้น ๔ อย่างมีอะไรบ้าง บางคนอาจจะมีข้อสงสัย หลุดพ้น ความเป็นพระโสดาคือหลุดพ้นไปจากปุถุชน หรือความเป็นมนุษย์ขึ้นมาสู่ความเป็นอริยบุคคล ก็ต้องอาศัยญาณ ญาณนี่แหละ ญาณปัญญา หรือว่าญาณเป็นเครื่องบันทึก หรือว่ายานพาหนะแล้วแต่จะพูดไปอย่างนั้น อาศัยญาณ ญาณจะเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยปัญญาหรืออาศัยศรัทธา
เมื่อมีศรัทธามีปัญญาแล้ว มันจะค่อยเลื่อนขึ้น เลื่อนขึ้น ก้าวขึ้น ก้าวขึ้น เหมือนกับเราขึ้นบันได เมื่อก้าวขึ้นไปทีละขั้น ทีละขั้น มันก็ถึงบนเรือนเรา อันนี้ก็เหมือนกัน เราก็ต้องพยายามเจริญสติ เจริญปัญญา ให้มีญาณเกิดขึ้น มันจะเลื่อนไป ตายจากความเป็นปุถุชนขึ้นไปสู่ความเป็นมนุษย์ ตายจากความเป็นมนุษย์ขึ้นไปมันจะไปสู่ความเป็นพระอริยบุคคล คือพระโสดาบันบุคคล
คำว่าพระโสดาบันนี่มี ๒ ความหมาย คือ พระโสดามรรค พระโสดาผล มรรค-เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ เราพูดกันอย่างนี้ แต่ที่นี่พูดกันให้เข้าใจ มรรค-คือเรามาดูชีวิตจิตใจของเรา ผล-มันจะเกิดขึ้น คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง มันจะลดน้อยไป ผล-ของมันคือความทุกข์จะไม่เกิดขึ้นว่าอย่างนี้ก็ได้ หรือพูดอีกตรงๆ คือ โทสะ โมหะ โลภะ จะไม่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง หรือถึงเกิดขึ้นก็น้อยที่สุด เพราะเป็นคนไม่ลืมตัว อันนี้เรียกว่าสงบระงับได้ความสับสนวุ่นวาย กายวาจาใจไม่เดือดร้อน คือไม่ลืมตัวนี้เอง
ดังนั้นเมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็ต้องรู้จัก วิธีเดินไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน คืออะไร คือจิตใจของคนทุกคน มันสะอาด มันสว่าง มันสงบอยู่แล้ว ความสะอาดคืออะไร ความสะอาด - คือชีวิตจิตใจของเรามันไม่เคยสกปรกไม่เคยเศร้าหมอง เรียกว่าสะอาด สว่าง - คือการเห็นแจ้ง เดินไปทางถนนเดินทางกลางวัน เราต้องเห็น มีลวดมีหนามมีหลักมีตอมีอะไร เราต้องเห็น เรียกว่าสว่าง สงบ - ก็แปลว่าหยุดแล้ว ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนอีกแล้ว
พุทธศาสนาจึงเป็นยอด เป็นยอดของทุกศาสนา เดี๋ยวนี้พุทธศาสนามีมาก แต่ว่าความสงบไม่มี มีแต่ความเดือดร้อนสับสนวุ่นวาย คนใดเข้าวัด คนใดไม่เข้าวัด เอาแหละตำหนิกันอยู่อย่างนี้แหละ ความจริงแล้วเหมือนกันทั้งนั้น เหมือนกับตาบอดคลำช้าง
ว่าตาบอดคลำช้าง คนไปคำหางเรียกว่า-ตัวช้างคือตัวสัตว์ ไม่รู้เรื่อง บัดนี้คนไปคลำขาช้าง-ตัวช้างคือเสาเรือนคือตุ คนเข้าไปคลำท้องช้างว่า-ตัวช้างคือเพดานบ้านเพดานเรือน บัดนี้คนไปคลำด้านข้างช้าง-ตัวช้างคือฝาเรือน พูดไม่รู้เรื่อง บัดนี้คนไปคลำหู-ตัวช้างคือกระด้งกับข้าว คนไปคลำตรงหลังช้าง-ตัวช้างคือฝาเรือนคือหลังฝาเรือน คนไปคำงวงมัน-ตัวช้างคือปลิง นี่ตาบอดคลำช้าง พูดกันไม่รู้เรื่อง บัดนี้คนที่ไปคลำงาช้าง-ตัวช้างคือสากตำข้าว คนจำนวนนั้นพูดกันแล้วไม่รู้เรื่อง แม้ทุกคนทำเหมือนกันทำไมพูดไม่รู้เรื่อง
ก็เลยชวนกันพักกันก่อน ไปนั่งปรึกษาหรือประชุมกัน เพื่อจะทำความเข้าใจกันที่ต้นมะตูม ถ้าพูดตามบ้านอาตมาก็เรียกว่าต้นหมากตูม พอดีพากันไปนั่งที่นั่นแล้วก็ ผลมะตูมมันหล่นลงมา หล่นลงมาถูกหลังถูกที่ไหนก็ไม่ทราบ อันนี้คนตาบอดไม่รู้เรื่องก็หาว่าตีกันแล้ว พูดแล้วไม่รู้เรื่อง พูดแต่ปากไม่ได้หรือ ชกต่อยกันหรือนี่ อ้าวเอากัน ผลที่สุดตาบอดก็ชกต่อยกันขึ้นมา ไม่รู้เรื่อง คนไทยเหมือนกันคนจีนก็เหมือนกัน เรื่องพุทธศาสนาไม่รู้ มีแต่รู้วิธีทำบุญ มีแต่รู้วิธีจะรักษาศีล วิธีจะดับความโกรธไม่เอามาพูดกันเลย อันนี้ก็คล้ายๆ เหมือนกับที่ว่าคนตาบอดคล้องช้างนั่นเอง
วันนี้ที่นำมาเล่าให้ฟัง เรื่องการรักษาศีลก็ดี อะไรๆ ดีทั้งนั้น แต่อย่าลืมว่าเราต้องมาพยายาม ดูชีวิตจิตใจของเรา คนไทยก็มีชีวิตจิตใจ คนลาวก็มีชีวิตจิตใจ พระเณรก็มีชีวิตจิตใจ แม่ขาวแม่ดำมีชีวิตจิตใจเหมือนกันทั้งนั้น แต่เมื่อมารวมที่ตรงนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ เหมือนกัน เราอย่าไปเข้าใจมากเกินไป หลักพุทธศาสนาสอนให้เราทำลายแต่ไปทำลายมันทำไม ของไม่มีไปหาได้ไหม ไม่มีโอกาสไม่มีเวลาเลย
เพราะความโกรธ ความโลภ ความหลงนั้น มันไม่ได้มีอยู่แล้ว แต่เพียงเราไม่รู้เท่านั้นเอง เมื่อเราลืมตัวไปในขณะไหนเวลาใด มันเข้ามาทันที เหมือนกับผู้ร้ายที่มามองลักเอาของบ้านเรา เมื่อเราอยู่ในบ้านเราในเรือนเราแล้ว ผู้ร้ายไม่สามารถเข้ามาเอาของที่บ้านที่เรือนเราได้ ฉันใด หลักพุทธศาสนาสอนก็ฉันนั้น
เอาแหละ ที่อาตมาได้นำมาเล่าให้ฟังในวันนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านทั้งหลายจงพยายามศึกษา ให้รู้แจ้ง เห็นจริง ในชีวิตนี้ อย่าเพียงปรารถนาตายแล้วจึงเอาสวรรค์นิพพาน อันนั้นมันไกลเกินไป ถ้าหากโยมอยากทำบุญมากๆ ตายแล้วจึงจะได้สวรรค์นิพพาน โยมรีบทำบุญเดี๋ยวนี้ รีบตายเดี๋ยวนี้ มันจึงจะได้นิพพานเร็วๆ แต่บอกให้ตายใครอยากตายไม่มีเลยทั้งหมดนี่ หรือโยมอยู่นี่ใครต้องการตาย ยกมือซิ ไม่มีคนยกมือเลย ใครต้องการมีชีวิต เอ้ายกมือ นี่ยกมือขึ้นๆ ทุกคนอยากมีชีวิต แล้วทำไมไปปรารถนาเอานิพพานหลังตายแล้ว มันไม่มีเหตุผล
ท้ายที่สุดนี้อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระบรรดาสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นเครื่องเตือนจิตใจของเราทั้งหลาย ให้เราทั้งหลายได้พบได้เห็นเอาในชีวิตนี้ คือ ความสะอาด สว่าง สงบ ขอให้ทุกคนจงพบเอาในชีวิตนี้ จงทุกๆ คนเทอญ.
