PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๕๘ บรรยายธรรมที่บ้านบุฮม ม้วน ๗ ๒๕๓๐
ท.๑๕๘ บรรยายธรรมที่บ้านบุฮม ม้วน ๗ ๒๕๓๐ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๕๘ บรรยายธรรมที่บ้านบุฮม ม้วน ๗ ๒๕๓๐
  • เสียง
  • 14512 ท.๑๕๘ บรรยายธรรมที่บ้านบุฮม ม้วน ๗ ๒๕๓๐ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-19-10.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท. ๑๕๘ บรรยายธรรม ที่บ้านบุฮม ม้วน ๗ พ.ศ. ๒๕๓๐

     

    ตั้งใจฟังกัน พระก็ตั้งใจฟัง แล้วก็ญาติโยมก็ตั้งใจฟัง ฟังแล้วก็จดจำจริงๆ นำไปปฏิบัติผลมันได้รับจริงๆ ถ้าหากเราฟังแล้วบ่(ไม่)จดจำหรือจดจำแล้วบ่(ไม่)นำไปปฏิบัติ ผลก็บ่(ไม่)ได้ประโยชน์เท่าที่ควร เพิ่น(ท่าน)ว่าพูดร้อยคำแสนคำ ร้อยคำพุ่นเด้(นู้นนะ)พันคำหมื่นคำแสนคำ คำพูดนั้นก็บ่(ไม่)มีประโยชน์ สู้การกระทำครั้งเดียวบ่(ไม่)ได้ การกระทำนี้มันมีดีพามา จึงอยากเตือนหมู่เฮา(พวกเรา)อีกเที่ยวหนึ่ง ที่เฮา(เรา)มาปฏิบัติธรรมะนี้ มาปฏิบัติเพื่อให้เรารู้จักเหตุผล เหตุคือหยัง(อะไร) ผลมันเกิดขึ้นเพราะเหตุ เหตุมีทั้งดีและชั่ว ผลมันเกิดขึ้นมาทั้งดีทั้งชั่ว ผลชั่วผลดี เหตุชั่วเหตุดี เฮาฮู้(เรารู้)จัก  

     

    มาปฏิบัติธรรมะจึงว่า ให้รู้แจ้ง รู้จริง อย่างรู้แต่ดีอันเดียวก็บ่แม่น(ไม่ใช่) รู้แต่ชั่วอันเดียวก็บ่แม่น(ไม่ใช่) ให้รู้ทั้งสองอย่าง อย่างอย่างพ่อว่า อย่าเป็นคนตาเดียว อย่าเป็นคนหูเดียว อย่าเป็นคนเป็นอัมพาต บ่(ไม่)ต้องให้มีเชื้อโรค เพิ่น(ท่าน)ว่า ความสุขที่แท้จริงมนุษย์ควรได้ ควรเห็น ควรเป็น ควรมีนั้น สุขที่บ่(ไม่)เจือปนด้วยทุกข์ แต่มันมีหมดทุกคนความสุขแบบนั้น บ่(ไม่)ยกเว้นใครทั้งหมด ผู้หญิงก็มีเท่ากันนั้น ผู้ชายก็มีเท่ากันนั้น พระสงฆ์องค์เจ้าก็มีเท่ากันนั้น แม้เขาถือศาสนาอื่นลัทธิอื่นก็ตาม พวกศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลามหรือฮินดูพราหมณ์มีเท่ากันหมด คนไทยคนจีนก็มีคือ(เหมือน)กัน คนฝรั่งเศสคนอังกฤษคนอเมริกาก็มีเท่ากัน คนเขมรคนญวนคนลาวให้ว่าทุกชาติทุกภาษามีเท่ากันหมด ความสุขที่ไม่เจอปนด้วยทุกข์นี่ 

     

    ดังนั้นพุทธศาสนานั้นจึงสอนธรรมะที่เป็นสากล คำว่าสากลนี่เป็นของทั่วไป ธรรมะที่เป็นสากลมันมีอยู่กับโลกอันนี้ และก็มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นเป็นคนดุ เป็นคนขยัน และเป็นคนศึกษาก็จริง พูดก็จริง ทำก็จริง เลยได้พบได้รู้ได้เห็น แล้วก็นำมาสอนคนในประเทศอินเดีย คำว่าสวรรค์นิพพานนี่มันมีมาก่อนนะ บ่(ไม่)ใช่พระพุทธเจ้ามาบัญญัติขึ้นมาเด้(นะ) แต่มันหมด หมดคนศึกษา หมดคนรู้ หมดคนปฏิบัติ แล้วก็เลยหมด 

     

