PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๕๗ สมมุติ ๑๖ ส.ค. ๒๕
ท.๑๕๗ สมมุติ ๑๖ ส.ค. ๒๕ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๕๗ สมมุติ ๑๖ ส.ค. ๒๕
  • เสียง
  • 14511 ท.๑๕๗ สมมุติ ๑๖ ส.ค. ๒๕ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-16-32.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท. ๑๕๗ สมมุติ ๑๖ ส.ค. ๒๕

     

    ทุกเช้าทุกเย็นที่เฮาเว้า(เราพูด)กันหลายมื้อ(วัน) เว้า(พูด)ให้ฟังมื้อ(วัน)เดียวนั้นบ่(ไม่)เข้าใจ เว้า(พูด)ให้ฟังหลายมื้อ(วัน)เข้าใจทีละนิดทีละน้อย สมมุติให้ฟังเหมือนกับเอาน้ำที่ไปกรอกใส่ดินทรายหรือดินแห้งมันเก็บบ่(ไม่)อยู่ นานๆ มาน้ำกับดินกับทรายนั้นมันแทรกซึมเข้ากันก็อยู่ได้ น้ำกับดินกับทรายก็อยู่นำ(ด้วย)กันได้ อย่างเว้า(พูด)ให้ฟังนี่ก็คือ(เหมือน)กัน เพิ่น(ท่าน)ยังว่า หลักการนี้ก็คือ รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง 

     

    อย่างนี้เฮา(เรา)จะบ่(ไม่)รู้จักเสียเลยคำว่าสมมุตินี่ แต่ก่อนตัวผมเองก็บ่(ไม่)เคยรู้จัก ว่าสมมุติบ่(ไม่)เคยรู้จัก เรียกกันว่านาย ก. นาย ข. พระ ก. พระ ข. เรียกไฮ้(ไร่)เรียกนาเรียกฮู้(รู้) บ่ฮู้(ไม่รู้)จักว่าสิ่งนั้นคือสมมุติ ยังว่ามันเป็นของอย่างซั่น(นั้น)อยู่ แต่ความจริงมันถูกสมมติขึ้นมา สมมุติจึงมีมาก บ่(ไม่)สามารถที่จะยกมาพูดให้มันครบมันจบได้สมมุตินี่ สมมุติว่าดี สมมุติว่าชั่ว สมมุติว่าสวยว่ารวย นี่สมมติทั้งนั้น ความจริงแล้วมันเป็นอยู่อย่างซั่น(นั้น) อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่า โลกมันเป็นอยู่อย่างซี่(นี้) 

     

    อย่างที่เณร พระ แม่ดำ แม่ขาว นี่สมมุติเฮ็ด(ทำ)เอา แล้วก็สมมุติจริง จริงโดยสมมุติ แม่ขาวก็มาจากแม่ดำก็มาบวช บวชแล้วก็สึกไปบางคน ได้ปีหนึ่งสองปีเดือนหนึ่งสองเดือนก็ไปอยู่ที่บ้าน บางคนก็บ่(ไม่)สึกก็มี สมมุติเฮ็ด(ทำ)ไป พระเณรก็คือเหมือน)กันสมมุติ บวชมาได้ปีหนึ่ง ๒ ปี ๕ เดือน ๖ เดือน ๙ ปี ๑๐ ปี บางคนบ่(ไม่)สึกก็มี ก็สมมุติเฮ็ด(ทำ)ไปกัน เพื่อจะศึกษาหาของจริงนั่นแหละก็เลยสมมุติ  

     

    อย่างพระพุทธรูปนี้ ทีแรกก็ต้องเป็นไม้ เอาพร้าไปฟันเข้า ได้เฮ็ด(ทำ)มาแล้ว แล้วก็ว่าเป็นพระพุทธรูป สมมุติว่าเป็นโลหะ เช่น เป็นแก้ว เป็นทอง พวกนี้มันก็เป็นท่อนอิฐท่อนทองอยู่นั่นแหละ บัดนี้ไปสร้างไว้ตามป่าตามภูตามดงนั่น ก็สมมติเฮ็ด(ทำ)ไปอย่างซั่น(นั้น)แล้ว แต่สมมุติก็เป็นของจริง จริงโดยสมมุติ เฮ็ด(ทำ)ก็ได้ บ่เฮ็ด(ไม่ทำ)ก็ได้ บ่(ไม่)ผิดบ่แม่นมิหยัง(ไม่ใช่อะไร) บ่(ไม่)ผิดบ่แม่นมิหยัง(ไม่ใช่อะไร)เพราะคนเฮา(เรา)แสวงหาที่พึ่ง 

     

    คนเราคัน(หาก)เมื่อมีที่พึ่งแล้วเพิ่น(ท่าน)ก็ว่า บ่(ไม่)ต้องไปดิ้นรนหาที่พึ่งที่อื่น อันที่พึ่งนี้ว่ากันง่ายๆ ก็คือว่า ความหลุดพ้น หลุดพ้นจากสิ่งที่สงสัยนั่นก็เอิ้น(เรียก)สมมุติ หลุดพ้นอย่างสูง หลุดพ้นอย่างต่ำ หลุดพ้นอย่างกลาง มันมี เพิ่น(ท่าน)ยังว่าไว้อีกตึ่ม(เพิ่มอีก) ความเป็นพระนั้นเป็นพระโดยสมมุติก็มี เป็นพระโดยเป็นปรมัตถ์ก็มี 

     

    จึงว่าความหลุดพ้นก็มีอยู่ ๔ อย่าง ปัญญาก็มีอยู่ ๔ ระดับด้วยกัน คือรู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง อันนี้ก็เรียกว่าปัญญา ได้ยินมาจากพ่อจากแม่ ครูบาอาจารย์สอนให้มา หรือเฮา(เรา)มาเจริญสติ หรือมาศึกษาเล่าเรียนด้วยตนเอง มันจิ(จะ)ว่ามันหลายอย่างอันนี้ก็ถูกสมมติมา แต่ก็เป็นจริง คำว่าความหลุดพ้นนี่ก็คือ(เหมือน)กัน หลุดพ้นไปขั้นต่ำขั้นสูงหรือขั้นกลาง จึงจิ(จะ)ว่ามันสมมุติว่าขึ้นมา แต่ก็จริงโดยสมมุติ เพิ่น(ท่าน)จึงว่า สมมุติบัญญัติ และปรมัตถ์บัญญัติ อรรถบัญญัติ และอริยะบัญญัติ 

     

    อันสมมุติบัญญัตินั้น สมมุติเห็นด้วยตานั่นแหละ ตาเนื้อเห็น จับถูกด้วยมือ มองเห็นด้วยตา เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)สมมุติบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัตินี่ ปรมัตถ์ก็ถูกสมมุติ และปรมัตถ์อันนั้นกำลังมีกำลังเป็นอยู่ ด้วยมือจับ ตาเห็น นี่อันนี้ก็เอิ้น(เรียก)ปรมัตถ์ แต่เป็นปรมัตถ์สมมุติ 

     

    ปรมัตถ์จริงๆ นี่อีกตึ่มเทียวหนึ่งเด้(เพิ่มอีกอย่างหนึ่งนะ)บัดนี้ มันอยู่ไส(ไหน) เฮาจิ(เราจะ)มองบ่(ไม่)เห็นด้วยตา จับบ่(ไม่)ถูกด้วยมือ เพราะมันบ่(ไม่)เป็นวัตถุที่จะเห็นด้วยตา มันเห็นด้วยสติปัญญา เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) ญาณ คำว่าญาณนี้มันก็หลายอย่าง ญาณแปลว่ารู้ ยานแปลว่าพาหนะขนส่ง เพิ่น(ท่าน)ช่างเว้า(พูด)หลายอัน 

     

    สมัยหนึ่ง เขียนหนังสือไว้ป่าพุทธยาน มีแต่พระผู้ที่รู้ทั้งนั้น ขเจ้า(พวกเขา)เอาตัว ญ.ไปการันต์ไปสะกดไว้ตัว ย. บางคน บางคนก็เอาตัว ญ. ใส่สระอา แล้วก็ญาณอันนี้อันนี้ แล้วก็ขเจ้า(พวกเขา)จะเอา ณ. ไปเฮ็ด(ทำ) ขเจ้า(พวกเขา)ก็เถียงกัน เอากันไปกันมาก็เลย เอาเถอะอย่าเที่ยวไปเถียงกันเรื่องสมมุติว่า เพิ่น(ท่าน)ว่าให้ เอา ณ.ไปสะกดไว้คือ(เหมือน)ตัว ย. นั่นแล้ว ย. กับสระอา เพราะผมเขียนเป็นบ่ปานนั้น(ไม่ขนาดนั้น) ผมบ่ฮู้(ไม่รู้)จักว่าตัว ญ. เอา น.ไปสะกด ก็เป็นยาน มันเป็นป่าพุทธยาน ยานอันนั้นขเจ้า(พวกเขา)ว่ายานขนส่ง บ่แม่น(ไม่ใช่)ว่าญาณปัญญาา ขนส่งอะไรก็ช่างอะไรก็ตาม มันแล้วไปก็แล้ว บ่(ไม่)ต้องไปเถียงกันโดยที่บ่(ไม่)มีประโยชน์ 

     

    นี่แหละคน เรียกว่าตาบอดคำช้าง มันเรื่องสมมุติกัน อันผู้เขียนหนังสือนั่นก็เพื่อที่จะให้เรารู้ของจริง ว่าตัวหนังสือมันมีหลายอย่าง สมมุติว่าอันนี้ให้เฮาฮู้(เรารู้)จักว่า สมมุติบัญญัตินี้ ตาเห็น จับถูกด้วยมือ กำลังมีกำลังเป็นอยู่ก็เห็นอยู่ด้วยตา นี่อันนี้ก็เป็นสมมุติซือๆ(เฉยๆ) นี่สมมุติอันนี้  

     

    ปรมัตถ์บัดนี้ ปรมัตถ์ก็หมายถึง ที่เฮาบ่(เราไม่)จับถูกด้วยมือ มองบ่(ไม่)เห็นด้วยตา คือ(เหมือน)ลมหายใจเฮา(เรา)นี้ กับความคิดเฮา(เรา)นี้ มองบ่(ไม่)เห็นด้วยตา จับบ่(ไม่)ถูกด้วยมือ แต่ก็ฮู้(รู้)จัก อันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ถูกเป็นปรมัตถ์ 

     

    บัดนี้อรรถะ เฮาจิ(เราจะ)ว่าลมนี้มองบ่(ไม่)เห็นด้วยตา ก็ว่าลึกแล้ว เพราะน้อยคนฮู้(รู้)จัก ลมหายใจเข้าออก อันนี้ก็อีกตึ่มเด้ก็ดาย(เพิ่มอีกก็นะ) มองบ่(ไม่)เห็นด้วยตาก็จริงแต่กับคนอื่นมองเห็นได้อยู่ แต่จับบ่(ไม่)ถูกด้วยมือก็จริง แต่ว่าสามารถที่จะรู้ ตัวความคิดมันคิดพุ่นอีกตึ่มหนึ่งเด้(นั่นเพิ่มอีกนะ) ตัวความคิดมองบ่(ไม่)เห็นด้วยตา จับบ่(ไม่)ถูกด้วยมือ นี่เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)อรรถบัญญัติ 

     

    บัดนี้มันคิดดีคิดชั่วอีกตึ่มเด้(เพิ่มอีกนะ)บัดนี้ บ่ฮู้จักอีกตึ่ม(ไม่รู้จักเพิ่มอีก)แล้ว ฮู้(รู้)จักแต่มันคิดบางคน มันคิดไปเป็นเรื่องเป็นราวไปนี่มันคิด ฮู้(รู้)คิด บ่แม่นฮู้จัก(ไม่ใช่รู้จัก)ความคิด ฮู้(รู้)แล้วมันคิดไปนั่นละ บางคนเป็นโรคประสาท บางคนก็เลยคิดแล้วก็เซา(หยูด) อยากให้มันหยุดอยากให้มันเซา(หยุด) มันบ่(ไม่)หยุดมันบ่เซา(ไม่หยุด)ก็แน่นอกแน่นใจมึนพุ่น(นู้น)มึนนี่ อยากให้มันเซามันก็เป็นทุกข์ อันนั้นก็คือว่าบ่ฮู้(ไม่รู้)จักปรมัตถ์ บ่ฮู้(ไม่รู้)จักเลยอรรถะ บ่ฮู้(ไม่รู้)จักปรมัตถ์ มันเป็นอย่างซั่น(นั้น)อยู่ เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก 

     