……………….
บัดนี้ถึงขนาดนั้นแล้ว พระพุทธรูปอยู่ในโลกนี้แล้ว พ่อเล่าให้ฟังกับพี่ชายผู้หนึ่ง พี่ชายเป็นนักบวชบวชแล้วก็สึกออกมาก็เล่าให้ฟัง บัดนี้จำได้แด่บ่จำได้แด่(จำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง)ตัวผมที่ยังน้อย จิ(จะ)เหาะไปรวมกันแล้วบัดนี้ จิ(จะ)เป็นพระไม้พระอิฐพระปูนพระแก้วพระเงินพระทองพระหยัง(อะไร)ก็ตามช่างแล้ว ขึ้นชื่อว่าพระพุทธรูปนี้จิ(จะ)เหาะมารวมกัน มารวมกันหมดแล้วก็รูปเป็นวัตถุจะแตกป้างออกไปโลด(เลย)ว่าซั่น(นั่น) ดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้านั้นไปข้องอยู่ไปเกาะอยู่พระพุทธรูปเท่ากับเม็ดงา นี่ว่าซั่น(นั่น)
อันดวงจิตวิญญาณนี้จะมารวมตัวกันเข้า เป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร เป็นรูปพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ๗ วัน ๗ คืนว่าซั่น(นั่น)เพิ่น(ท่าน)ว่า ผู้ใดได้ไปฟังธรรมะอันพระพุทธเจ้าแสดง ๗ วัน ๗ คืนนั้น จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ก็มี เป็นพระอนาคามี เป็นพระสกิทาคา เป็นพระโสดา เป็นมนุษย์ แล้วแต่สติปัญญาไป อันนั้นถูกน้อยบ่(ไม่)ถูกหลาย(มาก) พระพุทธรูปเหาะไปบ่(ไม่)ได้จริงๆ รับรองเหาะบ่(ไม่)ได้จริงๆ
อันแต่เฮา(เรา)มานี่แหละ นี่หลวงพ่อถาวรนี่อยู่จังหวัดสงขลาแม่นบ่(ใช่ไหม)หลวงพ่อ นี่อยู่สงขลามา แล้วมานี่บ่แม่น(ไม่ใช่)เหาะมาย่าง(เดิน)มาบัดนี้ หมู่นี่คุณโตนี่อยู่กรุงเทพฯ แม่นบ่(ใช่ไหม)เหาะมานี่ ขึ้นรถมามันจะออกมาแต่กรุงเทพฯบ่(ไหม) บ่(ไม่)ได้เหาะ ย่าง(เดิน)มาแม่นบ่(ใช่ไหม) อย่างพ่อขาวนี่ก็อยู่มันหลายจังหวัดนี่มานี่ก็ดาย(เถอะ) มันหลายจังหวัดบุรีรัมย์อุดรขอนแก่นสกลนครก็มีกันมา บ่แม่น(ไม่ใช่)เหาะมา นี่ย่าง(เดิน)มาหรือขึ้นรถมา อันมานี่แหละมาเว้า(พูด)ธรรมะสู่กันฟันนี่แหละ อันนี้แหละพระพุทธรูป อันพระพุทธรูปนั้นเหาะบ่(ไม่)ได้จริงๆ อันตัวคนมานี่แหละฟังกันแล้วก็เพื่อความเข้าใจ อันนี้แหละพระพุทธรูปแท้ๆ อันนี้.
………………
เจริญสติ เจริญก็ว่าเจริญธรรมะ หรือเจริญก็หมายถึงการทำให้มากๆ การทำได้มากก็ว่าเจริญ เจริญความหลุดพ้นก็คือ(เหมือน)กัน เห็นกันบ่อยๆ เห็นไป เรียกว่าได้ความหลุดพ้นไป เรื่องความหลุดพ้นนี้ก็หมายถึงว่า ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญก็ได้ หรือว่าทำให้ธรรมะเจริญก็ได้ อันว่าความหลุดพ้นนั้นมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าจะมีคนรู้หรือไม่มีคนรู้เท่านั้น ถ้าหากมีคนรู้มากก็เรียกว่าทำให้ความหลุดพ้นเจริญ หากพูดคำว่าความหลุดพ้น
ถ้าหากพูดคำว่าธรรมะแล้วก็ อันความหลุดพ้นธรรมะชนิดนั้นมันก็มีอยู่แล้ว ถ้าหากว่ามีคนรู้มากๆ ก็เรียกว่าทำให้ธรรมะเจริญ หรือจะพูดเรื่องศาสนาก็คือ(เหมือน)กัน หรือพูดเรื่องมรรคผลนิพพานก็คือ(เหมือน)กัน หรือศาสนามันก็มีอยู่แล้วชนิดที่ความหลุดพ้น จะมีคนรู้น้อยหรือมีคนรู้มากเท่านั้น ถ้าหากสมัยใดยุคใดมีคนรู้มากก็เรียกว่าความหลุดพ้นเจริญมาก หรือว่าธรรมะเจริญมาก หรือว่าศาสนาเจริญมากเท่านั้น
ความหลุดพ้นชนิดที่นำมาพูดให้ฟังนี้ก็บ่(ไม่)ฟังไผ(ใคร)ทั้งหมด ถ้าหากบ่(ไม่)ได้ฟังไผ(ใคร)ทั้งหมดนั้น มันขึ้นอยู่ตามถนนหนทางหรือ บ่(ไม่)ว่าอย่างนั้น มีอยู่ในคนทุกคน ว่าเป็นคำที่ว่าบุคคลผู้ที่เป็นเจ้าของ(ตัวเอง)นั้นแหละ จะทำออกมาให้เจริญหรือ จะทำออกมาให้มันพ้นไปหรือ หรือว่าจะทำอย่างไรเท่านั้น มันแล้วแต่ว่าตัวบุคคลผู้ที่เป็นเจ้าของ(ตัวเอง)ทำนั่นแหละ
เหมือนกับที่ว่าเฮา(เรา)มีเสื้อมีผ้า ใครจะมาปล้นเฮา(เรา)หรือใครจะมาห่มเฮา(เรา) ถ้าหากใครจะมาปล้นมาห่มเฮา(เรา) เสื้อผ้าเฮา(เรา)มีอยู่แล้ว แต่ว่าเฮาจิ(เราจะ)ไปเอามาเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) หรือสมมุติว่าข้าวก็คือ(เหมือน)กัน ข้าวมันมีอยู่แล้วสำคัญแต่ผู้ที่กินหรือบ่(ไม่)กินเท่านั้น ถ้าหากเฮาจิ(เราจะ)กินเฮา(เรา)ก็กินได้ ถ้าหากว่าเฮาบ่(เราไม่)กินก็ได้คือ(เหมือน)กัน
ดังนั้นคำสอนที่นำมาเล่านี้ จึงว่าบ่แม่นของไผ(ไม่ใช่ของใคร)ทั้งหมด บ่แม่น(ไม่ใช่)ของผู้น้อย บ่แม่น(ไม่ใช่)ของผู้ใหญ่ บ่แม่น(ไม่ใช่)ของแม่ขาว บ่แม่น(ไม่ใช่)ของแม่ดำ บ่แม่น(ไม่ใช่)ของพระ บ่แม่น(ไม่ใช่)ของโยม บ่แม่น(ไม่ใช่)ของคนไทย บ่แม่น(ไม่ใช่)ของคนจีนคนฝรั่งเศสหรือคนอังกฤษคนอเมริกาคนเยอรมันคนเขมรคนญวนคนลาว บ่แม่น(ไม่ใช่)ของไผ(ใคร)ทั้งหมด
แต่ก็แม่น(ใช่)ของทุกคน เป็นของคนไทยก็เป็น เป็นของคนจีนก็เป็น เป็นของคนฝรั่งเศสก็เป็น สำคัญแต่คนไทยจะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น คนจีนจะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น คนฝรั่งเศสจะรู้หรือไม่รู้ คนอเมริกาหรือคนเยอรมันจะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น คนเขมรคนญวนคนลาวก็เหมือนกันจะรู้หรือไม่รู้ ถ้าเขมรรู้ก็ต้องเป็นของเขมร ถ้าคนไทยรู้ก็ต้องเป็นของคนไทย ดังนั้นคำว่าพุทธศาสนานั้นหมายถึง “ผู้รู้” ชนิดที่ว่า “ความหลุดพ้น” นี่เอง