    เพิ่น(ท่าน)ยังว่าเป็นอุบายว่า พุทธศาสนาของเรานี่บัดนี้ อันนี้พ่อเล่าให้ฟังตั้งแต่เมื่อยังน้อย ล่วงไปได้ ๕,ooo ปีแล้วจึงว่า มีเทวดาองค์หนึ่งจิ(จะ)มาบดหรือมาบังตะเวน(ตะวัน)นี้บ่(ไม่)ให้เห็นแสง ให้มืดตึ๊บอยู่อย่างนั้น ไปทางใดก็บ่(ไม่)ได้ ๗ วัน ๗ คืนเพิ่น(ท่าน)ว่า คนอดข้าวอดน้ำ ๗ วัน ๗ คืนแล้ว ย่าง(เดิน)ไปนี่ไปชนหลักชนตอหรือตำต้นไม้ตำหยัง(ชนอะไร)ก็ตามช่าง บ้านเฮาเอิ้น(เราเรียก)ว่าตำ ภาคกลางขเจ้า(พวกเขา)เรียกว่าชน กัดกินหมดเพราะคนหิวเด้(นะ) ผัวเมียไปตำกันเข้าก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ลูกไปตำกับพ่อกับแม่ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ให้ว่าบ่ฮู้(ไม่รู้)จักใครทั้งหมด ภาษาว่าศีลคือ(เหมือน)กันทั้งหมดในโลกนี้ให้ว่าซั่น(นั่น) บ่ฮู้บ่(ไม่รู้ไม่)เห็นกัน 

     

    บัดนั้นเมื่อมันเป็นอย่างซั่น(นั้น) ๗ วัน ๗ คืนแล้ว บัดนี้พระพุทธรูปนี่จะเป็นพระอิฐหินดินปูนก็ตามช่าง พระไม้ก็ตามพระเงินพระทองพระแก้วพระหยัง(อะไร)ก็ตาม จิ(จะ)เหาะไปรวมจุดใดจุดหนึ่งเพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) พอดีเหาะไปรวมจุดใดจุดหนึ่งแล้วรูปที่เป็นวัตถุนั่นเราเห็นได้รูปที่เป็นวัตถุนั้น แล้วก็ดวงจิตวิญญาณพระพุทธเจ้าไปเกาะอยู่กับพระพุทธรูปนั้นเท่ากับเม็ดงา พอดีไปถึงจุดที่นั่นแล้วก็รูปภาพอันนั้นจะพากันแตกออกไปหมด เพราะมีไฟบรรลัยกัลป์หรือไฟหยังบ่ฮู้(อะไรไม่รู้)ไหม้ภาพนั้นไหม้หมด แล้วดวงจิตวิญญาณจะลอยเข้าหากันเดินเข้าหากัน แล้วจะเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร คือรูปพระพุทธเจ้านี่แหละขึ้นมาเที่ยวหนึ่ง 

     

    ผู้ใดได้ไปฟังเทศน์ในขณะนั้น จึงว่าเปิดโลกเปิดแสงตะเวนนี้ออก อันพระพุทธรูปเหาะไปรวมกันนั้น อันเทวดาปิดบังตะเวนนั้น เปิดออกหมด พระพุทธรูปไปรวมกันแล้วก็เลยรูปภาพนั้นแตกออกมาแล้ว ดวงจิตวิญญาณก็เข้าหากันโลด(เลย) อันเป็นอิทธิฤทธิ์ไฟบรรลัยกัลป์ไหม้หมด บ่(ไม่)เหลือเพิ่น(ท่าน)ว่า แล้วก็จิ(จะ)แสดงธรรม ๗ วัน ๗ คืนอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) เปิดโลก ผู้ใดได้ไปฟังธรรมะกับพระพุทธเจ้าแสดงคราวนั้น จะได้เป็นพระอรหันต์ก็มีผู้มีปัญญา แหลมคม ผู้มีปัญญาน้อยลงมาจะได้เป็นพระอนาคามี ผู้ใดมีปัญญาน้อยลงมาจะได้เป็นพระสกิทาคา ผู้ใดมีปัญญาน้อยลงมาจะได้เป็นพระโสดา ผู้ใดมีปัญญาน้อยลงมาจะได้เป็นมนุษย์ ผู้ใดมีลงปัญญาน้อยลงมาก็เป็นปุถุชนตามเดิม  

     

    อันนี้ให้หมู่เฮา(เรา)เข้าใจกันไว้ อย่าขาด ต้องขยันขันแข็ง ให้เฮา(เรา)เป็นข้าวที่หนึ่ง ข้าวที่หนึ่งนี่ขายก็ได้ราคา กินก็ดีรสก็ดี เป็นข้าวที่สองลดลงมาบัดนี้ ขายก็ราคาตกลงมา กินก็รสคงจะลดตามผลงานนั่นแหละ ถ้าเป็นข้าวที่สามเข้ามาบัดนี้ก็จะลดลงมา ถ้าเป็นข้าวเตียนบ้านเฮา(เรา)เรียกเขาเตียนข้าวปลายก็จะลดลงมา ถ้าหากลดลงมาถึงเป็นฮำ(รำ) ลดลงมาถึงเป็นแกลบ บ่(ไม่)มีราคาเลยขี้แกลบ แต่ก็มีคุณค่าของขี้แกลบก็มี เฮา(เรา)ไปเฮ็ดหยัง(ทำอะไร) ขเจ้า(พวกเขา)ไปชกมวยก็เอาขี้แกลบขี้เลื่อยไปเฮ็ด(ทำ)เวทีมวย หรือบ้านเฮา(เรา)เอาไปใส่ปลูกผัก ไปปลูกผักเอาขี้แกลบ ฮำ(รำ)เอาไปให้หมูให้ไก่กิน คนก็กินได้คัน(หาก)มันอิ่มมาแท้ๆ ข้าวปลายบัดนี้คนกินจิมีรสดีบ่ฮำนี่(จะมีรสดีมั้ยรำนี่) 