    ดังนั้นเอามาเล่าสู่ฟังก็เพื่อว่าทำความเข้าใจกัน คำว่าปรมัตถ์แปลว่าของมีจริง สมมุติให้ฟังอีกตึ่ม(เพิ่มอีก)หนึ่ง เม็ดข้าว ข้าวเปลือกคัน(หาก)เอาไปทิ้งใส่ดินนั้นมันชุ่มมันเย็นมันงอกมันแตกขึ้นมาเป็นหน่อกล้าขึ้นมา เป็นหน่อเป็นต้นเป็นลำขึ้นมาใหม่ เอาข้าวลีบไปหว่านใส่บัดนี้ ไปหว่านใส่บ่(ไม่)ออกหน่อ บ่(ไม่)ออกแท้ๆ หว่านใส่นานๆ ก็บ่(ไม่)ออก 

     

    อันหมู่เฮา(พวกเรา)มาฟังนี่ก็คือ(เหมือน)กัน ฟังแล้วต้องฟังเพื่อจดจำ และพิจารณาจริงๆ จดจำพิจารณาจริงๆ มันแตกขึ้นมา คือ(เหมือน)เม็ดข้าวมันตึ่ง(เต็ม)มันแตก คนที่มีปัญญาฟังน้อยเดียวเข้าใจโลด(เลย) คนบ่(ไม่)มีปัญญานั่นก็ฟังหลายมื้อ(วัน) คนที่มีปัญญาอ่อนๆ นะก็อาศัยหลายๆ มื้อ(วัน) เอาเม็ดข้าวตึ่ง(เต็ม)ไปวางไว้มันจิ(จะ)แตก เพราะว่าเม็ดข้าวมันก็เห็นด้วยตานี่ แต่สมมุติว่าให้ฟัง เพื่อจิเว้า(จะพูด)ความคิดพุ่น(นู้น) เว้า(พูด)นี่ 

     

    อันนี้เพิ่นว่า เอิ้น(ท่านว่าเรียก) ญาณ ญาณนี้เกิดขึ้นมาแล้วมันจะไหลไป ไหลไป ไหลไป ไหลไป หรือว่าไหลก็ได้ หรือว่ามันจิ(จะ)ขึ้นไปก็ได้ หรือว่าจิว่าจังได๋(จะว่าอย่างไร)ก็ได้ มันจะไปตามก้าว ตามก้าวของมันคล้ายๆ กับเฮาย่าง(เดิน)นี่นะ ก้าวหนึ่ง สองก้าวไป คำว่าก้าวนี่เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก นับเป็นร้อยก้าวพันก้าวหมื่นก้าวแสนก้าวไป ก็บ่แม่น(ไม่ใช่) คัน(หาก)ก้าวของในทางอรรถบัญญัติ อริยะบัญญัตินี่ มันก้าวตัวหนึ่ง คือตัวก้าวพระโสดาบัน พระโสดาบันบุคคล 

     

    คัน(หาก)ถ้าแม่ออกฮู้นี่ก็เอิ้น(โยมผู้หญิงรู้นี่ก็เรียก)พระโสดาบัน แม่ขาวฮู้ก็เอิ้น(นักบวชหญิงรู้ก็เรียก)พระโสดาบัน ญาติโยมฮู้ก็เอิ้น(รู้ก็เรียก)พระโสดาบัน พระเณรฮู้ก็เอิ้น(รู้ก็เรียก)พระโสดาบัน แต่คัน(หาก)ว่ามาเปลี่ยนอีกตึ่ม(เพิ่มอีก)แล้วบัดนี้ ถ้าหากเป็นฆราวาสญาติโยมฮู้(รู้) เอิ้น(เรียก)พระโสดาบันบุคคล นี้เป็นอย่างนั้น บัดนี้คัน(หาก)พระเณรฮู้ก็ฮู้(รู้ก็รู้)อันเดียวกันนั่นแหละ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)พระอริยะสงฆ์ เพิ่นว่าอีกตึ่มหนึ่ง(ท่านเรียกเพิ่มอีก) มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    มันสมมุติว่า แล้วก็ฮู้(รู้)ได้คือ(เหมือน)กันทุกคน อันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)เป็นปรมัตถ์ แล้วก็เอิ้น(เรียก)อรรถบัญญัติ แล้วก็เอิ้นอริยะบัญญัติอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) แต่ถูกสมมติคือกันอีกตึ่ม(เหมือนกันเพิ่มอีก) แต่หากบ่แม่น(ไม่ใช่)สมมุติ สมมุติว่าซือๆ(เฉยๆ) แต่ของจริงมันมีอยู่ในคน อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่า เอิ้น(เรียก) ญาณปัญญา 

     

    ปัญญามีซะก่อน ปัญญามี ใช้สติพิจารณาแล้วบัดนี้ ญาณนั้นมันจะค่อยขึ้นไป พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ญาณมันไปอย่างซั่น(นั้น) แล้วมันจิ(จะ)ไหลไป ไหลไปสู่ คำว่าไหลไปนี้หมายถึงว่า จิ(จะ)ว่าอย่างไรฮู้(รู้)มันก็บ่(ไม่)มีคำที่ว่า เฮาไปเบิ่ง(เราไปดู)น้ำมันไหลไป ไหลไปสู่ทะเลพุ้น(นู้น) จะแม่น(เป็น)น้ำห้วยเล็กห้วยน้อยก็ตามช่าง มันจะไหลไปสู่น้ำโขง คัน(หาก)ไหลไปสู่น้ำโขงแล้วมันจะไหลลงไปในทะเลพุ้น(นู้น) มันจะไปสู่ทะเลหมด 

     

    อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน คัน(หาก)ผู้ใดมีญาณปัญญา อันปัญญามีแล้วญาณเกิดขึ้น อันปัญญาหาเงินหาทองบ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) อย่าเข้าใจว่าปัญญาเขียนหนังสือมากๆ พูดเก่งๆ ก็บ่แม่น(ไม่ใช่) ปัญญาหาเงินหาทองได้ร้อยล้านพันล้านหมื่นล้านแสนล้านก็บ่แม่น(ไม่ใช่)ปัญญาอันนี้ ปัญญาอันนี้มันอีกเรื่องหนึ่ง 

     

    ปัญญาอันนี้มันค่อยไหลไป ไปสู่ทะเล ทะเลอยู่ไส(ไหน) เปรียบเสมือนมันจะค่อยไหลไปสู่นิพพาน คำว่านิพพานก็ถูกสมมติว่าอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) ก้าวไป ค่อยๆ ไหลไป ไหลไป เป็นก้าว เป็นก้าว เป็นก้าวไป อันนี้เป็นเพียงสมมุติว่าให้ฟัง แต่ก็เป็นของจริง ดังนั้นนิพพานนี้จึงว่าเป็นสมบัติของมนุษย์ คนธรรมดานี้อาจจะรู้ก็ได้หรือไม่รู้ก็ได้ 

     

    มนุษย์นี้จิ(จะ)เฮาจิ(เราจะ)เอาบ่อนได๋(ที่ไหน)เป็นเครื่องวัด จิ(จะ)เอาการเรียนหนังสือ หรือบวชนานๆ เป็นเครื่องวัด ก็บ่แม่นอีกตึ่ม(ก็ไม่ใช่เพิ่มอีก) เรียนหนังสือนักธรรมตรีธรรมโทธรรมเอก จนเป็นเปรียญ ๙ ก็บ่แม่น(ไม่ใช่)เครื่องวัดอันนี้ เรียนฝ่ายโลกตั้งแต่ป. ๑ นี้ไปจนปริญญาเอก ก็บ่แม่น(ไม่ใช่)เครื่องวัดอันนี้ เครื่องวัดอันนี้มันอีกตื่ม(เพิ่มอีก)เรื่องหนึ่ง อันนั้นเป็นเครื่องหากิน เป็นเครื่องไม้เครื่องมือทำมาหากินของบุคคลฉลาดตามโลก จึงว่าสมมุติซือๆ(เฉยๆ)โลก 

     

    โลกนี้ถูกสมมติขึ้นมา แต่ก็เหมือนกับเพิ่น(ท่าน)สมมุติไว้เหมือนกับดอกบัวนั้น ถ้าพ้นน้ำบานแล้วก็บ่(ไม่)กลิ่นตมบ่(ไม่)มีกลิ่นเหม็น คนถ้าหากผู้รู้แล้วก็จะอยู่กับสมมุติอันนี้โลกอันนี้ แต่เขาบ่(ไม่)ติดอันนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) สมมุติว่าผู้ใหญ่บ้านสมมุติเอาอันนี้ก็ดาย(ก็เถอะ) ก็คนธรรมดาเรานี่แหละไปสมมุติผู้นั้นขึ้นมา กำนันก็ไปสมมุติผู้นั้นขึ้นมา ครูโรงเรียนตำรวจทหารไปสมมุติเอาขึ้นมา สมมุติเอาตัวบุคคลขึ้นมาซือๆ(เฉยๆ) อันนี้ก็ให้รู้จักว่าสมมุติ แต่เฮา(เรา)อยู่กับสมมุติ 

     

    อย่างโลหะเหรียญละ ๑ บาท เหรียญละ ๕ บาท นี่ก็เป็นโลหะคือ(เหมือน)กันก็ไปสมมุติกันขึ้นมา กระดาษใบละ ๕ บาท ใบละ ๑o บาท ใบละ ๒o บาท ใบละ ๑oo บาท ใบละ ๕oo บาท หรือใบละ ๑,ooo บาท ก็เป็นสมมติมันขึ้นมา เป็นกระดาษซือๆ(เฉยๆ) อย่างที่ทองคำนี้ก็ไปสมมุติ มันสมมุติด้วยโวหารของคน มันถูกสมมติทั้งนั้น แต่ว่าสมมุติก็จริง จริงโดยสมมุติ 

     

    ให้เฮาฮู้(เรารู้)จักสมมุติจริงๆ ถ้าหากเฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักสมมุติจริงๆ เฮาจิ(เราจะ)มาติดอยู่สมมุติอันนี้ ผีเทวดาสมมุติทั้งนั้น แต่ก็มีจริง จริงโดยสมมุติ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนี้ นรกสวรรค์คือ(เหมือน)กัน สมมุติมาว่าทั้งนั้น แต่จริงโดยสมมุติ แต่ก็จริงเพิ่น(ท่าน)ว่า จนถึงนิพพาน นิพพานก็มีจริงแต่จริงโดยสมมติขึ้นมาว่า นี่มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) สมมุติว่าให้ฟังง่ายๆ 

     

    ที่หมู่เพิ่น(พวกท่าน)ฟังผมว่าอยู่เดี๋ยวนี้นี่ ลักษณะนี้มีในคน มีหมดทุกคนบ่(ไม่)ยกเว้น ผู้หญิงผู้ชาย พระเณร คนไทย คนจีน คนฝรั่งอังกฤษ คนอเมริกา ฝรั่งนี่มีหลายฝรั่ง แต่ก่อนก็บ่(ไม่)รู้จักเพิ่นว่าสู่(ท่านเล่าให้)ฟังใหม่ๆ ฝรั่งเศส ฝรั่งอเมริกา ฝรั่งอังกฤษ ฝรั่งเยอรมัน เขาเอิ้น(เรียก)ฝรั่งทั้งหมด ก็สมมุติว่าเอาซือๆ(เฉยๆ) คนไทยคนจีนคนลาวคนเขมรก็สมมุติว่าเอาซือๆ(เฉยๆ) แล้วมันถูกสมมติ แต่ก็จริงโดยสมมุติ 

     

    แต่ความจริงอันลักษณะจิตใจอันเฉยๆ อย่างที่หมู่เพิ่น(พวกท่าน)ฟังผมว่าอยู่เดี๋ยวนี่ มันมี มีหมดทุกคน อ้าวสมมุติพ่อออกมีบ่(โยมผู้ชายมีไหม)จิตใจเฉยๆ นี่มีบ่(ไหม) มี ผู้ใดบ่(ไม่)มี เดี๋ยวนี้นี่ มีทุกคนบ่(ไหม)นี่อันจิตใจเฉยๆ มีทุกคนนี่ อันลักษณะนี้เฮาบ่(เราไม่)ได้สนใจ อันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าเป็นปรมัตถ์บัญญัติ และเป็นอัตถะบัญญัติ และเป็นอริยะบัญญัติ มันก็มีอยู่อย่างซี้(นี้) จิ(จะ)รู้มันก็มีอยู่อย่างซี้(นี้) จิ(จะ)ไม่รู้มันก็มีอยู่อย่างซี้(นี้) เพิ่น(ท่าน)ว่าลักษณะนี้มันมีในคน มันมีก่อนพระพุทธเจ้าอีกเสียด้วยนะ 

     