คำว่า หลุดพ้นแล้ว รู้แล้ว จะทำอย่างไร มันก็ไม่ต้องทำอย่างไรมัน มันก็เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดไปแล้ว ท่านเรียกว่าธรรมะเจริญ ถ้าหากคนทุกคนรู้ธรรมะชนิดที่ว่าความหลุดพ้นนี้แล้ว มันบ่(ไม่)มีทุกข์ ทีนี้ความบ่(ไม่)มีทุกข์นี่แหละ เพิ่น(ท่าน)ว่าเจริญ ความบ่(ไม่)มีทุกข์นี้มันก็มีอยู่อย่างนี้ตลอดมา บ่แม่น(ไม่ใช่)ว่ามันบ่(ไม่)มี บ่แม่น(ไม่ใช่)
เฮา(เรา)ก็เคยได้ยินอยู่ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียน นักธรรมตรีนักธรรมโทนักธรรมเอกหรือเป็นมหาเปรียญจบประโยค ๙ เปรียญ ๙ เพิ่น(ท่าน)ยังว่า ธรรมะที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้านั้นมันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า หรือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั่นแหละ เรียกว่าการเจริญสติ เรียกว่าการเจริญปัญญา จึงว่าเรียกว่า ตรัสรู้ คือรู้ คือเรียกว่าตรัสรู้ คือรู้ คือเข้าไปรู้ธรรมะชนิดนั้นแหละ
และวิธีปฏิบัตินั้นเราก็รู้ว่า พระพุทธเจ้านั้นทำทางจิตทางใจ เจริญทางจิตทางใจ รู้ธรรมะเพราะการกระทำทางจิตทางใจ เป็นการทำทางใจนั่นแหละมันสำคัญ สำคัญตอนที่ว่าทำทางใจนั่นแหละ เรารู้ได้ รู้สึกทางใจนี่ แม้จะรู้เพราะเป็นคนลืมตัว คนจึงเป็นคนลืมตัว ถ้าหากบ่(ไม่)ลืมตัวแล้ว รู้ ท่านจึงว่าเจริญ ให้รู้นี้ รู้นี้สอนให้รู้ตัวเรา นานๆ เข้าความรู้ตัวเราจะมากขึ้น มากขึ้น
อันนี้เมื่อรู้ตัวเราที่เป็นวัตถุภายนอกนั้นได้ เราก็พยายาม “ดูใจ” เรา เมื่อรู้จิตใจของเรามันนึกมันคิดขึ้นมาแล้ว มันก็เรียกว่าเจริญขึ้น เจริญขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มันคิดก็ “เห็น” มันไม่คิดก็ “เห็น” เมื่อมันเห็นอันนี้แหละเรียกว่าก้าวขึ้นแล้ว ญาณ ยานคือพาหนะหรือจะว่ายานขนส่ง หรือจะว่าญาณอย่างใดก็ได้ หรือจะว่าญาณแปลว่ารู้ก็ว่าได้ มันค่อยเลื่อนไปไหลไป
เลื่อนไปไหลไป เหมือนกันกับที่รถจะวิ่งไปกรุงเทพฯ ทุกคัน มันก็ค่อยไหลไป ไหลไปตามกระแสของรถ แต่ถนนมันมีให้แล้ว แต่บุคคลที่ขับรถนั่นแหละจะไปลงคูลงคลองหรือ หรือจะให้มันแล่นตามถนนเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) ถ้าหากคนใดขับรถไม่ดีมันก็ไปลงคูลงคลอง หรือคนใดขับรถดีประคับประคองรถดีมันก็ค่อยไปกรุงเทพฯ ได้ หรือจะเปรียบอุปมาอีกอย่างหนึ่ง คือ(เหมือน)น้ำใสห้วยน้อยๆ คลองบ้านเรา มันก็จะไหลลงไปสู่น้ำโขง น้ำโขงก็จะค่อยๆ เคลื่อนตัวไป หรือไหลไป ไหลไปสู่ทะเลกันหมด ทะเลนั้นจึงว่าเป็นที่เก็บน้ำ
อันความหลุดพ้น ก็เป็นที่เก็บสติปัญญาของคนทุกคน หรือว่าธรรมะชนิดนั้นแหละเป็นที่เก็บ หรือว่านิพพานนั่นแหละเป็นที่เก็บ เป็นที่เก็บชีวิตของคนคนนั่น แล้วแต่ว่าคนจะไปให้ถึงหรือไม่
ดังนั้นจึงว่า ความหลุดพ้นจึงบ่แม่น(ไม่ใช่)ของใคร เป็นของทุกคน เป็นสาธารณะ บ่แม่น(ไม่ใช่)ของคนไทย บ่แม่น(ไม่ใช่)ของคนจีน ให้ว่าบ่แม่นของไผ(ใคร)ทั้งหมดเลยในโลกนี้ เป็นของบุคคลผู้ที่มีปัญญาเท่านั้น เป็นของบุคคลผู้ที่แสวงหาเท่านั้น แต่ว่าคนนั้นจะมีปัญญาน้อยมากนั้น อันนั้นก็บอกไม่ถูก หรือจะแสวงหาสิ่งนั้นมากน้อยก็บอกไม่ถูก
ถ้าหากว่ามีคนรู้หลายคนก็เรียกว่าธรรมะเจริญ ถ้าหากมีคนน้อยคนรู้ธรรมะก็เรียกว่าธรรมะไม่เจริญ ก็มันน้อยคนมันจะเจริญอย่างใด หรือบางทีมีผู้เดียวรู้ก็เรียกว่าไม่เจริญแล้วไม่เจริญมากแล้ว
เราเคยได้ยินว่าอยู่ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น “พระธรรมของพระศาสดา สว่างเปรียบดวงประทีป” ถ้ามันน้อยคนรู้ มันน้อยคนรู้คือว่า แสงริบหรี่คือ(เหมือน)แสงตะเกียงนี่ คัน(หาก)หลายคนรู้มันก็ คือ(เหมือน)แสงตะเกียงเจ้าพายุหรือคือแสงไฟฟ้านี้ มันก็รู้ขึ้นมาสว่างขึ้นมามาก ถ้าหากมีคนรู้ทุกชาติทุกภาษามันก็ คือ(เหมือน)แสงพระอาทิตย์นั่นแหละ เพิ่น(ท่าน)จึงว่าไว้แสงพระอาทิตย์ส่องโลกออกมาแล้ว หรือว่าดอกไม้ที่จะบานก็ต้องบานได้ต่อเมื่อแสงพระอาทิตย์ออกมามัน
คนเฮา(เรา)ก็คือ(เหมือน)กัน สมมุติซือๆ(เฉยๆ) ถ้าหากต้องการอยากเจริญอยากปฏิบัติจริงๆ แล้ว มีแล้วคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือมีแล้วธรรมะที่จะให้เราเจริญได้ มีแล้วธรรมะที่เป็นเรื่องนั้น แต่สำคัญแต่เราจะปฏิบัติหรือไม่เท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) หรือสำคัญเราจะเอาไปใช้หรือไม่เท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) ถ้าหากเรามีความสนใจมีความต้องการ “รู้ได้ เห็นได้ เพราะการเจริญทางใจ” คำว่าเจริญทางใจนี่ ใจมันมีทุกคน
อันชีวิตจิตใจเรามีทุกคน จึงว่า คนไทยก็มีชีวิตจิตใจ คนจีนก็มีชีวิตจิตใจ คนฝรั่งหรือคนชาติใดก็มีชีวิตจิตใจคือ(เหมือน)กัน มันเป็นสาธารณะ สำคัญแต่คนจะรู้ชีวิตจิตใจตัวเองหรือไม่รู้เท่านั้น ถ้าหากคนใดรู้ชีวิตจิตใจของตัวเองแล้วก็ชื่อว่าคนนั้นแหละ เข้าใกล้พระพุทธเจ้า ทำไมจึงว่าเข้าใกล้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าก็รู้คือ(เหมือน)กัน ทางจิตทางใจนี้