     

    เฮา(เรา)มานี่ก็เช่นเดียวกัน เฮา(เรา)มาปฏิบัติธรรมะนี่ ให้มันเป็นข้าวที่หนึ่ง อย่าเป็นข้าวผี ถ้ามันเป็นเข้าผีแล้วบ่(ไม่)มีราคา ฮู้(รู้)จักข้าวผีบ่(มั้ย) คันบ่ฮู้(หากไม่รู้)จักก็จิ(จะ)ว่าข้าวลีบข้าวบ่(ไม่)มีในข้าวผี บ่(ไม่)เอาไปเฮ็ดหยัง(ทำอะไร) มดก็บ่(ไม่)กิน เฮา(เรา)เอาไปแจกให้ผีที่ไฮ้(ไร่)ที่นาเฮา(เรา)นี่ เอาไปให้จักล้อจักเกวียน แห่ไปทุกรถไปเอาไปให้ข้าวผี มันจะมีประโยชน์มิหยัง(อะไร)คนแบบนั้น เฮา(เรา)ต้องพยายามทำให้เป็นข้าวที่หนึ่ง เป็นข้าวอ้วนเข้าเต็มเอาไปเพาะใส่มันก็ออก นี่เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ถ้าเป็นข้าวที่หนึ่งแล้วดีที่สุดแหละ ให้ว่าเมืองไทยนี้เป็นข้าวที่หนึ่งก็ดีละ ถ้าเป็นข้าวอ้วนเข้าเต็มแล้วก็หนักขายก็ได้ราคาดี 

     

    อย่าเป็นข้าวลีบเป็นข้าวลีบบ่(ไม่)มีใน อันเฮาบ่(ไม่)มีใน บ่(ไม่)มีศรัทธา บ่เบิ่งเพิ่น(ไม่ดูท่าน) บ่(ไม่)เหลียวหน้า บ่(ไม่)เหลียวหลัง บ่(ไม่)เหลียวข้างซ้ายข้างขวา คล้ายๆ คือ(เหมือน)ข้าวบ่(ไม่)ดีบ้างบ่(ไม่)มีในบ้าง มีแด้(นะ)ในมันแต่มันบ่(ไม่)อ้วนบ่(ไม่)เต็ม อันนั้นก็พอใช้ได้อยู่แต่ว่าใช้ความพยายามมาก อันมันบ่(ไม่)เหลียวหน้าเหลียวหลังมิหยัง(อะไร)นี่ ไปเรื่อยๆ ไปนี่ บ่(ไม่)มีในจักน้อย(สักหน่อย)เลย โอ๊ยเป็นผีเด้(นะ)อันนั้น เฮา(เรา)อย่าเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    พ่อออกคือ(เหมือน)กัน แม่ออกคือ(เหมือน)กัน พระสงฆ์องค์เจ้าเฮาคือ(เราเหมือน)กัน ต้องเบิ่งเพิ่น(ดูท่าน) การเฮ็ด(ทำ)การทำการพูด บ่แม่นจิ(ไม่ใช่จะ)ได้พูดหลายแล้ว เฮา(เรา)บ่แม่น(ไม่ใช่) พูดให้มีจังหวะ การประชุมกันเฮา(เรา)ก็ต้องเช่นเดียวกัน เฮา(เรา)ต้องหาเหตุหาผล บ่แม่น(ไม่ใช่)หน้าที่ก็ต้องบ่เว้าเทื่อ(ไม่พูด) มันต้องมี ถ้าหากเฮา(เรา)เป็นข้าวที่หนึ่งแล้วก็มันต้องคอยจังหวะให้เฮาเว้า(เราพูด)จริงๆ แม้เฮาบ่ปาก(เราไม่พูด)จริงๆ เอ้าเชิญว่า คัน(หาก)ข้าวบ่(ไม่)มีในแล้วเว้า(พูด)เขาก็บ่(ไม่)เชื่อบ่(ไม่)ฟัง มันบ่(ไม่)มีประโยชน์มิหยัง(อะไร) มันบ่(ไม่)มีคุณค่าเพิ่น(ท่าน)ว่า “พูดร้อยคำแสนคำหมื่นคำล้านคำ สู้การกระทำให้เขาเห็นครั้งเดียวให้เขาเห็นบ่(ไม่)ได้” ราคามันจะเห็นด้วยตา ฟังด้วยหู พุ่น(นั่น)มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ทำให้ดู อยู่ให้เห็น พูดให้ฟัง นี่เพิ่นว่าอย่างซั่น(นั้น) พ่อแม่ครูบาอาจารย์เพิ่น(ท่าน)สอนอย่างซั่น(นั้น) เฮา(เรา)ต้องจดจำเอาไว้นำไปปฏิบัติ เฮา(เรา)มาปฏิบัตินี่เรื่องแรกที่สุด ให้รู้ตัวเรานี่แหละ รู้เพื่อหยัง(อะไร) รู้เพื่อจะรู้จักว่า เหตุมันเกิดขึ้นเพราะกูทำอย่างนั้น ผลอย่างนั้นมันก็ออกมาอย่างนั้น เหตุชั่ว ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ปล้นจี้ เล่นสุราเมายาเมากัญชาเฮโรอีน เหตุของมันเป็นอย่างนั้น ผลออกของมันออกมาเป็นอย่างไร มันความทุกข์ความจน เล่นเบี้ยเล่นไพ่นี่มันเหตุของมัน ออกมาแท้ๆ เหตุอันที่ทำนั่นน่ะ ผลมันจะได้รับแท้ๆ 