    พระพุทธเจ้าเป็นคนมีสติปัญญา มาค้นพบอันนี้ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่า โอ้ลักษณะอันนี้มันมีมาก่อนแต่เราบ่ทัน(ยังไม่)เกิดพุ่นเด้(นู้นนะ) เพราะว่ามันมีคนแล้วมันก็มีเด้(นะ)ลักษณะอันนี้ แล้วก็สมมุติว่าอีกตึ่มนี่เด้(เพิ่มอีกนี่นะ)เว้า(พูด)อยู่นี่ก็ดาย(เถอะ) อ้อลักษณะมันบ่ทุกข์บ่สุข(ไม่ทุกข์ไม่สุข) นี่เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าเหนือทุกข์เหนือสุข เหนือดีเหนือชั่ว บ่แม่น(ไม่ใช่)บาป บ่แม่น(ไม่ใช่)บุญ บ่แม่น(ไม่ใช่)ทุกข์ บ่แม่น(ไม่ใช่)สุข เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่า อันนี้เป็นของหาได้ง่ายแก่บุคคลผู้ฉลาด หรือมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง  

     

    คนที่บ่(ไม่)ฉลาดหาบ่(ไม่)ได้ บัดนี้เมื่อบ่(ไม่)ฉลาดแล้วก็หาซื้อเอานี่บัดนี้คนเฮา(เรา) ไปทอดกฐินที่นั่น ไปทำบังสกุลที่นี่ ไปสร้างอันนั้น ไปเพื่อที่จะให้ได้อันนี้นี่แหละ เพื่อที่จิ(จะ)ให้ได้อันนี้ แต่ไปซื้อมันบ่(ไม่)ได้สิของภายนอก เพิ่น(ท่าน)จึงว่า อันทำภายนอกตัวนั้นก็ดีอยู่ บ่(ไม่)ได้ห้าม แต่ว่ามันบ่(ไม่)ถูก เหมือนกับขุดน้ำบ่อบ่(ไม่)ถูกสาย ขุดจนตายก็บ่(ไม่)ออกน้ำ มันบ่(ไม่)ทุกสายมันเด้(นะ) หรือออกก็น้อยที่สุด 

     

    เพิ่น(ท่าน)ยังเปรียบไว้ สมมุติให้ฟังอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) เหมือนกับน้ำแข็งเป็นก้อนใหญ่ๆ น้ำแข็งมันบ่แม่น(ไม่ใช่)น้ำแท้ๆ เด้(นะ)น้ำแข็ง เอาวิทยาศาสตร์พวกเจ้า(เขา)มีเครื่องไม้เครื่องมือวิทยาศาสตร์เด้(นะ) ไปเอาน้ำธรรมดาเรานี่แหละ เอามาเป็นก้อนใหญ่ๆ ไปตากแดดตากลม เมื่อแดดถูกลมพัดเข้ามา น้ำแข็งก้อนละลายเป็นน้ำเหมือนเดิมนี่ อันเฮา(เรา)ไปทำบุญทำทานที่นั่นที่นี่นั้นดีใจอยู่ แต่ความดีใจนั้นบัดเดียวก็หายไปโลด(เลย) 

     

    อันนี้ก็เลยสมมุติให้ฟังว่า มืดสีขาว มืดสีดำ คนไปติดมืดสีขาว เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)อุปทาน มันหลุดพ้นจากนี้ไปบ่(ไม่)ได้ อันนี้ก็ให้รู้จักว่าความหลุดพ้น ให้หลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ ถ้าหากเฮาบ่(เราไม่)หลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เฮา(เรา)ก็ติด 

     

    บัดนี้สมมุติให้ฟังอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) เฮา(เรา)มีเงิน เฮา(เรา)ไปทำบุญแปลว่าเฮา(เรา)มีเงินแล้ว ได้ทำแล้วก็ดีอกดีใจสบายใจ บัดนี้มีผู้ใดผู้หนึ่งมาว่าให้เฮา(เรา)อีกตึ่ม(เพิ่มอีก) เกิดบ่(ไม่)พอใจ เกิดดีใจ มีขเจ้า(พวกเขา)มายกมาย่องแล้วดีใจ มีคนใดคนหนึ่งมาตำหนิเฮา(เรา)เกิดบ่(ไม่)ดีใจขึ้นมานี่ อันปกติความดีใจนั้นมันหายไปแล้วบัดนี้ แล้วความปกติอันนั้นมันมีอยู่บ่(ไหม) มันมีอยู่ แต่เฮาบ่(เราไม่)เห็น บ่(ไม่)สามารถจิ(จะ)เห็นอันนี้ อันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)อรรถบัญญัติ และอริยะบัญญัติ แต่ปรมัตถ์บัญญัติก็มีอยู่นี่ 

     

    อรรถบัญญัตินี่ยากบุคคลจะรู้ อรรถจึงเอิ้นว่าลึก หรือมรรค ๘ มรรค ๘ ท่านก็ว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตา สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)มรรค ๘ ถูกอยู่อันนี้ก็ดาย(เถอะ) 

     

    มรรค ๘ อีกอย่างหนึ่งเพิ่น(ท่าน)ว่า นับเป็นคู่ได้ ๔ คู่ นับเป็นบุรุษได้ ๘ บุรุษ อันนี้ก็เป็นมรรค ๘ คือ(เหมือน)กัน พระโสดามรรค พระโสดาผล พระสกิทาคามีมรรค พระสกิทาคามีผล พระอนาคามีมรรค พระอนาคามีผล พระอรหันตมรรค พระอรหันตผล ก็มรรค ๘ เหมือนกัน แล้วเฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักนี่ ฟังแม้(เถอะ)ความหลุดพ้นนี่ พระโสดามรรคทำไมมีผลอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) ก็ผลของพระโสดาแล้วบัดนี้ พระโสดามรรคพระโสดาผล จะว่าพระโสดามรรคทั้ง ๒ เที่ยวบ่(ไม่)ว่า 

     

    นี่ก็ฮู้(รู้)จักว่าหมายถึงว่า ความหลุดพ้นจึงมี ๔ ระดับ เฮา(เรา)ต้องเข้าใจ ผู้มีปัญญาฟังแล้วพิจารณาจริงๆ แล้วก็เบิ่ง(ดู)ตัวเองจริงๆ อย่าไปเบิ่ง(ดู)ผู้อื่นมากเกินไป แล้วก็อย่าไปคอยจับคำพูดของผู้อื่นมากเกินไป คอยจับความคิดตัวเอง เพิ่น(ท่าน)ว่าให้เบิ่ง(ดู)อยู่ที่ตรงนี้ ดังนั้นความหลุดพ้นจึงมี ๔ ระดับ 

     

    หลุดพ้นอันใดแด่ ธรรมดาปุถุชนคนธรรมดานี่ ว่ากันง่ายๆ เลย หลุดพ้นจากการเรียกว่าอบายมุขก็ได้ คือเป็นสิ่งเสพติด กินเหล้าเมาสุรา เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน โอ้อันนั้นเพิ่นก็เว้า(ท่านก็พูด)อยู่ตามตัวหนังสืออันนั้น อันนี้ก็หลุดพ้นคนธรรมดาผู้มีปัญญา อยากมีเงินหลายก็ต้องงดเว้นจากสิ่งเหล่านั้น ถ้าเฮาบ่(เราไม่)งดเว้นจากสิ่งเหล่านั้น ก็ได้มันก็ไปใช้ไปจ่ายไปเสียกับสิ่งเหล่านั้น ก็บ่มีอีกตึ่ม(ไม่มีเพิ่มอีก)แล้ว มันบ่(ไม่)งดเว้น หรือไหว้ผีไหว้ศาลดูฤกษ์ดูยาม หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้เฮาก็บ่(เราก็ไม่)ได้ไปไหว้ผี บ่(ไม่)ได้ดูฤกษ์ดูยาม ก็หลุดพ้นไปอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) ก็ได้หลุดพ้นไป แต่ความจริงผมเว้า(พูด)นี้หลุดพ้นส่วนลึก แต่ก็จำเป็นเอานี่เปรียบเทียบให้ฟังซือๆ(เฉยๆ) 

     

    คำว่าความหลุดพ้น หลุดพ้นจากอันใดอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) หลุดพ้นจากโทสะ หลุดพ้นจากโมหะ หลุดพ้นจากโลภะ อันนี้ความหลุดพ้นอันนี้แปลว่าถูกทำลายไป พระโสดานี้ต้องทำลายอันนี้ซะก่อน จึงว่าพระโสดามรรค พระโสดาผล ผลของพระโสดาจึงต้องทำลายอันนี้ ถ้าหากบ่(ไม่)ทำลายอันนี้จึงว่าบ่แม่น(ไม่ใช่) แล้วไผจิ(ใครจะ)ว่าแม่น(ใช่)ก็ตามช่างขเจ้า(พวกเขา) แต่สำหรับตัวผมเองบ่ว่าแม่น(ไม่ว่าใช่) 

     

    ก็ว่าอยู่ แต่ว่าใจผมมองเห็นสภาพเช่นนี้ว่า เออความเป็นพระมันอยู่ที่ตรงนี้เด้(นะ) คนไทยก็รู้ได้ คนจีนก็รู้ได้ คนฝรั่งเศสก็รู้ได้ คนฝรั่งอเมริกาให้ว่าเป็นคนนี่ละเป็นมนุษย์รู้ได้หมดทุกคน ถือศาสนาใดนุ่งผ้าสีอันใดก็ตามช่าง รู้ได้หมดทุกคน คนรู้อันนี้แล้วทำนาเป็นบ่(ไหม) เป็น เป็นครูโรงเรียนไปสอนหนังสือเขาได้บ่(ไหม) ได้ เป็นตำรวจทหารได้บ่(ไหม) ได้ เป็นผู้ใหญ่บ้านกำนันได้บ่(ไหม) ได้ เป็นรัฐมนตรีได้บ่(ไหม) ได้ 

     

    ได้หมด เพราะว่าคนพวกนี้จะอยู่ด้วยสติ อยู่ด้วยปัญญา การทำอันใดจิบ่(จะไม่)ได้โผงผางปานใด(เท่าใด)ให้ว่าเถอะไป บ่(ไม่)ได้เอาตามความร้อนอกร้อนใจของตัวเอง เพราะว่ามันมามองอยู่ตั้งแต่ภายในจิตใจของตัวเอง เป็นคนบ่(ไม่)ลืมตัว นี่เป็นเครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ 

     

    จึงว่าการศึกษานั้น จบปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอกก็บ่แม่น(ไม่ใช่)เครื่องวัดอันนี้ การศึกษาทางธรรมะตั้งแต่นักธรรมตรีจบเปรียญ ๙ ประโยคก็บ่แม่น(ไม่ใช่)เครื่องวัดอันนี้ เครื่องวัดอันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซี้(นี้) เครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ เพิ่น(ท่าน)ว่า หยุด หยุดความคิดที่สับสนวุ่นวาย ความคิดที่มันสบสนวุ่นวาน เฮา(เรา)คิดหลายเป็นโรคประสาทนอนบ่(ไม่)หลับ หยุดอันนั้นได้ หยุดความคิดที่สับสนวุ่นวาย กายวาจาใจ หยุดได้ กายมันอยากวิ่งก็หยุดได้ วาจามันอยากเว้า(พูด) ใจมันอยากคิด ก็หยุดได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    หยุดความคิดอันนั้น เป็นเครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ จึงว่าเป็นเครื่องวัดของความเป็นพระอริยบุคคลได้ หยุดความคิดที่สับสนวุ่นวายกายวาจาใจ เขาเอิ้น(เรียก)ว่า รักษากายวาจาใจให้ได้ทั่วศีล เมื่อหยุดอันนี้แล้วก็เป็นคนบ่(ไม่)ลืมตัว ถ้าหากเป็นคนบ่(ไม่)ลืมตัวหยุดได้ ถ้าเป็นคนลืมตัวแล้วหยุดบ่(ไม่)ได้ มีผู้ใดผู้หนึ่งมาเว้า(พูด)ปุ๊บ มันเข้ามาหูนี่ส่งไปใจปุ๊บ ใจอยู่ไส(ไหน) เลยบ่(ไม่)เห็น อันนี้แหละที่ว่า ความโกรธ ความโลภ ความหลง มันเกิดขึ้นที่ตรงนี้ 

     