คือบุคคลได้ เบิ่ง(เห็น)ตัวเอง เห็นจิตเห็นใจตัวเอง คนนั้นชื่อว่าเข้าใกล้พระพุทธเจ้า หรือเข้าใกล้ธรรมะ หรือว่าเข้าใกล้กับญาณ จะไหลไป ก้าวไป ก้าวไป ทำไมพูดเช่นนั้น พระพุทธเจ้าก็ว่าไว้แล้วว่า “ผู้ใดเห็นเราผู้ใดเห็นพระตถาคตผู้นั้นก็เห็นธรรมะ ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นก็เห็นเราหรือเห็นพระตถาคต”
คำว่า เห็นพระตถาคต เป็นคำมากน้อย เราเข้าใจอันนั้นเพราะครูบาอาจารย์ก็สอนมาอย่างนั้น เราต้องเห็นพระพุทธเจ้าหรือเห็นสีเห็นแสงลอยมา เข้าใจอย่างนั้น อันนั้นเป็นการเข้าใจโดยคาดคิดเอา คนที่เห็นจิตเห็นใจเรา แล้วจิตใจเฮา(เรา)มันบ่(ไม่)หลอกเฮา(เรา) แล้วมันจะเห็นหยัง(อะไร) อันไปเห็นพระพุทธเจ้าเห็นสีเห็นแสงลอยมานั้น ชื่อว่าคนผู้นั้นบ่(ไม่)เห็นชีวิตจิตใจตัวเอง มันมาหลอกเฮา(เรา) มันมาหลอกเฮา(เรา)ก็เอิ้น(เรียก)มันว่ากิเลส กิเลสนั่นแหละมันมาหลอก
คำว่ากิเลสก็เอิ้น(เรียก) อาสวะกับกิเลสก็คำเดียวกัน หรืออวิชชาแปลว่าความไม่รู้ก็อันเดียวกัน อวิชชาแปลว่าไม่รู้ แต่มันรู้ มันบ่(ไม่)รู้ของจริง ถ้ามันรู้ของจริงแล้วมันบ่(ไม่)มาหลอก เพราะมันคนเห็นอยู่แล้วเด้(นะ) เจ้าของ(ตัวเอง)เห็นอยู่แล้วเด้(นะ)มันจะมาหลอกทำไม เหมือนกับผู้ร้ายที่เข้ามาลักของบ้านเฮา(เรา) ถ้าเฮาเบิ่ง(เราเห็น)ผู้ร้ายอยู่อย่างซี้(นี้)มีอาวุธพร้อมเฮา(เรา) มันบ่(ไม่)มาลักของเราได้ อันตัวชีวิตจิตใจตัวกิเลสก็คือ(เหมือน)กัน มันบ่(ไม่)มาหลอกเราได้ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนนักสอนหนา สอนให้ทุกคนรู้อันนี้
บัดนี้มาบวชแล้วจึงจะรู้ ก็บ่แม่น(ไม่ใช่) มาบวชแล้วบ่(ไม่)รู้ ก็บ่แม่น(ไม่ใช่) จึงว่าธรรมะชนิดนี้มันมีอยู่ในคนแล้ว บวชมันก็มีชีวิตจิตใจ บ่(ไม่)บวชมันก็มีชีวิตจิตใจ แม่ขาวแม่ดำมันก็มีชีวิตจิตใจ คือว่าของที่มีแล้ว แต่เฮา(เรา)หากบ่(ไม่)แสวงหาเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) เฮา(เรา)ไปแสวงหาการรักษาศีล เฮา(เรา)ไปแสวงหาการให้ทาน อันสิ่งนั้นมันดีอยู่แล้วอันที่แสวงหานั่น แต่ว่าบ่(ไม่)ได้แสวงหาตัวเอง บ่(ไม่)ได้ค้นคว้าหาชีวิตจิตใจตัวเอง มันก็เลยเดือดร้อน ความเดือดร้อนสับสนวุ่นวายนั่นแหละท่านว่ากิเลส กิเลส
ถ้าหากผู้ใดทำความเดือดร้อนสับสนวุ่นวายนั้นออกไปได้ ก็เป็นคนไม่ลืมตัวเท่านั้นแหละ คนไม่ลืมตัวนั้นก็ว่าตัดความเดือดร้อนสับสนวุ่นวายออกไปได้ หรือว่าญาณก็ว่าได้ อันญาณนั้นก็หมายถึงว่าบ่(ไม่)ลืมตัว ญาณก็แปลว่ารู้ วิญญาณก็แปลว่ารู้ บ่แม่น(ไม่ใช่)ว่าวิญญาณตายแล้วล่องลอยไปขึ้นบนสวรรค์ชั้นฟ้า อันนั้นเอาไว้ก่อน เอาไว้ก่อนอย่าไปเว้ามันเทื่อ(อย่างเพิ่งไปพูดถึงมัน)
ญาณก็แปลว่ารู้ วิญญาณก็แปลว่ารู้ รู้ไส(อะไร) รู้สมุฏฐานตัวความคิดนั่น อันนั้นเป็นวิธีปฏิบัติสั้นๆ เมื่อรู้เช่นนั้นทำอย่างไร บ่(ไม่)ทำอย่างใดกับมัน เพราะมันเป็นอนัตตา เพราะมันเป็นอนิจจัง เพราะมันเป็นตัวทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นเพราะจิตใจมันนึกมันคิด เมื่อมันนึกมันคิดขึ้นมาเฮาบ่รู้เฮาบ่เห็น(เราไม่รู้เราไม่เห็น) อันนั้นเขาเอิ้น(เรียก)ตัวทุกข์
อันนี้เป็นส่วนลึกส่วนการปฏิบัติให้เกิดญาณปัญญาจริงๆ เมื่อ เฮา(เรา)เห็น เฮา(เรา)รู้ ความคิดที่มันปรากฏขึ้นมา มันนึกมันคิด เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ ความทุกข์บ่(ไม่)มี บ่(ไม่)มี ความทุกข์มันก็บ่(ไม่)มีอยู่แล้ว บ่(ไม่)มีอยู่แล้วตั้งแต่เดิมนั่น หรือว่าความหลุดพ้นก็มีอยู่แล้วตั้งแต่เดิมนั่นแล้ว หรือว่าจิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบนั้น มันก็มีอยู่แล้ว บ่(ไม่)ใช่ว่ามันบ่มีเด้(ไม่มีนะ) มันมีอยู่แล้ว
อันจิตใจสกปรกนั้นเกิดขึ้นมาในขณะที่จิตใจเฮาบ่(เราไม่)เห็น เฮาบ่(เราไม่)รู้ชีวิตจิตใจ เฮาบ่(เราไม่)เห็น เมื่อเฮา(เรา)เห็น เฮา(เรา)รู้ชีวิตจิตใจเฮา(เรา)แล้ว อันนั้นเพิ่น(ท่าน)ว่า สะอาด สะอาดคือจิตใจหรือชีวิตนั่นมันบ่(ไม่)ทุกข์ มันไม่เคยทุกข์มันไม่เคยเดือดร้อน มันไม่เคยสับสนวุ่นวายมิหยัง(อะไร)เพิ่น(ท่าน)ว่า
เพิ่น(ท่าน)ยังว่า เครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ เครื่องวัดของความเป็นพระอริยบุคคล บ่แม่น(ไม่ใช่)การศึกษาเล่าเรียนจบปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอก บ่แม่น(ไม่ใช่) หรือเรียนทางธรรมะ ก็บ่แม่น(ไม่ใช่)จบหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีชั้นโทชั้นเอกหรือมหาเปรียญประโยค ๕ ๖ ๘ ๙ ไป อันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่)เครื่องวัด
เครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ มนุษย์แปลว่าใด คือผู้ที่เห็นจิตใจตัวเองกำลังสับสนวุ่นวาย ทำให้ความทุกข์ความเดือดร้อนเกิดขึ้น “หยุด” หยุดความคิดที่สับสนวุ่นวาย กาย วาจา ใจ หยุดให้ได้ “หยุด”ให้เห็น ให้รู้ ให้เข้าใจ คือ สะอาด สว่าง สงบ นั่นแหละ เป็นคนที่ไม่ลืมตัว เมื่อหยุดแล้วก็เป็นคนไม่ลืมตัวแล้ว