     

    บัดนี้เหตุของมันอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) บ่(ไม่)เล่นเบี้ย บ่(ไม่)เล่นไพ่ บ่(ไม่)เล่นสุรา บ่(ไม่)กินกัญชา บ่(ไม่)เที่ยวกลางคืน เป็นคนขยันขันแข็ง เหตุของมันอันนี้ก็ดาย(ก็นะ) ผลของมันออกมาอย่างใด มีกินมีใช้ บ่(ไม่)เป็นหนี้คน นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า ทุกข์ในโลกนี้ ทุกข์กว่าทุกสิ่งทุกอย่างทุกข์เพราะเป็นหนี้คน บ่(ไม่)ทุกข์แท้ๆ นี่ในโลกนี้เพราะบ่(ไม่)เป็นหนี้คน บ่(ไม่)เป็นหนี้คนนี้เขาบ่(ไม่)มีทุกข์ให้กินเด้(นะ) บ่(ไม่)เป็นหนี้เขาซือๆ(เฉยๆ)นี่บ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) บ่(ไม่)เป็นหนี้คนต้องขยันขันแข็ง เพิ่น(ท่าน)ว่า ฉันทะพอใจในการในงาน วิริยะความเพียร จิตตะเอาใจใส่ วิมังสาดำริดีชอบ  

     

    นี่จึงว่าเพิ่น(ท่าน)ว่า คน รู้จักหน้าที่ของคน เมื่อรู้จักหน้าที่ของคนแล้ว คน รู้จักปฏิบัติหน้าที่ของเรา ความสุขมาหาเฮา(เรา)แท้ๆ บ่(ไม่)ไปหาผู้อื่น มาหาเฮา(เรา)เพราะเฮา(เรา)ทำดี พูดดี คิดดี มันดีพร้อม ไปอยู่ไส(ไหน)คล้ายๆ คือ(เหมือน)ทองคำนี่ บ้านเฮา(เรา)เคยเล่นทองคำมันปนอยู่นำ(กับ)ขี้ทรายขี้ตมอยู่หาดขอนพุ่น(นู้น) เฮา(เรา)ช้อนออกมา บ่(ไม่)ทันได้เอา<บา>ไปไล่พุ่น(นั่น) นี่มันแดงเป็นสีแดงขึ้นโลด(เลย)คำ(ทองคำ) จึงว่าของดีตกอยู่ไส(ไหน)ก็บ่(ไม่)ชั่ว ของชั่วตกอยู่ไส(ไหน)ก็ยาก เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) เฮา(เรา)ต้องพยายามทำให้เป็นคนดี อยู่ไส(ไหน)ก็ช่าง 

     

    พระพุทธเจ้าสอนคน ให้ว่าคนบ่(ไม่)ดีก็ได้ คนโง่คนบ่(ไม่)ดีนี่ “ดีแต่ปาก ว่ากลอนสอนเขาอื่น มีดาษดื่นเหลือรับนับไม่ไหว ฝึกตนเองอบรมตนเองบ้างไหม” ฝึกตนเองนี่มันฝึกยากเพิ่น(ท่าน)ว่า ฝึกตนเองอบรมตนเองบ้างไหม ฝึกคนอื่นได้ฝึกเฮา(เรา)ได้จึงจะดี ไปฝึกแต่คนอื่นตนเองบ่(ไม่)ฝึกเพิ่น(ท่าน)ว่า ภิกษุคราวนี้ภิกษุนะเพิ่น(ท่าน)ว่า “ภิกษุลามก สันดานนกกา” กามันฮ้อง(ร้อง)เมื่อเช้ามา บ่(ไม่)ทันว่า กา กา เพิ่น(ท่าน)ว่ามันบ่(ไม่)ดีอันนั้น คนมีแต่พูดมันบ่(ไม่)ดี สันดานนกกา กานี่มันเฮ็ดหยังแด(ทำอะไรบ้าง) หน้าที่ของมัน หนึ่ง.มันฮ้อง(ร้อย) สอง.มันลักกิน สาม.มันตื่นดึก เอาอย่างได๋(ไร) เอาอย่างกา แต่อย่าทำอย่างกา เอาบ่อนได๋(แบบไหน) เอาอย่างมันตื่นดึกเบิ่ง(ดู) อย่าทำอย่างได๋(ไหน) อย่าทำอย่างมันลักกินอย่าทำอย่างมันฮ้อง(ร้อง) อย่าเอา เลือกเอา 