    คนถ้าหากมีความโกรธความโลภความหลงอยู่ ก็บ่(ไม่)ผิดกันกับสัตว์ แต่หน้าตาผิดกันอยู่ ทำไมว่าผิดกันอยู่ เฮาก็เอิ้น(เราก็เรียก)ว่าคนเด้(นะ)หน้าตา แต่สัตว์ก็มีหน้ามีตาเหมือนกันลักษณะของมัน แต่สัตว์นั้นจิตใจมันต่ำ มันบ่(ไม่)สามารถที่จะเอาสิ่งนี้ไปใช้ได้ เพิ่น(ท่าน)เลยเอิ้นว่าสัตว์เดรัจฉาน อันสัตว์มนุษย์นี้เพิ่น(ท่าน)ว่าเป็นผู้ยกระดับจิตใจ แล้วเฮาเว้า(เราพูด)เป็นบัดนี้ แล้วเฮา(เรา)เคยเห็น พ่อออก(โยมผู้ชาย)เคยโกรธเป็นบ่(ไหม) โกรธเป็นนะ แม่ออก(โยมผู้หญิง)เคยโกรธเป็นบ่(ไหม) เป็นอยู่นะ นี่แล้วบัดนี้ตัวสัตว์มันก็เคยโกรธเป็นอยู่แม่นบ่(ใช่ไหม) แล้วพระเณรเฮา(เรา)เคยโกรธเป็นบ่(ไหม) เป็นนี่ 

     

    แล้วมันอยู่ไส(ไหน) เดี๋ยวนี้โกรธเป็นบ่(ไหม) เห็นบ่(ไหม)ความโกรธอยู่ไส(ไหน) อยู่ไส(ไหน)โกรธพ่อออก(โยมผู้ชาย) ให้มันโกรธขึ้นมาเบิ่ง(ดู)มาดูเดี๋ยวนี้นี่ คัน(หาก)ว่ามันอยู่ในพ่อออก(โยมผู้ชาย) ก็ว่าอยู่ในเจ้าของ(ตัวเอง) อ้าวโกรธเบิ่งดูพ่อออก นี่มันโกรธขึ้นมาเลยหรือ นี่แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า พระเณรเฮา(เรา)นี่มันอยู่ไหน มันบ่(ไม่)เห็นแม่นบ่(ใช่ไหม) มันอยู่ไสบ่ฮู้(ไหนไม่รู้)จักแล้ว อยู่นำเฮา(กับเรา) แล้วก็อยู่นำเฮา(กับเรา)ก็เอิ้น(เรียก)มันมาโกรธเบิ่งดูบัดนี้ เอามาโกรธเบิ่งดู โกรธเบิ่งดู มันบ่(ไม่)มา อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่า คนบ่(ไม่)ลืมตัว ความคิดที่มันเกิด โกรธขึ้นมาวูบเดียว คือเฮา(เรา)ลืมตัวเท่านั้น 

     

    เพิ่น(ท่าน)ยังสอนให้เฮา(เรา)จำเอาไว้ อย่าลืมตัว แล้วบัดนี้คัน(หาก)ว่าอย่าลืมตัว เพิ่น(ท่าน)ว่า อย่าเป็นคนมีตัวมีตน เขาว่ากันอีกตึ่มเด้(เพิ่มอีกนะ)นักธรรมะ นี่มีตัวมีตนแล้วนี่ มันสมมุติยังว่า เพิ่น(ท่าน)ยังว่า ให้เฮา(เรา)มาเบิ่ง(ดู)ที่ตรงนี้ ความเป็นมนุษย์ เครื่องวัดของความเป็นมนุษย์ ความหลุดพ้นอย่างสูงคือ หยุดความคิดที่มันสับสนวุ่นวายให้กายวาจาใจนี่ดิ้นรน หลุดอันนี้ได้ พอหลุดอันนี้ได้เป็นคนบ่มัก(ไม่ชอบ)ลืมตัว เป็นคนบ่(ไม่)ลืมตัวให้ว่าไป อันนี้เป็นสมบัติของมนุษย์อย่างสูง 

     

    การทำบุญทำทานก็คือ(เหมือน)กัน การรักษาศีลก็คือ(เหมือน)กัน หรือการทำกรรมฐานก็คือ(เหมือน)กัน แม้ที่สุดเรียกว่าเจริญวิปัสสนา มันจะมารวมจุดนี้ เมื่อมารวมจุดนี้แหละเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าความหลุดพ้น หลุดพ้นจากหยัง(อะไร) หลุดพ้นไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นก่อนจิ(จะ)รู้อันนี้อาศัยอันใด อาศัยญาณ อาศัยปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้วญาณเกิดขึ้นโลด(เลย) บ่แม่น(ไม่ใช่)ปัญญาที่ไปหาเงินหาทองบ่แม่น(ไม่ใช่)ปัญญาอันนั้นเด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)ปัญญาไปเรียนหนังสือ ปัญญาตัวนี้ปัญญาศรัทธาเด้(นะ) 

     

    ปัญญาเกิดมาด้วยศรัทธา ศรัทธาอยากรู้อยากเห็น อยากรู้อยากเห็นเป็นกิเลสบ่(ไหม) เป็น แต่ก็บ่(ไม่)เป็น คัน(หาก)เมื่อถึงที่สุดแล้วบ่(ไม่)เป็น ในขณะเมื่อมันอยากรู้อยากเห็นอยู่ก็เป็นกิเลส จึงว่ากามกิเลสเครื่องหมักดองอยู่ในสันดาน กิเลสนี้กิเลสดำก็มีกิเลสขาวก็มี อย่างที่ว่ามืดสีขาวกับมืดสีดำน่ะ บัดนี้คนทำบุญเอิ้น(เรียก)มืดสีขาว บัดนี้คนทำชั่วเอิ้น(เรียก)มืดสีดำ บัดนี้เฮา(เรา)กำลังอยากรู้อยากเห็นก็เป็นกิเลสบัดนี้ เมื่อเรารู้แล้วก็บ่(ไม่)เป็นกิเลสแล้ว โอ้มันมีความหมายมาหาอันนี้นี่เด้(นะ) ฮู้(รู้)จักทุกคน 

     

    เมื่อถ้าเฮายังบ่ทันฮู้(เรายังไม่ทันรู้)จักเดี๋ยวนี้ บ่(ไม่)ทันรู้เดี๋ยวนี้ว่า บ่(ไม่)ทำเป็นเดี๋ยวนี้ ความคิดนี้มันมีอยู่ต้องร้อยอันพันอย่าง ตั้งหมื่นล้านแสนล้านเท่าใดก็บ่ฮู้จักคำจิ(ไม่รู้จักคำจะ)ว่าแล้วมื้อ(วัน)หนึ่งคิดนี่ เฮาบ่(เราไม่)เคยรู้บ่(ไม่)เคยเห็นมัน บัดนี้เฮาจิ(เราจะ)ตายเด้(นะ)บัดนี้ ความคิดมันจิ(จะ)สั้นลง สั้นลง สั้นลง 

     

    จึงว่าเรามาหัดกันเบิ่ง(ดู)เดี๋ยวนี้ เป็นหยังคนจึงบ่(เป็นอะไรคนจึงไม่)อยากเอาจุดนี้มาเว้า(พูด) มีแต่สอนกันแต่เรื่องทำบุญ คัน(หาก)มาสอนกันอันนี้มันจะเป็นหยัง(อะไร) บ่(ไม่)อยากสอนกันเรื่องนี้ อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่าเป็นยอดของบุญ หรือเป็นแก่นแท้ของบุญ เป็นใจกลางของบุญ เป็นตัวศาสนา เป็นตัวพุทธศาสนา เป็นหัวใจพุทธศาสนา หรือว่าที่สุดก็เรียกว่านิพพาน อย่างที่จิตใจเฮา(เรา)มีอยู่ซือๆ(เฉยๆ)เดี๋ยวนี้ 

     

    อันนี้เพิ่น(ท่าน)ก็เปรียบไว้ทีหนึ่ง เหมือนเบรกรถหรือว่าสมอเกาะเรือไว้หรือว่าลูกตุ้มมันจิ(จะ)เกาะไว้ รถนี่ถ้ามันวิ่งเร็วๆ เร็วเข้าไปมันจิ(จะ)ลงคูลงคลองลงถนน ก็อาศัยเบรกมันไว้ เรือนี่คัน(หาก)เครื่องตายในน้ำในแจ้ง บ้านผมมันมีน้ำโขง เอาสมอลงทิ่มมันเกาะนั่นเกาะนี่ไว้มันจิบ่(จะไม่)ทางแล่น บัดนี้ตาชั่งตาชิงเฮา(เรา)นี่ถ้ามันหนักลูกตุ้มมันแล่นปิ๊วไปโลด(เลย) เพิ่น(ท่าน)ยังว่า เปรียบไว้เป็นสมอเกาะเรือ คนนี้ถ้าหากบ่(ไม่)มีจิตอันนี้ตายโลด(เลย) สัตว์ก็ตายโลด(เลย) ถ้ามันโกรธอยู่ตลอดมื้อ ๑๒ ชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืน ๒๔ ชั่วโมง ต้องตายโลด(เลย) ถ้ามันโลภอยู่ ๒๔ ชั่วโมงก็ตายโลด(เลย) ถ้ามันหลงอยู่ ๒๔ ชั่วโมงก็ตายโลด(เลย) ตายแท้ๆ สัตว์ก็ตาย คนก็ตาย 

     

    แล้วก็ยังว่าคนเอิ้น(เรียน)นิพพานนี้น่ะ นิพพานก็ยังมีหลายอย่าง นิพพานก็มีอยู่ในคน แต่สัตว์ก็มีแต่ว่าสัตว์บ่(ไม่)มีความสามารถที่จะเอามาใช้ได้ เพิ่นจึงเอิ้น(ท่านจึงเรียก) นิพพานชิมลอง นิพพานชั่วคราว นิพพานมั่นคง นิพพานคนนิพพานอันใดเพิ่น(ท่าน)ว่ากัน โอ้โห้มันตั้งมากตั้งมายที่สุด เรื่องนิพพานก็บ่(ไม่)สามารถที่จะเอามาเว้า(พูด)ได้ เพิ่น(ท่าน)สมมุติ ให้เฮา(เรา)มาเบิ่ง(ดู)จิตเบิ่ง(ดู)ใจเฮานี่ซือๆ นี่เด้(เฉยๆนี่นะ) นี่แหละคนเฮาบ่(เราไม่)เคยรู้อันนี้ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ยังเปรียบไว้อีกตึ่ม(เพิ่มอีก)หนึ่ง คนบวชมา ๑oo พรรษา ถ้าหากบ่(ไม่)เห็นสภาพหรือภาวะอาการเกิดดับอันนี้ คุณค่าของการบวชผู้นั้นผู้บวชมา ๑oo พรรษาบ่(ไม่)มีประโยชน์ใดทั้งหมดเลย การบวชของผู้นั้นเป็นหมัน บุคคลที่มาบวชมื้อ(วัน)เดียวนี้แหละว่าซั่น(นั่น) “รู้ เห็น เข้าใจ” สภาพหรือภาวะอาการ “เกิดดับ” อันนี้ ดีกว่ามีประโยชน์กว่าบุคคลผู้ที่บวชมา ๑oo พรรษาพุ่น(นู้น) บวชวันเดียวนี่เด้(นะ) 

     

    บัดนี้บุคคลผู้เกิดมา ๑oo ปี ถ้าหากมีอายุยืนอยู่ถึง ๑oo ปีเด้(นะ)บัดนี้ บ่(ไม่)เห็นสภาพหรือภาวะอาการเกิดดับอันนี้นั้น ชีวิตของผู้นั้นบ่(ไม่)มีประโยชน์บ่(ไม่)มีราคาบ่(ไม่)มีค่า ชีวิตเป็นหมัน บุคคลผู้ที่เกิดมามื้อ(วัน)เดียวนี่บัดนี้ มื้อ(วัน)เดียวนี้มันเฮ็ดหยังบ่ได้เด้(ทำอะไรไม่ได้นะ)คนเฮา(เรา) ฮู้(รู้) เห็น เข้าใจ ภาวะอาการเกิดดับอันนี้แล้ว ดีกว่ามีประโยชน์กว่าชีวิตของผู้ที่เกิดมา ๑oo ปีพุ่น(นู้น) อันคนเกิดมามื้อ(วัน)เดียวมันก็ขี้บ่(ไหม)ก็เยี่ยวบ่(ไหม) ขี้ใส่แข้งใส่ขา แม่ออก(โยมผู้หญิง)เคยเลี้ยงลูกบ่(ไหม) ขี้ใส่ขาแม่ออกก็มีแม่นบ่(ใช่ไหม) เยี่ยวใส่ขาก็มีแม่นบ่(ใช่ไหม) นี่แล้วมันจิเฮ็ดหยัง(จะทำอะไร)เป็น ว่าซั่น(นั่น) 

     

    อันเฮา(เรา)มานี่แหละ มาฟังผมว่าอยู่นี้นี่แหละ จึงว่ามื้อเดียวนี่แหละ ฟังแล้วเข้าใจโลด(เลย) ว่าให้เสียสละ เป็นลูกก็ต้องเสียสละให้พ่อให้แม่ให้อภัยพ่อแม่ เพิ่น(ท่าน)ว่า แล้วพ่อแม่ก็เสียสละให้ลูกให้หลานให้อภัย แล้วเฮา(เรา)เสียสละบ่(ไม่)ได้ สมมุติว่าแม่ว่าให้ลูกนี่ มึงอย่าไปเฮ็ด(ทำ)อันนั้นเด้(นะ) ไปเฮ็ดโลด(ทำเลย) บ่(ไม่)ได้เสียสละ บ่(ไม่)ได้คิดถึงบุญคุณของพ่อแม่ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ยังว่าไว้ตึ่ม(เพิ่ม) บุคคลหาได้ยาก บุพการีบุคคลผู้อุปการะมาก่อน กตเวที คัน(หาก)รู้แล้วก็บ่(ไม่)ตอบแทนเพิ่น(ท่าน) กตัญญูกตเวทีเพิ่น(ท่าน)ว่า อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน เพิ่น(ท่าน)ว่าให้รู้จักหน้าที่ บุญคุณของครูบาอาจารย์หรือใครๆ ก็ตาม ให้รู้จักจริงๆ ถ้าหากบ่(ไม่)รู้จักจริงๆ แล้ว มันเสีย ดังนั้นที่มานี่ก็เลยมาเล่าให้ฟัง เรื่องสมมุติบัญญัติ และปรมัตถ์บัญญัติ และอรรถบัญญัติ ควรให้รู้จักจริงๆ และเรื่องสวรรค์เรื่องนิพพานเรื่องนรกก็คือ(เหมือน)กัน ที่นำมาเล่าให้ฟังนี่.