คัน(หาก)ลืมตัวมันก็หยุดบ่(ไม่)ได้แล้ว คัน(หาก)เราจะย่าง(เดิน)ก็ให้มันรู้ เหมือนตัวเฮา(เรา)จะไปมันบ่(ไม่)ได้เบิ่ง(เห็น)ตัวเฮา(เรา) มันไปโลด(เลย) มันก็ลืมตัวไป อยากว่า(พูด)อย่างไรก็ว่า(พูด)ไปสัพเพเหระไป เพิ่น(ท่าน)ว่าเป็นคนลืมตัว เมื่อเฮา(เรา)เห็นตัวเฮา(เรา) เฮา(เรา)หยุดได้ เฮา(เรา)หยุดได้ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าสงบ อันความสงบมันก็มีกันอยู่แล้ว จิตใจของคนทุกคนนั้นจึงว่า มันมีสะอาด มันมีสว่าง มันมีสงบ
สะอาด ก็หมายถึงเสื้อผ้าเฮา(เรา)ที่เฮา(เรา)มันนุ่งมาใส่มาห่มเฮา(เรา) มันไม่เคยสกปรก อันมันสกปรกนั้นเพราะหยัง(อะไร) มันถูกเหงื่อถูกไคลเฮา(เรา) ถูกสิ่งภายนอกมันจับเสื้อผ้ามันเลยสกปรกไป แต่ว่าตัวเฮา(เรา)รู้จักวิธีซักวิธีใช้ นั้นจึงว่าความสงบ อันเสื้อผ้าเฮา(เรา)นั้นบ่(ไม่)ต้องไปซักมันแล้ว เพราะมันดีอยู่แล้วเด้(นะ)
เดี๋ยวนี้เฮา(เรา)ไม่ได้ไปทำกัน อันบ่(ไม่)รู้จักว่าความสะอาดสว่างสงบ ก็ว่าได้หมดทุกแห่งทุกหนทุกมุนโลก แต่ว่าบ่(ไม่)เคยรู้ว่าสะอาดคือหยัง(อะไร) สว่างคือหยัง(อะไร) สงบคือหยัง(อะไร) บ่(ไม่)เคยเอามาสอนบ่(ไม่)เคยเอามาว่าสู่กันฟัง เราก็เลยไปทำบุญเพื่อจะระงับความทุกข์อันนี้ ว่าให้มันพาเฮา(เรา)ไปคล้ายๆ เอาเสื้อเอาผ้ามาอุ้มเฮา(เรา)นี่ ต้องเอาบุญอันนั้นมาอุ้มเฮา(เรา)นี่ ตัวผมเองก็คือ(เหมือน)กัน มันเคยคิดอย่างนั้น ก่อนที่จะคิดอย่างซี้(นี้)ก็เพราะว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยสอนเอาไว้ ก็เลยหัวไปฝังอยู่กับคำพูดคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนเท่านั้น มันเลยไปกัน
บัดนี้ที่ว่านี้ ไม่ได้ว่ากับคำพูดคำสอนของพ่อของแม่ของครูบาอาจารย์สอนให้ ว่าตามความสามารถหรือว่าตามความรู้กับความเห็นของตัวเอง เพราะว่าตัวเองเข้าใจอย่างนั้นก็เลยว่าไปอย่างนั้น เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้น ตนเป็นที่พึ่งของตน บ่(ไม่)ต้องไปพึ่งพ่อบ่(ไม่)ต้องไปพึ่งแม่และบ่(ไม่)ต้องพึ่งครูบาอาจารย์ทั้งหมดเลย อันนี้จึงว่าพึ่งตัวเอง พึ่งตัวเองได้จริง ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้มาพึ่งตัวเฮา(เรา)
เมื่อเฮา(เรา)รู้แล้วใครจะว่าอย่างไรก็ตามช่างแล้ว มันเป็นเรื่องสมมุติเด้(นะ)คำพูดนี้ อย่างที่ตัวผมพูดให้ฟังนี่ก็เป็นเรื่องสมมุติพูด เมื่อมาพูดถึงตอนนี้ว่าจะผ่าน ผ่านเคย เคยเป็นว่าจิตใจเฮา(เรา)เดี๋ยวนี้ เคยเป็นอยู่ เคยเป็นว่าจิตใจเดี๋ยวนี้ ว่าซือๆ(เฉยๆ)อย่างนี้ เอ้าพ่อออกเคยว่าจิตใจเดี๋ยวนี้พูด อยู่ซือๆ(เฉยๆ) อ้าวแม่ขาวจิตใจเป็นเดี๋ยวนี้ มันซือๆ(เฉยๆ)อยู่ อันลักษณะซือๆ(เฉยๆ)นี่มันมีอยู่แม่นบ่(ใช่ไหม) อ้าวพระเณรเฮา(เรา)เป็นอย่างได๋(ใด) อันลักษณะซือๆ(เฉยๆ)นี่มีอยู่แม่นบ่(ใช่ไหม) บ่(ไม่)ได้ไปเฮ็ดหยัง(ทำอะไร)ให้มัน มันมีอยู่แล้ว อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า ความหลุดพ้น
อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่า อันซือๆ(เฉยๆ)นี่ มันสะอาด แต่ว่าเฮา(เรา)เห็น เฮา(เรา)เห็นอันซือๆ(เฉยๆ)นี่แหละ สงบก็เอออันนี้เด้(นะ) สงบเฮาฮู้(เรารู้)จัก บ่แม่น(ไม่ใช่)ว่าสงบแล้วไปนั่งอยู่ในถ้ำ ไปหลับตาอยู่ บ่แม่น(ไม่ใช่) อันนั้นก็สงบแบบหนึ่ง อันสงบแบบนั้นเอามาใช้กับการทำงานไม่ได้ เฮ็ดบ่(ทำไม่)ได้จริงๆ เพราะมันหลับตาอยู่เด้(นะ)อันนั้น อันสงบแบบนี้เฮ็ดหยัง(ทำอะไร)ได้หมด เป็นครูไปสอนหนังสือให้นักเรียนก็ได้ เป็นแม่ขาวแม่ดำทำมาหากินก็ได้ ซักเสื้อซักผ้าก็เป็น
เป็นเณรเป็นพระก็คือ(เหมือน)กัน ช่วยสอนคนนั้นคนนี้ก็ได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า พระจึงแปลว่าผู้สอน เท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) ผู้สอนอันนี้ แต่ว่าสอนนั้นก็หลายอย่าง บ่แม่น(ไม่ใช่)พระก็แปลว่าผู้สอนคือ(เหมือน)กันสอนให้ให้ทาน ทำบังสุกุล ทำกฐิน ทำผ้าป่า หรือไปสร้างพระพุทธรูปที่โน่นที่นี่ในโลก อันนั้นก็แปลว่าผู้สอนคือ(เหมือน)กัน แต่สอนแบบนั้นสอนออกนอกตัวเฮา(เรา)
ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ นำมาให้สอนให้ เบิ่ง(ดู)จิต เบิ่ง(ดู)ใจ เด้(นะ) ที่นำมาเล่าให้ฟังนี่บ่(ไม่)ได้ไปสอนให้ออกไปข้างนอกเด้(นะ) ออกไปข้างนอกนั้นคนสอนหลายแล้ว แต่เฮาบ่(เราไม่)สอน จะสอนให้เบิ่ง(ดู)ข้างในนี่ เบิ่ง(ดู)ข้างในเบิ่งใด(ดูอย่างไร) เบิ่ง(ดู)ชีวิตจิตใจนี่ ชีวิตจิตใจนี่ มันสะอาด มันสว่าง มันสงบอยู่แล้ว
คำว่า “สะอาด” ก็หมายถึง ‘มันบ่(ไม่)เคยสกปรก’ คำว่า “สว่าง” ก็หมายถึง ‘เห็น’ คือเฮา(เหมือนเรา)ใช้ตะเกียงเจ้าพายุนี่มันเห็นของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาอยู่ในบริเวณนั้น มันเห็น “สงบ” ก็แปลว่า ‘หยุด’ หยุดแล้ว บ่(ไม่)ไปศึกษาตำรับตำราที่ไหนอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) เพราะว่า ที่สุดของทุกข์ มันอยู่ที่ตรงนี้ ที่สุดของทุกข์นั้นเพิ่นจึงเอิ้น(ท่านจึงเรียก)ว่า ความหลุดพ้น จึงว่าความหลุดพ้นมันมีอยู่แล้ว แต่ก่อนบ่(ไม่)เคยฮู้(รู้) บ่(ไม่)เคยเห็น