     

    จึงว่า เห็นคนต้องเบิ่ง(ดู) เป็นครูเฮา(เรา)ได้ทั้งหมด ผู้ดีก่อนเฮา(เรา)ก็เป็นครู ผู้เลวก่อนเฮา(เรา)ก็เป็นครู ผู้เสมอเฮา(เรา)ก็เป็นครู เป็นได้เพราะอย่างใด ผู้ดีก่อนเฮา(เรา)นั่นเพิ่น(ท่าน)ออกหน้าให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) ผู้ต่ำกว่าเรานั่นนำหลังเฮา(เรา)มา เฮา(เรา)ก็เหลียวหลังเบิ่ง โอ้อีตานี่มันโง่ขนาดนี้เด้(นะ) เฮา(เรา)อย่าโง่อย่างซั่น(นั้น) บัดนี้ผู้ไปก่อนหน้า โอ้เราย่าง(เดิน)ถูกต้อง นี่เป็นครูของเรา คนที่ย่าง(เดิน)เคียงเฮา(เรา)เป็นอย่างเสมอเฮา(เรา) การงานเสมอเฮา(เรา) ดีชั่วเฮา(เรา)ก็เบิ่ง(ดู) อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี อันนั้นผิดอันนี้ผิด เป็นครูเฮา(เรา)ได้สามคนนี่ เขาจึงว่าให้สิ่งที่แวดล้อมเฮา(เรา)นั้นเป็นครูเฮา(เรา)ได้ทุกอย่าง สิ่งที่แวดล้อมเฮา(เรา)นั้นมันจะแนะนำเฮา(เรา)ให้ทุกอย่าง จึงว่าอย่าเอาสิ่งที่ผิด 

     

    ที่เฮา(เรา)ว่ากันนี่ ที่มีงานประชุมกันนี้ มีเรื่องอย่างซี้(นี้) หลวงพ่อมีอุดมการณ์เอาไว้ จึงว่าถ้าหากไปกันนี่ หลวงพ่ออยู่ดีมีแฮง(แรง)มา เจอกันเข้าก็ต้องให้ว่าสาดน้ำใส่กันเปียกอยู่ทุกมื้อนี่ละไป ให้ว่าเถอะไป บ่(ไม่)มีหรอกอันผ้าดีผ้าแห้งขึ้นมา ต้องหลักคิดมาโลด(เลย) แต่ว่าทุกอย่างที่อย่างพ่อว่านี่ มันบ่แม่น(ไม่ใช่)ทุกข์อย่างที่โลกเขาทุกข์เด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)อย่างนั้นเด้(นะ) ทุกข์ว่าซั่น(นั่น) หมดทุกข์ แล้วสอนให้คนหมดทุกข์ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) สอนคนโง่ให้เป็นคนฉลาด มันโง่อยู่มันจะดีบ่(มั้ย) มันจะสุขบ่(มั้ย) มันก็ทุกข์เสียแล้วว้า มันฉลาดขึ้นมาแล้ว ทุกข์ก็หมดไป สอนให้คนทำชั่วมันกำลังทำชั่วทำผิดอยู่นั่นน่ะ นานๆ เข้ามันก็เลยเลิก ความทุกข์ก็หมดไป มันมีทุกข์อยู่เดี๋ยวนี้เด้(นะ) สอนว่าอย่างได๋(ไร) เธออย่าเฮ็ด(ทำ)อย่างซั่นเด้(นั้นนะ) อย่าเฮ็ด(ทำ)อย่างซี่เด้(นะ) หลายเทื่อ(ครั้ง) ทุกข์ก็หมดไป เพราะมันจะรู้จัก เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    ตื่นดึกลุกเช้า ไหว้พระสวดมนต์ ทำธุระหน้าที่ของพระสงฆ์ บัดนี้คนเฮา(เรา)ก็คือ(เหมือน)กัน ตื่นดึกลุกเช้า หาการหางานทำ ถ้าหากเป็นอย่างซั่น(นั้น)แล้ว ทำงานทำการตามหน้าที่ คน ความสุขมีอยู่แล้ว แต่เฮาบ่(เราไม่)หามันมาเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) เมื่อเฮา(เรา)มาหามันมาก็ต้องได้โลด(เลย) เพิ่น(ท่าน)ว่า “หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด” อันพระพุทธเจ้านั้นคือคนทุกคนนี่แหละ ทุกคนนั่นแหละเป็นพระพุทธเจ้า จึงว่า อันความสุขอยู่นำเฮา(เรา)นี่แหละ จึงว่าความสุขของมนุษย์ควรหาให้ได้ ควรหาให้เห็น และควรหาเอามาใช้กับชีวิตของเฮา(เรา)  

     