     

    ...................



    ตั้งใจฟัง การฟังแล้วก็จดจำนำไปปฏิบัติ เพื่อให้มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) ให้มันเข้าใจอย่างคำพูดหรือคำเว้า บ่แม่น(ไม่ใช่)จำเอาแล้วเอาไปเว้า(พูด)ไปสอนผู้อื่น บ่แม่น(ไม่ใช่) เฮาบ่(เราไม่)ได้สอนให้จำเอาไปสอนผู้อื่น สอนให้เฮา(เรา)จำแล้วเอาไปปฏิบัติตัวเฮา(เรา)ให้มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) มันยัง(จึง)เข้าใจธรรมะ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่าไว้อันหนึ่งนำมาเล่าสู่ฟัง เพิ่น(ท่าน)ว่า พระพุทธไม่ใช่ทองคำ ทองคำเอามาก่อเป็นพระพุทธรูปก็บ่แม่น(ไม่ใช่) พระธรรมบ่แม่น(ไม่ใช่)ตัวหนังสือ บ่แม่น(ไม่ใช่)ตู้คัมภีร์ บ่แม่น(ไม่ใช่)ใบลาน พระสงฆ์บ่แม่น(ไม่ใช่)ผ้าเหลือง บ่แม่น(ไม่ใช่)ลูกชาวบ้าน บ่แม่น(ไม่ใช่) เฮาจิ(เราจะ)เอาบ่อน(ที่)ใดได้ เอาบ่อน(ที่)อันประพฤติดีปฏิบัติชอบ คือปฏิบัติออกจากทุกข์ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ทั้งหลาย เมื่อพูดถึงการปฏิบัตินั้นทำอย่างใดหรือเฮ็ดอย่างใด บ่แม่นเฮาจิ(ไม่ใช่เราจะ)มาเฮ็ดมาทำซือๆ(เฉยๆ) บ่แม่น(ไม่ใช่) วิธีที่ทำมาเบื้องแรก ดี แต่มันบ่(ไม่)เกิดปัญญา เช่น ให้ทานก็เป็นการปฏิบัติเป็นวิธีปฏิบัติคือ(เหมือน)กัน รักษาศีลก็เป็นการปฏิบัติเป็นวิธีปฏิบัติคือ(เหมือน)กัน นั่งสมาธิหลับตาภาวนา พุทโธบ้าง สัมมาอะระหังบ้าง พองยุบบ้าง อานาปานสติบ้าง เหล่านี้เป็นวิธีปฏิบัติทั้งนั้น แล้วแต่จริตนิสัยของคนบ่คือ(ไม่เหมือน)กัน 

     

    สำหรับจิ(จะ)นำมาเล่าสู่ฟังมื้อ(วัน)นี้ ตัวผมเองเคยทำมาวิธีที่เล่ามานี่ นับ ๑ ๒ ๓ นี้ถึง ๑o หายใจเข้าหายใจออกให้ถูก นับตั้งแต่ ๑o ลงมาถึง ๑ นับแต่ ๑ ไปถึง ๒o นับตั้งแต่ ๒o ลงมาถึง ๑ วิธีหมู่นี้เฮ็ด(พวกนี้ทำ)มาหมด แต่ได้ความสงบ ความสงบแบบนั้นแบบสงบบ่(ไม่)รู้สึกตัว นั่งไปนั่งมาแล้วก็ดูลมหายใจ หลง หลงลมหายใจ มันหลงมันก็เลยสงบ คำว่าหลงนี้คัน(หาก)ตามภาษาธรรมะเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)โมหะแล้ว แปลว่าไม่รู้จริงแล้ว หลงแปลว่าบ่(ไม่)รู้จริง เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    บัดนี้ผมได้มีความรู้ความเข้าใจที่นำมาเล่าสู่ฟัง วิธีที่ผมได้นำมาปฏิบัตินั้น นั่งตรงๆ หรือนั่งก็ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นอนทำก็ได้ อันนี้บ่(ไม่)สำคัญ นั่งเหยียดแข้งเหยียดขาก็ได้ นั่งห้อยเท้าก็ได้ นั่งขัดตะหมาดก็ได้ นั่งพับเพียบก็ได้ นั่งอย่างใดได้หมด มันไปถูกเอากับตำราที่เพิ่น(ท่าน)ว่าไว้ 

     

    ให้มี “สติ” กำหนด “รู้” ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” แล้วเพิ่นยังบ่พอปานนั้น(ท่านยังไม่พอเท่านั้น) ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว คำว่าคู้เหยียดเคลื่อนไหวนี้มันมากมัน หรือจิ(จะ)ไหวด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก็ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” 

     

    เมื่อพูดเช่นนี้ก็ยังบ่(ไม่)เข้าใจคนเฮา(เรา) เข้าใจบ่คือ(ไม่เหมือน)กัน เฮา(เรา)เลยคิดตามครูบาอาจารย์สอนเอาไว้ว่า มานั่ง นั่งดีๆ แล้วก็เอามือคว่ำลง พลิกมือช้าๆ ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” คว่ำมือลงช้าๆ ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” การเคลื่อนไหวอันนี้ บัดนี้ยกมือไป เอามือมา ให้มี “สติ” กำหนด “รู้” กำมือ เหยียดมือ อันนี้เป็นจังหวะง่ายๆ ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” อันนี้ สิ่งที่ละเอียดกว่าฮั่นเด้(นั่นนะ)บัดนี้ 

     

    พริบตา บัดนี้ละเอียดกว่าจังหวะที่กำมือ เหยียดมือ ยกมือไป เอามือมา ละเอียดเข้าไปอย่างซี้(นี้) มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” เหลือบซ้ายแลขวา มี “สติ” กำหนด “รู้” อันนี้ อันนี้ก็ยังหยาบอยู่ 

     

    บัดนี้ หายใจเข้า หายใจออก ละเอียดเข้าไปกว่าพริบตานี่นะ เหลือบซ้ายแลขวานี่ ลมหายใจละเอียดกว่า ลมหายใจเข้าทีแรกเฮา(เรา)ต้องทำลมแฮงๆ(แรงๆ) หายใจออกแฮงๆ(แรงๆ) หายใจเข้าแฮงๆ(แรงๆ) อันนี้ก็ชื่อว่ามันหยาบ อันนี้เฮา(เรา)พยายามดูลมหายใจ มันเคลื่อนไหว ดูไป มันก็ยังหยาบอยู่

     

    บัดนี้ที่ละเอียดกว่านั่นคือ ความคิด นี่เป็นวิธีปฏิบัติง่ายๆ แต่บ่(ไม่)ให้นั่งหลับตาอันนี้ คัน(หาก)หลับตาแล้วมันเป็นมายา มันหลอกลวง ตัวความคิดนี่มันหลอกลวง มันไวที่สุดความคิดนี่ มันแวบเข้า แวบออก มันคิด บ่(ไม่)เห็นอันนี้ บ่(ไม่)มีผู้อื่นจิรู้จิเห็นนำเฮา(จะรู้จะเห็นกับเรา) เฮาคิดไปไสมาไส(เราคิดไปไหนมาไหน) บ่มีไผสิฮู้สิเห็นนำเฮา(ไม่มีใครจะรู้จะเห็นกับเรา) 

     

    มันก็เลยไปตรงเอาหลักธรรมคุณว่า “สันทิฏฐิโก” อันผู้รู้จะพึงเห็นเอง “สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม” ว่าเป็นต้น พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว “สันทิฏฐิโก” อันผู้รู้จะพึงเห็นเอง “อะกาลิโก” ไม่ประกอบกาลและเวลา จะเป็นยุคใดสมัยใดก็ตามช่าง จะเป็นมื้อสายมื้อค่ำมื้อคืน(ตอนสายตอนค่ำตอนกลางคืน) เวลาลงเวลาบ่(ไม่)กำหนดได้ อันนี้แปลว่ามันคิดอยู่เสมอ ก็เลยมารู้ความคิดอันนี้ โอ้ความคิดนี้มันก็เป็นทุกข์ 

     

    คำว่า ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา นั้นเฮา(เรา)ต้องเห็นหยาบๆ มาเสียก่อน เห็นหยาบๆ คือ พลิกมือ คว่ำมือลง พลิกมือขึ้น ยกมือไป เอามือมา เหล่านี้แหละเป็นทุกข์ ตัวอิริยาบถเป็นทุกข์ อันนี้แหละอย่างพระพุทธไม่ใช่ทองคำพระ ธรรมบ่แม่น(ไม่ใช่)ใบลาน ผ้าเหลืองบ่แม่น(ไม่ใช่)ลูกชาวบ้าน บัดนี้พระพุทธรูปนี้ไปบังพระพุทธ พระธรรมตัวหนังสือนี่ไปบังคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ อันผ้าเหลืองก็คือ(เหมือน)กันก็ไปบังพระสงฆ์ เฮา(เรา)ก็เลยบ่(ไม่)เห็น มันบังกันไว้ 

     

    พระสงฆ์พระพุทธพระธรรมอยู่ไส(ไหน) เฮาบ่(เราไม่)เห็น เพราะว่ามันบังกันไว้เข้า ไปติดหมู่(พวก)นี้ อันไปเห็นตัวทุกขัง ตัวอนิจจัง ตัวอนัตตา นี่แหละมันหยาบๆ เมื่อเห็นอันนี้แล้วก็เข้าใจเลยทีเดียว เข้าใจแท้ๆ เข้าใจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าใจ เข้าใจจริงๆ ไผจิ(ใครจะ)มาว่ามาเถียงก็ตามช่างขเจ้า(พวกเขา) บ่(ไม่)ได้ไปยึดไปถือคำพูดของคนเหล่านั้น มารู้อยู่เฉพาะตัวเอง 

     

    เมื่อมารู้ตัวเองแล้ว มันก็แก้ปัญหาตัวเองได้ แก้ทุกข์ตัวเองได้ เห็นทุกข์ พริบตาก็เป็นทุกข์ เพราะมันเป็นธรรมชาติของมัน มันเป็นธรรมชาติของมันนี้คือเฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักทุกข์เท่านั้นแหละ คือเฮา(เรา)ก็เลยว่า หายใจก็สบายอยู่นี่แล้ว เคลื่อนไหวไปมาก็สบายอยู่ เฮา(เรา)เลยบ่(ไม่)ได้เข้าใจเรื่องทุกข์อันนี้ เฮา(เรา)เลยไปเอาทุกข์นั้นเป็นสุข หายใจเข้าหายใจออกก็เป็นทุกข์ เข้าใจอันนี้ 

     

    ทุกข์นั้นจึงมีอยู่ ๔ ชั้น 

    ๑. กำมือเหยียดมือ เป็นทุกข์ 

    ๒. พริบตา เป็นทุกข์ 

    ๓. หายใจ เป็นทุกข์ 

    ๔. ตัวคิด เป็นทุกข์ 

    จึงว่า ความรู้นั้นจึงมีอยู่ ๔ ระดับที่ว่าให้ฟัง 

    การตรัสรู้ก็มี ๔ ระดับ 

    ความหลุดพ้นก็มีอยู่ ๔ ระดับด้วยกัน 

     