เพิ่น(ท่าน)จึงว่า สะอาด สว่าง สงบ หรือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) หรือว่าไตรสรณคมน์ ก็ว่า แล้วแต่จะว่า เพิ่น(ท่าน)จึงมีเอาไว้ว่าสมมุติว่า สมมุติว่าขึ้นมาซือๆ(เฉยๆ) มันเป็นอย่างนั้น สมมุติเอาข้อใดมาว่า เอิ้น(เรียก) สมมุติบัญญัติ แต่สมมุติเป็นวัตถุภายนอก เช่นโลหะเอามาทำให้เป็นเงินอันนั้นเป็นวัตถุภายนอก
เพิ่น(ท่าน)ยังมาย้ำอีก บุคลาธิษฐาน ธรรมาธิษฐาน เพิ่น(ท่าน)มาสอน คือเอามาเว้า(พูด)โดยที่ซือๆ(เฉยๆ) มันบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก จำเป็นต้องเว้า(พูด)เพื่อ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น พูดให้ฟัง ‘ทำให้ดู’ เฮ็ดจังได๋(ทำอย่างไร) เฮา(เรา)ก็มาเดินจงกรม หรือมาสร้างจังหวะ เจริญสติทำให้ดู อ้าว ‘อยู่ให้เห็น’ บ่(ไม่)เดือดร้อนบ่(ไม่)คลุกคลี ‘พูดให้ฟัง’ พูดเรื่องจิตเรื่องใจ พูดเรื่องจิตเรื่องใจเพราะทุกคนมันมีจิตมีใจ มันก็รู้ได้ผู้ที่มีปัญญา เว้นแต่คนผู้ที่บ่(ไม่)มีปัญญา
อันคนผู้ที่บ่(ไม่)มีปัญญา นั้นก็นั่งฟังง่วงหลับง่วงนอน บ่(ไม่)แท้บ่(ไม่)รู้ ฟังจนตายก็บ่(ไม่)รู้แล้วคนมันบ่(ไม่)มีในเด้(นะ) ข้าวลีบเด้(นะ)นี่ เอาข้าวลีบไปงอกจะออกบ่(ไหม) โอ้ย..มันจิ(จะ)ออกจังได๋(อย่างไร)คัน(หาก)ข้าวบ่(ไม่)มีในนี่ คัน(หาก)ข้าวเม็ดตึ่ง(เต็ม)คัน(หาก)ตั้งใจฝังแล้วนี่ ออก แต่ว่าจิ(จะ)ออกมานานหรือบ่(ไม่)นานก็บ่(ไม่)แน่นอน
คัน(หาก)คนใดฟังแล้ว ง่วงหลับง่วงนอนมันจิ(จะ)ออกหรือนิพพาน ฟังจนตายแล้ว ผู้เว้าก็เว้า(คนพูดก็พูด)จนตายแล้ว คันเว้า(หากพูด)ให้กันตอฟังมันจะฟังหรือตอไม้ เว้านี่ก็เว้าซือๆก็ดาย(พูดนี่ก็พูดเฉยๆก็เถอะ) บ่(ไม่)มีโอกาสบ่(ไม่)มีแล้ว ถ้าหากคนตั้งใจฟังแล้ว เว้า(พูด) จำนวนคนมาอยู่นี่พระก็มี ๓o กว่ารูป แม่ขาวก็ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๘-๙ คน อยู่นี่อย่างน้อยตั้ง ๔o-๕o คน หรือ ๕o–๖o คน ต้องรู้ คนมีปัญญาต้องรู้ เพราะคนต้องนึกคิดแม่นบ่(ใช่ไหม) นี่ต้องคิด เพราะคำพูดสิ่งที่แปลกๆ เข้าหู ไม่คิดมันก็ตายเท่านั้นแม่นบ่(ใช่ไหม)
อยู่สารคามหรือพ่อออกนี่ บึงวาปี บ้านเกิดเมืองนอนอยู่เมืองได๋(ใด) เกิดจังหวัดร้อยเอ็ด เคยมีพระเว้าอย่างซี่บ่(พูดอย่างนี้ไหม) มันก็บ่(ไม่)เคยมี บัดนี้เฮา(เรา)ต้องพยายามพูดคอยสอนกันอย่างซี้(นี้) จึงว่าพระแปลว่าผู้สอน บ่แม่น(ไม่ใช่)ที่พระอันนี้ พระอันนี้ก็แม่น(ใช่)อยู่หากเป็นพระสมมุติ เพิ่น(ท่าน)จึงว่า พระพุทธไม่ใช่ทองคำ พระธรรมไม่ใช่เป็นคัมภีร์ไม่ใช่เป็นใบลานไม่ใช่เป็นตัวหนังสือ พระสงฆ์บ่แม่น(ไม่ใช่)ผ้าเหลือง บ่แม่น(ไม่ใช่)เอาผ้าเหลืองไปห่มเอาคนโกนผมนั้น บ่แม่น(ไม่ใช่)อย่างนั้น
พระพุทธก็แปลว่าผู้รู้ พระธรรมก็แปลว่าคำสอน พระสงฆ์ก็แปลว่าผู้ปฏิบัติตาม เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) เขาเปรียบกันอยู่เด้(นะ)คนนี้ แต่เฮาบ่(เราไม่)เอามาใช้ เฮาบ่(เราไม่)เอามาพิจารณา เฮา(เรา)ก็เลยไปเฮ็ดทำเอาบุญอันนั้น เอาบุญนั้นมันได้อยู่ เฮ็ด(ทำ)มันก็ได้อยู่ อันที่ว่ามันบ่แม่นเรื่องบุญเด้(ไม่ใช่บุญนะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)บุญทำ ทำให้รู้ซือๆ(เฉยๆ) รู้แล้วเป็นหยัง(อย่างไร) รู้แล้วมันบ่(ไม่)สงสัยมันบ่(ไม่)ทุกข์ อันมันบ่(ไม่)ทุกข์นั่นแหละเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่า ฉลาดทำฉลาดเฮ็ด
ฉลาดเฮ็ด(ทำ) เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่า กุศล บุญกุศลนั่น อันบุญนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าใจดี ดีใจกับใจดีจึงเป็นคนละอัน ฉลาดกับโง่จึงเป็นคนละอัน บุญนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าใจดี บ่แม่น(ไม่ใช่)ดีใจ อันดีใจนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)กิเลส อันได้เฮ็ด(ทำ)แล้วดีใจ ได้ด่าใครแล้วดีใจ ได้เฮ็ด(ทำ)ตามอารมณ์แล้วดีใจ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)กิเลส
อันใจดีนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่า มันจะเฮ็ดจะทำมันใจดี มันพิจารณาดูจิตดูใจตัวเอง เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ใจดี นี่จึงว่าเป็นบุญ กุศลบัดนี้ คนใจเย็นก็ต้องฉลาดสิ ฉลาดพูด ฉลาดทำ ฉลาดสอน ฉลาดคิด คำว่าเฮ็ด(ทำ)นี่คนบางคนบ่(ไม่)รู้จักคำว่าเฮ็ดเหมือนกัน แต่ว่าเฮ็ดกับทำอันเดียวกัน ฉลาดเพิ่น(ท่าน)ว่า กุศลแปลว่าฉลาด
ถ้าหากผู้ใดฉลาดดับทุกข์ แก้ปัญหาตัวเอง บ่(ไม่)ให้เกิดสับสนวุ่นวายกายวาจาใจ แล้วเป็นคนบ่(ไม่)ลืมตัว อันนั้นแหละ อันบ่(ไม่)ลืมตัวนั้น เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าเครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ บ่แม่น(ไม่ใช่)ศึกษาเล่าเรียนหลักนักธรรมตรีนักธรรมโทนักธรรมเอกจบมหาเปรียญเป็นเครื่องวัด บ่แม่น(ไม่ได้) มันเป็นเครื่องหมายภายนอก อันเป็นเครื่องหมายภายในนั้น เพิ่น(ท่าน)จึงว่า ใจพุ่น(นู้น) อันกายนี้เป็นวัตถุภายนอก วาจาเป็นวัตถุภายนอก ใจเป็นวัตถุภายใน