    จึงว่า มนุษย์กับคนนี้ควรไม่มีทุกข์ เฮา(เรา)ทุกข์เพราะหยัง(อะไร) เพราะเฮาบ่(เราไม่)รู้จักความสุข อยู่ไส(ไหน) อยู่จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว อันนั้นคือจิตใจของพระพุทธเจ้า ถ้าหากเฮา(เรา)มีอย่างนั้น เฮา(เรา)ก็เป็นพระพุทธเจ้าได้คือ(เหมือน)กัน เคยได้ยิน พระพุทธเจ้าว่ากับพระวกลิกว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรมผู้นั้นไม่เห็นเรา แม้จะจับชายจีวรเราอยู่ก็ไม่เห็นเราเลย เพราะไม่เห็นธรรม” นี่เห็นธรรมก็ต้องเห็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    อันทำไฮ้(ไร่)ทำนาก็ธรรมคือ(เหมือน)กัน ธรรมนี่จึงหลายชั้นหลายหลืบ มันเป็นชั้นเป็นหลืบคล้ายๆ คือเปลือกไม้อยู่นี่นะ เฮา(เรา)จับนี่ก็ได้จับคือคลายใบมันหรือลำมันก็มันคลาย จำคลายมันออกไปเห็นเปลือกมัน ฟันเปลือกมันออกไปเห็นงอก(แตกหน่อ)มัน ฟันงอกมันออกไปเห็นน้ำหล่อลื่น ฟันอันน้ำหล่อลื่นออกไปเห็นในมันเข้าไป ฟันเข้าไปเห็นใน ฟันเข้าไปเห็นใจกลางของไม้นู่น อันเฮา(เรา)มาปฏิบัตินี้ก็คือกันเด้(เหมือนกันนะ) มันจิ(จะ)เห็นไปอย่างซั่นเด้(นั้นนะ) อันจิ(จะ)เห็นตัวเฮา(เรา)นี้ เห็นเจ้าของ(ตัวเอง) รู้จักตัวเฮา(เรา)นี่ 

     

    ต่อมามันจิ(จะ)เห็นความทุกข์ คือ โทสะ โมหะ โลภะ มันอยู่นี่ ต่อไปเห็นอันนั้นแล้วก็ เฮา(เรา)รู้ตัวเฮา(เรา) แล้วเห็นทุกข์ เฮา(เรา)ก็เซา(หยุด)เรื่องนั้น แล้วก็บ่(ไม่)ทุกข์บัดนี้ ต่อไปเฮา(เรา)ปฏิบัติ เห็น โทสะ โมหะ โลภะ แล้วมันเป็นทุกข์ เมื่อเห็นอันนี้แล้ว เวทนาก็บ่(ไม่)ทุกข์ สัญญาก็บ่(ไม่)ทุกข์ สังขารก็บ่(ไม่)ทุกข์ วิญญาณก็บ่(ไม่)ทุกข์ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ศีล อันนั้นศีลอันใด ศีล ๕ หนึ่ง.เห็นอยู่ รูปก็บ่(ไม่)ทุกข์ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าศีลขันธ์ ขันธ์ ๕ นี่ สอง.เห็นโทสะโมหะโลภะแล้ว เวทนาบ่(ไม่)ทุกข์ สัญญาบ่(ไม่)ทุกข์ สังขารบ่(ไม่)ทุกข์ วิญญาณบ่(ไม่)ทุกข์ นี่เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ศีล ๕ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ ขันธ์มันอยู่ทางซี้(นี้) 

     

    อันขันตักน้ำกิน กับขันธ์นี้ ขันธ์อันนี้แหละมีศีลแล้วมันบ่(ไม่)ทุกข์ เฮา(เรา)ไปรับศีลอยู่นั่นน่ะ เว้าซือๆ(พูดเฉยๆ) คนบ่(ไม่)รู้จักเด้(นะ)น่ะ จึงว่าหน้าที่ของคนมันควรได้รับความสุขแบบนี้ มันบ่(ไม่)ได้รับความสุขแบบนี้เพราะหยัง(อะไร) เพราะมันบ่ฮู้(ไม่รู้) บัดนี้ปฏิบัติเข้าไป ความยึดมั่นถือมั่นมีแต่เก่าแต่ก่อนนุ่นน่ะ เลิก ละ เพิ่น(ท่าน)ว่า นี่อุปทานหมดไป กิเลสหมดไป ตัณหาหมดไป กรรมคือวิบากก็หมดไปพร้อมพุ่น(นู้น)ทุกข์แบบนั้น เพิ่นว่าท่านว่าอย่างซั่น(นั้น) พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอน อันนี้ เป็นหน้าที่ที่ทุกคนควรรู้ ควรเห็น ควรเป็น ควรมี และควรได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    ต่อไปบัดนี้เฮา(เรา)จะรู้จักความสงบ ความสงบนี่สงบแบบบ่(ไม่)รู้อันหนึ่ง สงบแบบรู้อันหนึ่ง สงบแบบบ่(ไม่)รู้อย่างได๋(ไร) หนอนกับเทวดาเป็นเสี่ยว(เพื่อน)กัน ไปรักษาศีลนำ(ด้วย)กัน ทำกรรมฐานนำ(ด้วย)กัน เจริญวิปัสสนานำ(ด้วย)กัน เฮ็ดหยังเฮ็ดนำ(ทำอะไรทำด้วย)กันหมด คนหนึ่งทำด้วยความจริงใจและบริสุทธิ์อีกเสียด้วย คนหนึ่งทำด้วยความเหลาะแหละ ทำสักว่าทำเท่านั้น ความจริงบ่(ไม่)มีในตัวว่าซั่น(นั่น) ทำสักว่าทำ แต่ว่าฮัก(รัก)กันแทนกัน เห็นเพื่อนไปก็ต้องไป แต่ว่าทำบ่(ไม่)จริงบ่(ไม่)จัง ทำสักว่าทำเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) สองคนนี้มีอายุยืน แล้วก็ตายแล้วคนมันตายเป็นเด้(นะ) 