    อันที่เว้า(พูด)ให้ฟัง อันนี้บ่(ไม่)ได้ไปอาศัยจำจากคำพูดนั้นคำพูดนี้เว้า(พูด) บ่(ไม่) บ่(ไม่)ไปจำ รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง ตามแนวพระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ เฮา(เรา)ก็เรียกว่าสาวก สาวกพุทธะ เดินไปตามพระพุทธเจ้า เรียกว่าย่าง(เดิน)ไปตามหลังเพิ่น(ท่าน)ก็ได้ หรือว่าเพิ่น(ท่าน)สอนไว้แล้ว เฮา(เรา)ปฏิบัติตามแบบของเพิ่น(ท่าน) ว่านั้นก็ได้ 

     

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เลยบ่(ไม่) บ่(ไม่)คิดว่านรกอยู่ใต้ดินสวรรค์อยู่บนฟ้า ก็เลยบ่(ไม่)คิด เพราะมันเห็น ก่อนจิ(จะ)เห็นอันนี้มันต้องอาศัยการปฏิบัติอย่างที่ว่ามาแล้ว อย่างที่ว่าให้ฟังนี่คือว่า อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติ ปฏิบัติเรื่องอื่นนั้นบ่(ไม่)เกิดปัญญา บ่(ไม่)รู้บ่(ไม่)เห็นบ่(ไม่)เข้าใจเรื่องนี้ บัดนี้ปัญญามาแล้ว ปัญญามาแล้วญาณมันเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเป็นตัวศรัทธา 

     

    ตัวศรัทธาตัวนี้ ศรัทธาอยากรู้อยากเห็น หรือศรัทธาอยากเว้า(พูด) โอ้มันก็หลายศรัทธาคำว่าศรัทธา แต่ตัวของผม ผมบ่(ไม่)ได้คิดว่าอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจอยากรู้ว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องอันใดจริง พระพุทธเจ้าสอนเรื่องอันใดจริง อยากรู้อันนี้อยากเข้าใจอันนี้ บาปคือหยัง(อะไร) บุญคือหยัง(อะไร) อยากรู้อยากเห็นอยากเข้าใจอันนี้ อยากรู้จริงๆ เพราะว่าได้ทำบุญให้ทาน ได้รักษาศีล โอ๊ยได้เฮ็ดม(ทำ)าทุกอย่างแล้ว มันบ่(ไม่)เข้าใจ บุญก็นึกว่ามันอยู่ที่อื่นพุ่น(นู้น) บาปก็นึกว่ามันอยู่ที่อื่นพุ่น(นู้น) มันเป็นอย่างนั้น 

     

    จึงว่านำมาเล่าสู่ฟังมื้อ(วัน)นี้ บ่(ไม่)ให้เชื่อ ให้ปฏิบัติเอาเอง บาปหนักที่สุดในโลกคือ ตัวบ่(ไม่)รู้ความคิดนี่แหละ ตัวมันคิดออกไปแวบ เฮาบ่(เราไม่)เห็นเฮาบ่(เราไม่)รู้อันนี้แหละ ตัวคิดนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)จิตใจมันคิด จิตใจเป็นบาปบ่(ไหม) บ่แม่น(ไม่ใช่) จิตใจเป็นตัวทุกข์บ่(ไหม) ก็บ่แม่น(ไม่ใช่) อันว่าทุกข์กับบาปกับมืดมันเป็นคำเดียวกันกับคำว่าบ่(ไม่)รู้กับโง่นี่ แต่ว่ามันเป็นชั้นเป็นคล้ายๆ คือเฮา(เรา)เอาผ้ามาทบไว้มันเป็นชั้นเป็นชั้นไป มันหลายชั้นหลายหลืบ ให้ว่าเว้า(พูด)กันก็ช่างเถอะ 

     

    บาปคือตัวบ่(ไม่)รู้ความคิด มันคิดขึ้นมาแวบเดียว เฮาบ่ฮู้เฮาบ่เห็นเฮาบ่เข้าใจ(เราไม่รู้เราไม่เห็นเราไม่เข้าใจ) อันบ่ฮู้อันบ่เห็นอันบ่เข้าใจนั้นมันเป็นบาปแล้ว เป็นบาปว่าซั่น(นั่น) ทำไมจึงว่าบาปว่าซั่น(นั่น) มันดีใจมันเสียใจนี่ มันคิดขึ้นมาแล้วเฮาบ่เห็นบ่ฮู้(เราไม่เห็นไม่รู้) 

     

    บัดนี้มันคิดขึ้นมาปุ๊บ เห็นปั๊บ คือ(เหมือน)แมวจับหนู หรือคือ(เหมือน)นักมวยขึ้นในเวที คือ(เหมือน)ลูกบอลอยู่ในสนามหญ้า ใครเข้าไปก็เตะโลด ลูกบอลต้องกลิ้งอยู่นั่นแหละ ความคิดอยู่นี่ก็เหมือนกัน มันต้องหมุนตัวมันอยู่อย่างซั่น(นั้น) ความคิดนี่เหมือนกับน้ำ  

     

    จึงว่าอาศัยความคิด คิดปุ๊บ-รู้ปั๊บ คล้ายๆ คือ(เหมือน)ว่าสองคนนอนเคียงกันอย่างซี้(นี้) คนหนึ่งพลิกทีขึ้น-ก็รู้ คนหนึ่งพลิกทีขึ้น-ก็รู้ ทุกคนพลิกทีขึ้น-ก็รู้ รู้เดียวกัน ที่นักมวยเขาจะไปเป็นแชมป์เปี้ยน เขาเปรียบเทียบให้ฟัง คัน(หาก)ผู้ใดไวที่สุดก็ชก พอดีพลิกทีก็ชกดวงตาโลด(เลย) มันสายตามันไปก่อน 

     

    แต่บ่(ไม่)ได้เป็นนักมวยอันนี้ ผมบ่(ไม่)ได้เป็นนักมวย เธอจะเป็นนักมวยต้องพยายามนะ อยู่บ้านใดหรือ อยู่อำเภอใด จังหวัดใด พ่อชื่อว่าอย่างใด แม่แด่ อายุจัก(กี่)ปีแล้ว เรียนหนังสือจบชั้นใด อ้อมาปฏิบัติธรรมะตัวน้อยๆ ก็ดี นี่เธอจะเป็นแชมป์เปี้ยนต้องเร็วอย่างที่หลวงพ่อนี่แหละ พอดีเบิ่ง(ดู)สายตามันพริบขึ้นแล้วมันจิ(จะ)ชกเฮา(เรา) ใช้ดวงตาแล้วชกก่อนแล้วเฮา(เรา)ตามหลีก อันนี้แปลว่า ฝึก 

     

    ฝึกวิธีปฏิบัติ บ่(ไม่)ได้ยากจักน้อย(สักหน่อย) บ่(ไม่)ได้เกี่ยวข้องเรื่องมีเงินมีทอง บ่(ไม่)ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทุกข์เรื่องจน บ่(ไม่)ได้เกี่ยวข้องกับเพศนั้นเพศนี้ เพศเจ้าหัว(พระ)ก็ปฏิบัติได้เพศจั่ว(เณร)ก็ปฏิบัติได้ แม่ขาวแม่ดำปฏิบัติได้ทั้งนั้นเรื่องนี้ มันบ่(ไม่)มีครูบ่(ไม่)มีตำรับตำราอันนี้ เบิ่ง(ดู)อยู่นี่แหละ พอดีมันคิดปุ๊บ-มันรู้ทันที อันรู้นั้นท่านเอิ้น(เรียก)ว่ากุศลหรือว่าฉลาด เพิ่น(ท่าน)ว่ากุศลหรือว่าฉลาด ความฉลาด ความคล่องแคล่วว่องไว ปัญญา เมื่อทันผ่านกันแล้ว มันมีญาณ 

     

    จึงว่าญาณนี้จะค่อยพัฒนาขึ้นไป พัฒนาขึ้นไปไหลไปเหมือนดังน้ำสายเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตามบ้านเฮา(เรา)นี่ มันไหลลงมาใส่แม่น้ำใหญ่ๆ อย่างบ้านผมนี่มันต้องไหลไปลงน้ำของ น้ำของนี่บ่(ไม่)รู้จัก น้ำโขงว่าตามตัวหนังสือเพิ่น(ท่าน)ว่าน้ำโขง แต่ความจริงบ้านผมเรียกว่าน้ำของ ว่ามันเสียงบ่คือ(ไม่เหมือน)กันสำเนียงบ่คือ(ไม่เหมือน)กัน น้ำของนี่มันจะไหลไปสู่ทะเล เมื่อลงทะเลแล้วก็ไปว่าแม่น้ำใหญ่ อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน คนรู้อันนี้จริงๆ รู้อันนี้มันจะค่อยรู้ไป รู้ไป รู้ไปมันจิ(จะ)ไปถึงที่สุด เขาเลยเอิ้น(เรียก)ความหลุดพ้น 

     

    อันถึงที่สุดนั่น เขาจะเอิ้น(เรียก)ความหลุดพ้น อันญาณมันเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยนั้น ค่อยญาณมันเกิดขึ้น มันจะพ้นไปหมด พ้นไปจากหยัง(อะไร) พ้นไปจากความชั่วเว้า(พูด)สันๆ คัน(หาก)ว่าให้มันมาก พ้นไปจากการไหว้ผี พ้นไปจากการไหว้เทวดา พ้นไปจากการดูฤกษ์งามยามดี พ้นไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง พ้นไปจากเงินทองหรือสิ่งที่สมมุตินี่พ้นไปหมด พ้นไปจริงๆ เรื่องสมมุตินี่พ้นไปจริงๆ นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า ญาณอันนี้มันไหลไปให้พ้นไปแท้ๆ อันนี้แหละความหลุดพ้น แต่ทีแรกมันต้องพ้นไปเรื่องน้อยๆ ซะก่อน 

     

    ดังนั้นการปฏิบัตินี่มันต้องปฏิบัติจริงๆ วิธีก็เล่าให้ฟังแล้ว เดินจงกรมนี่ เดินไปเดินมา อันเดินจงกรมนี่ก็ไปว่าย่าง(เดิน) อย่าอยากรู้อย่าอยากเห็น เฮ็ดซือๆ(ทำเฉยๆ) มันคิดแล้วก็แล้วไป เฮา(เรา)เดินก้าวไปก้าวมานี่ รู้จักก็ช่าง บ่(ไม่)รู้จักก็ตามมัน มันหากจิ(จะ)เป็นเอง เหมือนดังเม็ดข้าว เม็ดข้าวเปลือกเฮา(เรา)นี่ ข้าวเจ้าก็ช่างข้าวเหนียวก็ตามข้าวอันใดก็ตามช่างแล้ว ข้าวบ้านผมเรียกว่าข้าว ว่าตามภาษาเพิ่น(ท่าน)ว่าข้าว คัน(หาก)เม็ดข้าวอ้วนข้าวเต็มแล้วเอาไปวางลงดินแล้วมันชุ่มมันเย็นแล้วแตกหน่อขึ้นมาจริงๆ รับรองได้ 

     

    แต่ว่าเม็ดข้าวนั้นมันจิบ่(จะไม่)แตกพร้อมกัน เพราะเม็ดข้าวนั้นมันเมล็ดแก่เมล็ดอ่อน เมล็ดอ้วนดีเมล็ดบ่(ไม่)อ้วนดี เมล็ดตึ่ง(เต็ม)ดีเมล็ดบ่ตึ่ง(ไม่เต็ม)ดี เอาไปวางลงดินมันจิบ่(ไม่)พร้อมกัน อันนี้ก็ตามความเพียรหรือตามสติกำลังของคนผู้ปฏิบัติบ่คือ(ไม่เหมือน)กัน บัดนี้บางเมล็ดแตกขึ้นมาแล้วตรงเปี๊ยะซือ(เฉยๆ)ขึ้นไปโลด(เลย)ก็มี บางเมล็ดแตกออกไปแล้วงอๆ แงๆ ไปก็มี มันจะเป็นอย่างนั้น หน่อข้าวเอามาคัน(หาก)เม็ดข้าวลีบอย่าเอาไปวางไว้ ร้อยวันพันปีก็บ่(ไม่)แตก บ่(ไม่)งอกออกมาแท้ๆ ก็เปื่อยทิ้งซือๆ(เฉยๆ)เม็ดข้าวลีบเปื่อย มันบ่(ไม่)มีใน 

     