เพิ่น(ท่าน)จึงว่ามันสับสน มันสับสนมาแต่ในพุ่น(นู้น) มันคล้ายๆ คือมันยุ่ง ความคิดเฮา(เรา)มันยุ่งคล้ายๆ คือไหมยุ่ง เพิ่น(ท่าน)ว่า เส้นใดเงื่อนใดบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก จับต้นจับชนบ่(ไม่)ถูก เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)มันยุ่ง ความยุ่งอันนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ทุกข์ เอิ้น(เรียก)ทุกข์
ดังนั้นเฮา(เรา)มาปฏิบัตินี่ เฮาจิ(เราจะ)รู้จัก รู้จักเพราะอาศัยว่าญาณ มันจะค่อยเกิดขึ้นมาตามลำดับ บ่(ไม่)ต้องไปถามไผ(ใคร)ก็ได้เรื่องนี้ หรือจะถามก็ได้ ญาณนั้นมันจะค่อยก้าวขึ้นไป ก้าวขึ้นไป ก้าวขึ้นไป คล้ายๆ คือ(เหมือน)เราจับเส้น จับเส้นนี้มันจะถูกเส้นนี้ จับเส้นนั้นมันจะถูกเส้นนั้น มันจะรู้จักอย่างซั่น(นั้น) รู้จักจริงๆ เรื่องนี้
ดังนั้นจึงว่า ความหลุดพ้นก็มีอยู่ ๔ อย่าง ความรู้ของคนก็มีอยู่ ๔ อย่าง ความเห็นแจ้งความรู้จริงมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าเฮา(เรา)หากบ่(ไม่)ได้สนใจเรื่องนี้ เมื่อเฮา(เรา)มาสนใจเรื่องนี้แท้ รับรองว่ารู้ รู้จริงๆ ผมจะเอาชีวิตผมเป็นเดิมพัน เพราะว่าความหลุดพ้นมันมีอยู่แล้ว ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ มันมีอยู่แล้ว
คนที่รู้มาสอนจึงรู้ คนที่บ่(ไม่)รู้ไปสอนมันจะไปรู้จังได๋(อย่างไร) มันก็เหมือนที่ว่าที่ให้เฮา(เรา)ขุดน้ำบ่อ ไปขุดอยู่จอมภูนั่น มันจะถูกน้ำจักเทื่อเด้(สักทีนะ) บอกให้ขเจ้า(พวกท่าน)ไปขุดใกล้ๆ กับแม่น้ำที่มันเป็นลำธารคลองใหญ่ๆ มันก็ออกน้ำ บ่(ไม่)หลาย(มาก)ก็น้อยบัดนี้ อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน วิ่งเข้าไปหาจุด ให้ขเจ้า(พวกท่าน) เบิ่งจิต(ดูจิต)เบิ่งใจ(ดูใจ) ขเจ้าฮั่น(พวกท่านนั้น) มันบ่แม่นมื้อนี้(ไม่ใช่วันนี้)วันหนึ่งก็ต้องรู้นี่ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนั้น คนที่รู้ไปสอนจึงรู้ คนที่บ่รู้ไปสอนมันบ่(ไม่)รู้
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ทำให้พุทธศาสนาเจริญ ทำให้ธรรมะเจริญ หรือทำให้ความหลุดพ้นเจริญขึ้นมาได้ เพราะหลายคนรู้ ถ้าหากน้อยคนรู้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่ามันบ่(ไม่)เจริญ แต่ว่าถึงจะรู้หรือบ่(ไม่)รู้มันก็มีอยู่อย่างนั้น เพิ่น(ท่าน)จึงว่าธรรมะที่ทำให้พระพุทธเจ้ามันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกที่สุดที่ค้นพบ ค้นพบแล้วก็นำมาสอน
ได้ยินบ่(ไหม)คนที่แรกที่สุด อุปกาชีวก นักบวชคนหนึ่ง เสาะหาธรรมะ เสาะหาความหลุดพ้น เสาะหาความสะอาดสว่างสงบ เสาะหานิพพานว่าอย่างนั้นเถอะ บัดไปพบกับพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้ว เว้า(พูด)ความจริงให้ฟังแล้ว สลัดหูออกไปโลด(เลย) คนก็คือ(เหมือน)กัน คัน(หากพูดความจริงให้ฟังแล้ว บ่(ไม่)อยากเชื่อ บ่(ไม่)ยากฟัง
ท่านยังเปรียบให้ฟังหลายอย่างว่า เหมือนดังมหากษัตริย์คนหนึ่ง ตีกลองดัง ตีดังที่สุด นานๆ กลองนั้นมันแตกมันผุ ไปจ้างนายช่างมาฉาบมาอุดมายา เอาเนื้อไม้ใหม่เข้าไป เนื้อไม้เก่าค่อยหมดไป แตกไปเมื่อใดไปจ้างในช่างมาฉาบมาอุด เนื้อไม้เก่ามันหมดเอาเนื้อไม้ใหม่เข้าไป ตีหลายเทื่อ(ครั้ง)มามันก็แตกก็พังไป เมื่อมันหมดแล้วจ้างนายช่างมาฉาบมายา เสาะหาเนื้อไม้เก่ามันบ่(ไม่)เห็นแล้ว มีแต่เนื้อไม้ใหม่
อันเฮา(เรา)สอนกันอยู่ทุกมื้อทุกวันนี้ก็บ่(ไม่)มีแล้ว ความจริงที่พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอนเอาไว้ว่า ให้เจริญสติ ให้รู้ธรรมะความหลุดพ้น ให้รู้มรรคผลนิพพาน ก็บ่(ไม่)มีแล้ว มีแต่สอนกันเรื่องทำบุญ เรื่องให้ทาน เรื่องทำกรรมฐาน หรือตายแล้วจึงเอาสวรรค์ ตายแล้วจึงเอานิพพาน อันนั้นถูกน้อยเด้(นะ) บ่(ไม่)ใช่ถูกมากเด้(นะ) ถูกมากจริงๆ คือเอาเดี๋ยวนี้ สวรรค์เอาเดี๋ยวนี้ นิพพานเอาเดี๋ยวนี้
เอาเดี๋ยวนี้เฮ็ด(ทำ)อย่างใดเอาได้ เอ้าก็เอาได้ว่าจิบ่(จะไม่)ได้อย่างใด ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ มันมีอยู่แล้วเด้(นะ) อันว่าจิตใจอยู่ซือๆ(เฉยๆ)นี่ มันก็มีอยู่แล้วเด้(นะ)นี่ อันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ลักษณะนิพพาน เหนือทุกข์ เหนือสุข เหนือดี เหนือชั่ว อันจิตใจอยู่ซือๆ(เฉยๆ)นี่ บ่แม่น(ไม่ใช่)บาป บ่แม่น(ไม่ใช่)บุญ บ่แม่น(ไม่ใช่)ทุกข์ บ่แม่น(ไม่ใช่)สุข มันก็มีเห็นอยู่
ถ้าหากเฮาบ่(เราไม่)เห็นเดี๋ยวนี้ จวนเฮาจิ(เราจะ)ตายมันก็ต้องเห็น รับรองทุกคน ทุกคนตายจริงๆ บ่(ไม่)เห็นอย่างนี้ต่อไปจะตายก็ต้องเห็น เพราะความคิดมันคิดไป คิดไป คิดไปมันบ่(ไม่)มีทางหยุดทางเซา เมื่อมันจิ(จะ)ตายความคิดมันจิ(จะ)สั้นเข้า สั้นเข้า มันจะเป็นอย่างนั้น เอาล่ะที่นำมาเล่าให้ฟังมื้อ(วัน)นี้ก็เพียงพอแล้ว.