     

    คนที่ทำสักว่าทำ ทำบ่(ไม่)จริงบ่(ไม่)จัง ตายไปแล้วไปเป็นหนอนเพิ่น(ท่าน)ว่า อยู่ในฐานในวิจ(ส้วม)ในห้องส้วมของพระ อย่าว่าแต่พระแล้วคนก็ไปได้คือ(เหมือน)กันนั่นแหละ บัดนี้ผู้เอาจริงเอาจัง พูดก็จริงทำก็จริง ตายไปแล้วไปเป็นเทวดาที่เมืองสวรรค์พุ่น(นู้น) คนเป็นเทวดานั้นเป็นแล้วอย่างใด ก็ต้องมีตาทิพย์ละว้า เทวดาจึงว่ามีตาทิพย์มีหูทิพย์ ผู้เป็นหนอนนั้นบ่(ไม่)มีตาทิพย์บ่(ไม่)มีหูทิพย์ เสาะ(ค้น)หากันบ่(ไม่)เห็นแล้ว โอ้เสี่ยว(เพื่อน)กูนี่ไปไสน้อ(ไหนน้อ) แม้ทำบุญให้ทานนำ(ด้วย)กันแล้วก็เสาะ(ค้น)หากันบ่(ไม่)เห็น 

     

    อ้าย(พี่)ผู้ไปหนอนก็เสาะหาผู้เป็นเทวดาบ่(ไม่)เห็น อ้าย(พี่)เป็นเทวดาเสาะหาอ้ายหนอนก็บ่(ไม่)เห็น มันมีจังหวะมองไปมองมาหรือจะว่าจะก้มลงมาก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก แล้วก็มองไปรอบๆ แล้วก็เลยไปเห็น เห็นเสี่ยวเจ้าของ(เพื่อนตัวเอง)เป็นหนอนอยู่ ก็เลยจำแลงแปลงกายเป็นคนลงมา เทวดามาก็เลย ‘โอ้เสี่ยวเฮ็ดหยัง(เพื่อนทำอะไร)’ ‘โอ้เจ้าไปอยู่ไสเสี่ยว(อยู่ไหนเพื่อน)’ จำเสียงกันได้เด้(นะ) นี่จึงว่าหนอนกับเทวดาก็พูดกันได้ แมลงวันกับคนมันก็พูดกันได้เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) เพิ่น(ท่าน)เปรียบเทียบว่า มีศีลเป็นผู้มีฤทธิ์จำแลงแปลงกาย เรียกเอาสัตว์โลกทั้งหลายมารวมกัน เพื่อจะให้คนกับสัตว์พูดกันได้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    อันหาเว้า(พูดไป) แมลงวันจึงว่าเป็นฝ่ายสัตว์เดรัจฉานหรือทุกประเภท คนบัดนี้เป็นศาสตราจารย์ผู้รู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย มันพัฒนาไปผิดคน แมลงวันมันบ่(ไม่)พัฒนานำ(ตาม)ด้วย สัตว์โลกทั้งหลายจึงยกมือให้แมลงวัน ส่วนคนที่ให้เป็นศาสตราจารย์นั้นก็คนยกมือให้ พอดีผลที่สุดมาคนพัฒนาไปเร็ว เครื่องบินก็ได้ เว้า(คุย)กันว่าสุดท้ายแล้วจิ(จะ)เป็นมาว่าแบบหนอน อันว่าไปแบบหนอนมันจิบ่(จะไม่)เข้าโครงกัน จึงว่าคนมันพัฒนาถนนหนทาง พัฒนาเสื้อผ้าถ้วยชามจาน ห่วงแต่งเนื้อแต่งตัวมีเครื่องเป็นชุดๆ เดี๋ยวนี้มันไปไว ผลที่สุดพัฒนาฮอด(ถึง)ลูกระเบิดปืนนี่พัฒนาก็เลยยิงกันตาย 

     

    บัดนี้อยากให้ตัวแมลงวันสัตว์โลกทั้งหลายมาพัฒนาให้มีความรู้อย่างเขานั้น บัดนี้ให้เลือกเอา ฤาษีให้เลือกเอา เลือกเอาก็ได้แมลงวันแมลงวันแก่ แมลงวันนี้มันเข้าคนได้ สัตว์มันก็ไปตอมได้ คนมันก็ไปตอมได้ แม้ที่สุดกองอุจจาระมันก็ไปตอม เฮาไปเบิ่งเด้(เราไปดูนะ)ตลาดขายของมีแมลงวันทั้งนั้น แมลงวันนี่โอ้มันเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ดีมันก็เห็น ชั่วมันก็เห็น แม้อันใดก็เห็น อ้าวเลือกเอาแมลงวันเถอะพวกเฮา(เรา) เอาแมลงวันเลย แต่บ่(ไม่)ได้ว่าเรื่องที่ว่าข้างนั้นมีสัตว์น้ำบกสัตว์เลื้อยคลานนั้นบ่(ไม่)ว่า ว่าสั้นๆ ลัดๆ ให้หมู่เจ้า(พวกท่าน)จำได้ เลือกแมลงวัน บัดนี้ก็ให้สัตว์ทั้งหลายพัฒนาอย่างเรานี้ แล้วโลกมันจะเจริญ อ้าวจบแล้วท่านศาสตราจารย์