    อันการปฏิบัติก็คือ(เหมือน)กัน คันบ่(ไม่)มีในแล้ว บ่(ไม่)มีความรู้ บ่(ไม่)ออกหน่อ บ่(ไม่)ออกแท้ๆ เพราะว่าปฏิบัติซือๆ(เฉยๆ) เฮ็ดไปซือๆ(ทำไปเฉยๆ) บ่ได้เฮ็ดหยัง(ไม่ได้ทำอะไร) เฮ็ด(ทำ)เพียงตัวนี้เดินไปเดินมา เฮ็ด(ทำ)จังหวะก็ไปๆ มาๆ แต่จิตใจมันคิดไปร้อยแปดพันประการ บ่ทันฮู้(ไม่ทันรู้)บ่(ไม่)ทันเห็นใดทั้งหมด นี่ให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะ เป็นของง่ายสำหรับผู้ที่มีปัญญา เป็นของยากสำหรับคนที่บ่(ไม่)มีปัญญา คนมีปัญญาพูดว่ากันแล้วรู้เรื่อง คนบ่(ไม่)มีปัญญานั้นพูดกันเท่าใดก็บ่(ไม่)ค่อยรู้เรื่อง 

     

    ดังนั้นผีกับคนเว้า(พูด)กันก็บ่(ไม่)รู้เรื่อง ผีกับผีมันต้องเว้า(พูด)กับผี คนกับคนมันต้องเว้า(พูด)กับคน เทวดากับเทวดามันต้องเว้า(พูด)กับเทวดา หรือมนุษย์กับมนุษย์มันต้องเว้านำ(พูดด้วย)กันรู้ ตัวอย่างเพิ่น(ท่าน)สอนอย่างนั้น อย่างที่พระอริยบุคคลเพิ่น(ท่าน)ก็ต้องเว้า(พูด)กับพระอริยบุคคล พระอริยบุคคลไปเว้า(พูด)กับผีก็บ่(ไม่)รู้กัน แต่พระอริยบุคคลรู้ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ยังเปรียบไว้อีกตึ่ม(เพิ่มอีก) เป็นข้อๆ ไปเพิ่น(ท่าน)ว่า มีสองคนนำ(ด้วย)กันเป็นเพื่อนที่รักกัน ไปรักษาศีลทำบุญให้ทานอันใดทำกันพร้อมกันอยู่นั่นแหละตลอดมา ผู้หนึ่งบริสุทธิ์ ผู้หนึ่งบ่(ไม่)บริสุทธิ์ ตายแล้วแยกทางกันเดินโลด(เลย) ผู้หนึ่งไปเกิดเป็นเทวดา ว่าซั่น(นั่น)ผู้ดีผู้บริสุทธิ์นั้น ผู้บ่(ไม่)ดีผู้บ่(ไม่)บริสุทธิ์นั้นตายแล้วไปเป็นหนอนอยู่นำ(กับ)ห้องส้วมของพระ บ่แม่น(ไม่ใช่)ส้วมหนอนแล้วส้วมถ่ายอุจจาระนั่น บัดนี้เสาะหากันก็บ่(ไม่)เห็นกันแล้ว บัดนี้มันแยกทางกันแล้วเด้(นะ)นี่  

     

    การปฏิบัติธรรมมะก็คล้ายคือ(เหมือน)กัน เว้า(พูด)กันบ่(ไม่)รู้เรื่อง คล้ายๆ คืออย่างซั่น(นั้น) บัดนี้ผู้เป็นหนอนก็หาเสี่ยว(เพื่อน)ผู้เป็นเทวดา แล้วผู้เป็นเทวดาก็เสาะหาผู้เป็นหนอน แต่บ่ฮู้(ไม่รู้)จักกัน ว่าผู้ใดไปไสบ่ฮู้(คนไหนไปไหนไม่รู้)จักกัน เหมือนกับทะเลนี่สมมติเอา น้ำทะเลมันกว้างเสาะหากันบ่(ไม่)เห็น เหมือนกับเข็มเสาะเข็มในทะเลเอามือไปลูบแล้วมักปักมือก็เลยฮู้(รู้)จักว่าเข็ม บัดนี้ผู้เป็นเทวดามีโอกาสมากมีเวลามากก้มหน้าลงมา ได้เห็นเสี่ยว(เพื่อน)ไปเป็นหนอนอยู่ห้องส้วมของพระกินอุจจาระอยู่ 

     

    ก็เลยมาถาม “เสี่ยวมาเฮ็ดหยัง(เพื่อนมาทำอะไร)อยู่นี่” ‘โอ้เฮา(เรา)มาอยู่นี่นานแล้ว’ ถามไป ‘มาจากไหนเสี่ยว(เพื่อน)’ “โอ้เฮา(เรา)มาแต่(จาก)เมืองสวรรค์” ‘โอ้เมืองสวรรค์เป็นจังได๋เสี่ยว(อย่างไรเพื่อน)’ ก็ถาม “โอ้สบายเสี่ยว(เพื่อน) โอ้เสี่ยว(เพื่อน)อยู่นี่เป็นจังได๋(อย่างไร)อยู่นี่” ‘ก็สนุกดี’ นี่มันสนุกทุกคนเด้(นะ) ความสนุกจึงบ่คือ(ไม่เหมือน)กัน ความสบายก็บ่คือ(ไม่เหมือน)กัน มันสบายคนละแบบให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) หนอนมันก็สบายแบบหนึ่ง เทวดามันก็สบายแบบหนึ่ง เว้าบ่(พูดไม่)รู้เรื่องกันเลย คือ(เหมือน)ตาบอดคลำช้างนี่แหละ บ่(ไม่)รู้เรื่อง 

     

    บัดนี้ผู้เป็นเทวดานั่น “อันนี้มันสนุกอย่างใดเสี่ยว(เพื่อน)” ‘โอ้สนุก’ “สนุกอย่างใด” ‘มันมีทุกสิ่งทุกอย่างเสี่ยว(เพื่อน) บ่(ไม่)ได้นึกได้ฝัน มันมีอยู่ตลอดเวลานี่’ “โอ้ขี้ว่านี่เสี่ยว(เพื่อน) ของชั่วว่านี่ขี้นี่ โอ้ขี้นี่เสี่ยว(เพื่อน) ว่าขี้” ว่าซั่น ‘เมืองสวรรค์ว่าให้ฟังซิมันเป็นจังได๋(อย่างไร)เสี่ยว(เพื่อน)’ “โอ้เมืองสวรรค์สะดวกสบายเสี่ยว(เพื่อน) มีเครื่องทิพย์ของทิพย์” ‘อันความเป็นทิพย์นั่นว่าให้ฟังเด้เสี่ยว(นะเพื่อน)’ ว่าซั่น(นั่น) ก็เลย “โอ้อยากได้เสื้ออยากได้ผ้าอยากได้บ้านอยากได้เรือนอยากได้แก้วแหวนเพชรนิลจินดา นึกๆ เอาแล้วก็ได้หมดเสี่ยว(เพื่อน) บ่(ไม่)ต้องทำ” ว่าซั่น(นั่น) 

     

    ‘โอ้เสี่ยว(เพื่อน)เอ้ย’ นี่มันปาน(ขนาด)นั้น ‘ปัดโธ่ยังได้นึกได้ฝันเอาอยู่นี่ ยังได้นึกนี่ ทุกข์เอานี่’ นี่ผู้เป็นหนอนว่าให้ ‘นึกเอาแล้วได้ ปัดโธ่ กูอยู่นี่บ่(ไม่)ได้นึกเอาหยังจักน้อย(อะไรสักหน่อย)’ ว่าซั่น(นั่น) “ว่าไปอยู่เมืองสวรรค์กันบ่เสี่ยว(ไหมเพื่อน) อันนี้ขี้นี่” ‘บ่(ไม่) บ่ไป เมืองสวรรค์มีขี้บ่(ไหม)’ คัน(หาก)ถามผู้เสี่ยว(เพื่อน) “มันจะมีขี้หยัง(อะไร) มันบ่(ไม่)ได้กินเด้(นะ) มันของทิพย์เด้เสี่ยว(นะเพื่อน)” ‘โอ้ยคันบ่(ไม่)มีขี้ให้กูกินกูก็ไปกับมึงบ่(ไม่)ได้แล้ว ก็กูกินขี้’ ว่าซั่น(นั่น) แล้วหัวก็กระดิกลงกองขี้ฮั่นโลด(นั่นเลย) นี่ความสนุกของหนอนมันต้องกินขี้ ความสนุกของเทวดามันต้องกินอาหารทิพย์ มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    อันนี้ก็เสมือนว่า การปฏิบัติธรรมะต้องรู้จักจริงๆ ดังนั้นผีกับคนนั้นมันเว้า(พูด)กันบ่(ไม่)ได้ ให้ว่าผีนี่มันดื้อรั้นไปพอมันต่างหาก แต่ผีเห็นบ่(ไหม) บ่(ไม่)ได้เห็นผีเด้(นะ)เดี๋ยวนี้ พ่อใหญ่ขำเห็นผีจักเทื่อบ่(สักครั้งไหม) บ่(ไม่)เห็นผี ได้ยินแต่เพิ่น(เขา)ว่าผีแม่นบ่(ใช่ไหม) เออนั่นแหละ อ้าวพ่อใหญ่ขาวนี่เห็นผีจักเทื่อบ่(สักครั้งไหม) บ่(ไม่)เห็นจักเทื่อแม่นบ่(สักครั้งใช่ไหม) อ้าวแม่ขาวหรือผู้ใดเห็นผีจักเทื่อหนึ่งบ่(สักครั้งหนึ่งไหม) คัน(หาก)ว่าแม่ออก(โยมผู้หญิง)เห็นผีจักเทื่อบ่(สักครั้งไหม) บ่(ไม่)เห็น คัน(หาก)มีแต่คนว่าผีแม่นบ่(ใช่ไหม) เฮา(เรา)ใส่พระเห็นผีจักเทือบ่(สักครั้งไหม) มีแต่คนว่าผีแม่นบ่(ใช่ไหม) แน่ะ

     

    อันผีนี้รู้จักบ่(ไหม) มันคือผีนี่ คนดื้อคนรั้นเขาว่าคือผี(เหมือนผี) คนเว้า(พูด)ยากสอนยากเขาว่าผี อันผู้ชายเขาว่าอ้ายนี่คือผี อ้ายผี แต่คือ(เหมือน)ผีแต่หากบ่แม่น(ไม่ใช่)ผี อ้ายผีมันอ้าย(พี่)ของพี่เด้(นะ)นี่ อ้าย(พี่)ของผีมันเฮียน(เรียน)ยากกว่าผีอีกเด้(นะ)บัดนี้ นางนี่คือผี ว่าซั่น(นั่น) คือซือๆ(เหมือนเฉยๆ) หากบ่แม่น(ไม่ใช่)ตัวผี มันก็คือผี พระเณรก็เป็นอย่างซั่นเด้(นั่นนะ)บัดนี้ ก็คือ(เหมือน)ผีคือ(เหมือน)กันแม่นบ่(ใช่ไหม) นั่นแหละผีจึงว่าคือตัวคนเว้า(พูด)ยากพูดยากสอนยากตัวผีอันนั้น ให้ว่าผีนี่มันเว้า(พูด)ยาก ให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) 

     

    การปฏิบัติธรรมะ ถ้าหากเป็นผีแล้วบ่(ไม่)มีโอกาสบ่(ไม่)มีเวลาที่จะพบกับธรรมะได้ ดังนั้นคนเป็นผีนี้จึงทำความเดือดร้อนทำความวุ่นวายให้กับตัวเองมากที่สุด ตัวเองนี่มันเดือดร้อน เมื่อความเดือดร้อนเฮา(เรา)มีแล้วเอาความเดือดร้อนของเฮา(เรา)นี่แหละไปจับให้หมู่(เพื่อนๆ) หมู่(เพื่อนๆ)คอยเดือดร้อนเพราะเฮา(เรา) เฮา(เรา)ฮ้อน(ร้อน)แล้วจับไฟไปให้หมู่(เพื่อนๆ) หมู่(เพื่อนๆ)จับก็ฮ้อนอีกตึ่ม(ร้อนเพิ่มอีก) 

     

    บัดนี้เฮาบ่ฮ้อน(เราไม่ร้อน) เฮาอยู่ซือๆ(เราอยู่เฉยๆ)บัดนี้ เฮาอายู่บ่อน(ที่)เย็น เฮา(เรา)จับเอาน้ำไปให้หมู่ หมู่ก็ได้จับน้ำเย็นนำ(ด้วย)กัน เฮาอยู่เย็นๆ แล้วหมูก็อยู่เย็นๆ นำ(ด้วย)กัน มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) อันนี้ให้เข้าใจเอาไว้ การปฏิบัติธรรมะบ่(ไม่)ได้ยาก บ่(ไม่)ได้ยากจักน้อย(สักหน่อย) สบาย ความสบายเป็นจังได๋(อย่างไร) โอ้มันสบายคือ มันบ่(ไม่)มีทุกข์ อันมันบ่(ไม่)มีทุกข์บ่(ไม่)มีสุข เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)สบาย อันสบายนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่านิพพาน 