………………
อันเป็นเครื่องหมายภายในนั้น เพิ่น(ท่าน)จึงว่า ใจพุ่น(นู้น) อันกายนี้เป็นวัตถุภายนอก วาจาเป็นวัตถุภายนอก ใจเป็นวัตถุภายใน
เพิ่น(ท่าน)จึงว่ามันสับสน มันสับสนมาแต่ในพุ่น(นู้น) มันคล้ายๆ คือมันยุ่ง ความคิดเฮา(เรา)มันยุ่งคล้ายๆ คือไหมยุ่ง เพิ่น(ท่าน)ว่า เส้นใดเงื่อนใดบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก จับต้นจับชนบ่(ไม่)ถูก เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)มันยุ่ง ความยุ่งอันนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ทุกข์ เอิ้น(เรียก)ทุกข์
ดังนั้นเฮา(เรา)มาปฏิบัตินี่ เฮาจิ(เราจะ)รู้จัก รู้จักเพราะอาศัยว่าญาณ มันจะค่อยเกิดขึ้นมาตามลำดับ บ่(ไม่)ต้องไปถามไผ(ใคร)ก็ได้เรื่องนี้ หรือจะถามก็ได้ ญาณนั้นมันจะค่อยก้าวขึ้นไป ก้าวขึ้นไป ก้าวขึ้นไป คล้ายๆ คือ(เหมือน)เราจับเส้น จับเส้นนี้มันจะถูกเส้นนี้ จับเส้นนั้นมันจะถูกเส้นนั้น มันจะรู้จักอย่างซั่น(นั้น) รู้จักจริงๆ เรื่องนี้
ดังนั้นจึงว่า ความหลุดพ้นก็มีอยู่ ๔ อย่าง ความรู้ของคนก็มีอยู่ ๔ อย่าง ความเห็นแจ้งความรู้จริงมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าเฮา(เรา)หากบ่(ไม่)ได้สนใจเรื่องนี้ เมื่อเฮา(เรา)มาสนใจเรื่องนี้แท้ รับรองว่ารู้ รู้จริงๆ ผมจะเอาชีวิตผมเป็นเดิมพัน เพราะว่าความหลุดพ้นมันมีอยู่แล้ว ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ มันมีอยู่แล้ว
คนที่รู้มาสอนจึงรู้ คนที่บ่(ไม่)รู้ไปสอนมันจะไปรู้จังได๋(อย่างไร) มันก็เหมือนที่ว่าที่ให้เฮา(เรา)ขุดน้ำบ่อ ไปขุดอยู่จอมภูนั่น มันจะถูกน้ำจักเทื่อเด้(สักทีนะ) บอกให้ขเจ้า(พวกท่าน)ไปขุดใกล้ๆ กับแม่น้ำที่มันเป็นลำธารคลองใหญ่ๆ มันก็ออกน้ำ บ่(ไม่)หลาย(มาก)ก็น้อยบัดนี้ อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน วิ่งเข้าไปหาจุด ให้ขเจ้า(พวกท่าน) เบิ่งจิต(ดูจิต)เบิ่งใจ(ดูใจ) ขเจ้าฮั่น(พวกท่านนั้น) มันบ่แม่นมื้อนี้(ไม่ใช่วันนี้)วันหนึ่งก็ต้องรู้นี่ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนั้น คนที่รู้ไปสอนจึงรู้ คนที่บ่รู้ไปสอนมันบ่(ไม่)รู้
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ทำให้พุทธศาสนาเจริญ ทำให้ธรรมะเจริญ หรือทำให้ความหลุดพ้นเจริญขึ้นมาได้ เพราะหลายคนรู้ ถ้าหากน้อยคนรู้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่ามันบ่(ไม่)เจริญ แต่ว่าถึงจะรู้หรือบ่(ไม่)รู้มันก็มีอยู่อย่างนั้น เพิ่น(ท่าน)จึงว่าธรรมะที่ทำให้พระพุทธเจ้ามันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกที่สุดที่ค้นพบ ค้นพบแล้วก็นำมาสอน
ได้ยินบ่(ไหม)คนที่แรกที่สุด อุปกาชีวก นักบวชคนหนึ่ง เสาะหาธรรมะ เสาะหาความหลุดพ้น เสาะหาความสะอาดสว่างสงบ เสาะหานิพพานว่าอย่างนั้นเถอะ บัดไปพบกับพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้ว เว้า(พูด)ความจริงให้ฟังแล้ว สลัดหูออกไปโลด(เลย) คนก็คือ(เหมือน)กัน คัน(หากพูดความจริงให้ฟังแล้ว บ่(ไม่)อยากเชื่อ บ่(ไม่)ยากฟัง
ท่านยังเปรียบให้ฟังหลายอย่างว่า เหมือนดังมหากษัตริย์คนหนึ่ง ตีกลองดัง ตีดังที่สุด นานๆ กลองนั้นมันแตกมันผุ ไปจ้างนายช่างมาฉาบมาอุดมายา เอาเนื้อไม้ใหม่เข้าไป เนื้อไม้เก่าค่อยหมดไป แตกไปเมื่อใดไปจ้างในช่างมาฉาบมาอุด เนื้อไม้เก่ามันหมดเอาเนื้อไม้ใหม่เข้าไป ตีหลายเทื่อ(ครั้ง)มามันก็แตกก็พังไป เมื่อมันหมดแล้วจ้างนายช่างมาฉาบมายา เสาะหาเนื้อไม้เก่ามันบ่(ไม่)เห็นแล้ว มีแต่เนื้อไม้ใหม่
อันเฮา(เรา)สอนกันอยู่ทุกมื้อทุกวันนี้ก็บ่(ไม่)มีแล้ว ความจริงที่พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอนเอาไว้ว่า ให้เจริญสติ ให้รู้ธรรมะความหลุดพ้น ให้รู้มรรคผลนิพพาน ก็บ่(ไม่)มีแล้ว มีแต่สอนกันเรื่องทำบุญ เรื่องให้ทาน เรื่องทำกรรมฐาน หรือตายแล้วจึงเอาสวรรค์ ตายแล้วจึงเอานิพพาน อันนั้นถูกน้อยเด้(นะ) บ่(ไม่)ใช่ถูกมากเด้(นะ) ถูกมากจริงๆ คือเอาเดี๋ยวนี้ สวรรค์เอาเดี๋ยวนี้ นิพพานเอาเดี๋ยวนี้
เอาเดี๋ยวนี้เฮ็ด(ทำ)อย่างใดเอาได้ เอ้าก็เอาได้ว่าจิบ่(จะไม่)ได้อย่างใด ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ มันมีอยู่แล้วเด้(นะ) อันว่าจิตใจอยู่ซือๆ(เฉยๆ)นี่ มันก็มีอยู่แล้วเด้(นะ)นี่ อันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ลักษณะนิพพาน เหนือทุกข์ เหนือสุข เหนือดี เหนือชั่ว อันจิตใจอยู่ซือๆ(เฉยๆ)นี่.