     

    อันนิพพานนี้เพิ่น(ท่าน)ว่า ความหลุดพ้นไปทุกสิ่งทุกอย่าง ใครว่าหยัง(อะไร)ก็รู้จัก แก้ปัญหาตัวเองแล้วก็แก้ปัญหาสังคม การแก้ปัญหานั้นบ่(ไม่)ไปแก้ผู้อื่น แก้ตัวเฮา(เรา)ก่อน เมื่อแก้ตัวเฮา(เรา)แล้วก็แล้วไปเลย เรื่องความโกรธความโลภความหลงนี่ โอ๊ยอันนี้มันทุกข์ที่สุดแล้ว ยากที่สุดแล้ว เหมือนกับกำมือเหยียดมือนี่อยากที่สุด ถ้าหากว่า บ่(ไม่)เห็นความโกรธความโลภความหลงเฮา(เรา)แล้วก็ โอ้ยบ่(ไม่)มีโอกาส บ่(ไม่)มีเวลา บ่(ไม่)มีแท้ๆ จิ(จะ)รู้ธรรมะ ธรรมะอะไร ก็มันบังไว้แล้วเด้(นะ) 

     

    ความโกรธความโลภความหลงบังแล้วเด้(นะ) มันก็ร้ายที่สุดแล้วนี่ ว่าสัตว์ก็ได้ ว่าคนก็ได้ ว่าหยัง(อะไร)ก็ได้หมด สัตว์ก็มีอันโกรธอันโลภอันหลง คนก็มีอันโกรธอันโลภอันหลง แต่มนุษย์ก็มีน้อยลดลงไปโลด(เลย) เพราะมันหลุดพ้นไปแล้วมนุษย์ มนุษย์จึงว่าเป็นผู้ที่สามารถจะเอาชนะทุกข์ได้ ว่ามนุษย์สมบัติ มันเป็นสมบัติของมนุษย์เด้(นะ) มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ สวรรค์นิพพานมันเป็นสมบัติของมนุษย์ 

     

    บัดนี้คนสมบัติสัตว์สมบัติ เพิ่นบ่(ท่านไม่)ว่าให้ฟังอย่างซั่น(นั้น) ว่ามนุษย์ มนุษย์จึงว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง มีความสามารถที่จะปฏิบัติให้ รู้แจ้งรู้จริงได้ รู้ได้จริงๆ หลุดพ้นจริงๆ ญาณเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าหากว่าฟังแล้วบ่(ไม่)ปฏิบัติ ไปนอนอยู่ก็บ่(ไม่)รู้อันนี้ ปฏิบัติอยู่ก็ตามคันบ่(หากไม่)มีสติอยู่ก็บ่(ไม่)รู้คือ(เหมือน)กัน มันเป็นอย่างซั่นเด้(นั่นนะ) ดังนั้นจึงว่าการปฏิบัติธรรมะจึงเป็นสิ่งสบายแก่ผู้มีปัญญา ผู้บ่(ไม่)มีปัญญานั้นยาก 

     

    ผู้มีปัญญานั้นใด รู้แล้วมันสบาย ไปไส(ไหน)มาไส(ไหน)มันสบาย มันบ่(ไม่)เกี่ยวข้องมิหยัง(อะไร)นี่ มันเป็นอย่างซั่น(นั่น) ไผจิว่าจังได๋(ใครจะว่าอย่างไร) ก็รู้เท่ารู้ทัน รู้จักกันรู้จักแก้ รู้จักคำพูดของคนอีกเสียด้วย แล้วก็รู้จิตใจเจ้าของ(ตัวเอง)อีกเสียด้วยนี่ จิตใจเขาเจ้าของ(ตัวเอง)มันคิดอย่างใดก็รู้ รู้จริงๆ เรื่องนี้ นี่แหละการรู้ บ่แม่น(ไม่ใช่)ว่ารู้อย่างอื่น รู้ตายแล้วไปเกิดชาตินั้นไปใช้หนี้ใช้สิน อันนั้นเรื่องอันนั้นเอาไว้เสียก่อน อย่าเอามาเว้าเทื่อ(พูดที) มันเป็นอดีตมันเป็นอนาคต 

     

    พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันธรรม “เห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้นๆ อย่างแจ่มแจ้งไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน เขาผู้นั้นควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้” พอกพูนก็หมายถึง พยายามทำความรู้ความเข้าใจสิ่งกับนั้น อย่าไปคิดอันใดมาก รู้อันใดก็บ่(ไม่)มีประโยชน์ อันรู้ที่ไปพูดอันนั้นอันนี้ อันนั้นมันเป็นการแตกฉาน มันเป็นการแตกฉานของปัญญาคน ที่เว้า(พูด)ให้ฟังนี่มันก็มาก แต่ความจริงแล้วน้อย น้อยเพราะอย่างใด เพราะว่าสอนให้ฟังมี ๔ ข้อเท่านั้น ท่านจึงว่าอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ อยู่นี่ 

     

    อริยสัจ ๔ นี่ สัจจะ ๔ ข้อนี้มีอยู่ อริแปลว่าข้าศึก ยะแปลว่าพ้นไป พ้นไปทั้ง ๔ ข้อนี้แหละ อันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) ความหลุดพ้น หากบ่(ไม่)เข้าใจกัน ต้องปฏิบัติเบิ่ง(ดู) รับรองได้ ในตำราเพิ่น(ท่าน)สอนเอาไว้ว่า ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างถูกต้อง “อย่างนานไม่เกิน ๗ ปี อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างไวที่สุดนั้นนับตั้งแต่มื้อ(วัน)หนึ่งถึง ๗ มื้อ(วัน) หรือ ๑๕ มื้อ(วัน)” 

     

    ปฏิบัติให้มันติดต่อกันคือ(เหมือน)ลูกโซ่นี้ อานิสงส์มีอยู่ ๒ ประการ ตำราเด้(นะ)นี่ ผมบ่แม่น(ไม่ใช่)นักธรรมเอกบ่(ไม่)จบหลักสูตรนั้น หนึ่ง.เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันภพนี้ หากบ่(ไม่)ได้เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันภพนี้นั้น ต้องเป็นพระอนาคามี พระอนาคามีตายจากชาตินี้แล้วไปเกิดเป็นรูปอยู่ในภพพรหมนั่น ใกล้ๆ กับประตูจะเข้านิพพานนั้น 

     

    อันนี้บ่(ไม่)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ถ้าหากผู้ใดเจริญสติแบบเคลื่อนไหว มีสติ ติดตามกำหนดรู้ในอิริยาบถทุกอิริยาบถ อย่างที่ว่ามาแล้วนั้น อิริยาบถเห็นด้วยตาก็ได้ บ่(ไม่)เห็นด้วยตาก็ได้ รับรอง “อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี รับรองได้ อย่างกลางอ้าวปีหนึ่ง ๓๖๕ มื้อ(วัน) อย่างไวที่สุดเอ้า ๙๐ มื้อ(วัน) ๓ เดือน พรรษาหนึ่ง” ต้องปฏิบัติจริงๆ ต้องรู้ แต่บ่(ไม่)หลุดพ้นถึงที่สุดก็ตามช่าง ต้องรู้ บ่(ไม่)มากก็น้อย รู้ จะหมดสงสัย หมดสงสัยอันใด หมดสงสัยเรื่องพุทธศาสนาสอนเรื่องอันใดก็รู้จริงๆ รู้จริงๆ โดยบ่(ไม่)สงสัย บ่(ไม่)ข้องแวะ บ่(ไม่)เชื่อไผ(ใคร)ทั้งหมด 

     

    ผมรู้เรื่องนี้มาเมื่ออายุ ๔๖ ปี ผมบ่(ไม่)เชื่อไผ(ใคร)ทั้งหมด แม้พระพุทธเจ้าเหาะมานี่ เราเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนะ ก็บ่(ไม่)เชื่อ เรื่องนี้ก็เลยจิ(จะ)มาเล่า เรื่องพ่อเว้า(เล่า)ให้ฟัง พ่อเว้า(เล่า)ให้ฟังศาสนานี้ล่วงไปได้ ๕,ooo ปีแล้ว จิ(จะ)เป็น<สุญญกรรม> บ่(ไม่)เห็นฟ้าบ่(ไม่)เห็นหมอกบ่(ไม่)เห็นมีหยัง(อะไร)หมด มืดตึ้บ คนจิ(จะ)กินกันเลย เดินไปแล้วชนกันตำกันปล้ำกันกิน พ่อแม่กินกันหมด ว่าซั่น(นั่น) จะมืด ๗ วัน ๗ คืน เพิ่น(ท่าน)ว่าเป็น<สุญญกรรม> 

     

    บัดนี้ถึงขนาดนั้นแล้ว พระพุทธรูปอยู่ในโลกนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่าพ่อเล่าให้ฟังกับพี่ชายผู้หนึ่ง พี่ชายเป็นนักบวชบวชแล้วก็สึกออกมาเว้า(เล่า)ให้ฟัง บัดนี้จำได้แด่บ่จำได้แด่(จำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง) ตัวผมยังน้อย จิ(จะ)เหาะไปรวมกันแล้วบัดนี้ จิ(จะ)เป็นพระไม้พระอิฐพระปูนพระแก้วพระเงินพระทอง พระหยัง(อะไร)ก็ตามช่างแล้ว ขึ้นชื่อว่าพระพุทธรูปจิ(จะ)เหาะมารวมกันแล้ว มารวมกันหมดแล้วก็รูปเป็นวัตถุนั้นจะแตกป้างออกไปโลด(เลย) ว่าดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้านั้นไปข้องอยู่ไปเกาะอยู่กับพระพุทธรูปเท่ากับเม็ดงานนี่ ว่าซั่น(นั่น) 

     

    อันดวงจิตวิญญาณนั้นจิ(จะ)มารวมตัวกันเข้า เป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร เป็นรูปพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ๗ วัน ๗ คืน ว่าซั่น(นั่น) ผู้ใดได้ไปฟังธรรมะอันพระพุทธเจ้าแสดง ๗ วัน ๗ คืนนั้นจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ก็มี เป็นพระอนาคามีก็มี เป็นพระสกิทาคาก็มี เป็นพระโสดา เป็นมนุษย์ แล้วแต่สติปัญญาไป อันนั้นถูกน้อยบ่(ไม่)ถูกหลาย พระพุทธรูปเหาะไปบ่(ไม่)ได้จริงๆ รับรองเหาะไปบ่(ไม่)ได้จริงๆ 

     

    อันแต่เฮา(เรา)มานี่แหละ หลวงพ่อถาวรนี่อยู่จังหวัดสงขลาบ่(ไหม)หลวงพ่อ นี่อยู่สงขลามาแล้วนี่บ่แม่น(ไม่ใช้)เหาะมาย่าง(เดิน)มาบัดนี้ หมู่นี่คุณโตนี่อยู่กรุงเทพฯ แม่นบ่(ใช่ไหม)เหาะมานี่ ขึ้นรถมามันจะออกมาแต่กรุงเทพฯบ่(ไหม) บ่แม่น(ไม่ใช่)เหาะย่าง(เดิน)มาแม่นบ่(ใช่ไหม) อย่างพ่อขาวนั่น ก็อยู่มันหลายจังหวัดนี่มานี่ก็ดาย(เถอะ) มันหลายจังหวัดบุรีรัมย์อุดรขอนแก่นสกลนครก็มีกันมา บ่แม่น(ไม่ใช่)เหาะมา นี่ย่าง(เดิน)มาหรือขึ้นรถมา 

     

    อันมานี่แหละมาเว้า(พูด)ธรรมะสู่กันฟังนี่แหละ อันนี้แหละพระพุทธรูป อันพระพุทธรูปนั้นเหาะบ่(ไม่)ได้จริงๆ อันตัวคนมานี่แหละ ฟังกันแล้วก็เพื่อความเข้าใจ อันนี้แหละพระพุทธรูปแท้ๆ เมื่อฟังแล้วก็แตกขึ้นมาคือ(เหมือน)หน่อกล้า ที่ว่าให้ฟังคือ(เหมือน)หน่อข้าวนั่นแหละ เมื่อฟังแล้วมันจะเข้าใจเรื่องนี้ ถ้าหากบ่(ไม่)เข้าใจเรื่องนี้แล้ว บ่(ไม่)เข้าใจจริงๆ หลักพุทธศาสนา ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ก็พอที่จะจำได้.


    เครดิตทีมงาน 
    ผู้ถอดคำบรรยาย:  คุณ "แวว"
    ผู้ตรวจคนที่ 1: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service