     

    อ้าวบัดนี้แมลงวันขึ้นไปบัดนี้ แมลงวันก็วี้ไปถึงไมโครโฟนพุ่น(นั่น)แล้ว เพราะว่าไมโครโฟนมันจะได้ยินหลาย มันหลายคนเด้(นะ)สัตว์โลก ‘ข้าพเจ้าเห็นดีท่านพัฒนา แต่ข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วย ไม่ยอมพัฒนา ข้าพเจ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความทุกข์ไม่มีความเดือดร้อน แม้แต่มดดำมดแดงก็ไม่เดือดร้อน’ ‘ทำไมเดือดร้อนอย่างใด’ ‘เดือดร้อนเพราะหมู่เจ้า(พวกท่าน)นี่แหละ สร้างถนนหนทางเดือดร้อนหมู่ข้อย(พวกเรา)นี่ ฆ่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากิน บ่เฮ็ด(ไม่ทำ)เฉพาะจับสัตว์มากินซือๆ(เฉยๆ) แม้สร้างยาพิษขึ้นมา สร้างลูกระเบิดขึ้นมาทิ้งใส่ หมู่ข้อย(พวกเรา)มันเดือดร้อน หมู่เจ้า(พวกท่าน)ก็เดือดร้อนคือ(เหมือน)กัน ไม่พัฒนา’ ‘อ้อหมู่เจ้าบ่(พวกท่านไม่)อยากเจริญหรือ’ ‘บ่(ไม่)อยากเจริญแบบนั้น’ 

     

    ‘อ้าวแมลงวันพัฒนาแบบใดจึงพัฒนา’ ว่าลัดแล้วบัดนี้ ‘ข้าพเจ้าอยากให้เอายาพิษไปขุดหลุมฝัง พวกข้าพเจ้าอยากพัฒนาให้เอาลูกระเบิดไปโยนลงน้ำมหาสมุทรทะเลโน่นให้หมด หมู่ข้าพเจ้าจิ(จะ)มีความสุข ปูปลานาน้ำก็จิบ่(จะไม่)ได้ตาย ต้นไม้ต้นตอกก็จิบ่(จะไม่)ตาย ข้าพเจ้าก็จิบ่(ไม่)ได้ตาย พวกท่านก็จิบ่(จะไม่)ได้ตาย’ ‘อ้าวเอาทางใด’ สัตว์โลกทั้งหลายก็ยกมือให้แมลงวัน หน้าศาสตราจารย์หน้าหงอยเลย นี่แหละการพัฒนา อย่าค้าน อย่าค้าน 

     

    อย่าค้านพัฒนาให้ถูกหลัก ถ้าพัฒนาบ่(ไม่)ถูกหลักมันจิ(จะ)พินาศฉิบหาย บ้านเฮา(เรา)เมืองเฮา(เรา)นี่แต่ก่อนต้นไม้บ่(ไม่)อด เดี๋ยวนี้เป็นหยัง(อย่างไร) แห้งแล้ง อยากได้แต่เงิน เงินมันทำประโยชน์หยัง(อย่างไร)ให้ มีประโยชน์ถ้าใช้เป็น บ่(ไม่)มีประโยชน์ถ้าใช้บ่(ไม่)เป็นเพิ่น(ท่าน)ว่า ห้วยเฮา(เรา)นี่มีน้ำบ่(มั้ย) แต่ก่อนมันไหลอยู่ เดี๋ยวนี้บ่(ไม่)มีน้ำไหล ปูปลานาน้ำมีแต่ก่อน ตัวเทา(สาหร่ายน้ำจืด)ตัวหอยมีเต็มหมด นาอย่างพ่อ แต่ก่อนนี้นาบ่(ไม่)ค่อยอด อยากกินเทา(สาหร่ายน้ำจืด)ลงมาท่าน้ำก็มี อยากกินหอยลงมาท่าน้ำก็มี ปลาก็มี 

     

    เดี๋ยวนี้อย่างพ่อไปเบิ่ง(ดู) แห้ง ต้นไคร้ก็บ่(ตะไคร้ก็ไม่)มีแล้วเดี๋ยวนี้ เพราะหยัง(อะไร) เพราะเราพัฒนาไปเร็วเกินไป หรือเกิดขึ้นบัดนี้เพราะเฮ็ดหยัง(ทำอะไร) อยากได้เครื่องสำอางเครื่องแต่งตัวนี่ อันนั้นผู้ที่เฮ็ด(ทำ)ขายเขาต้องการเงิน อย่างพ่อได้ยินขเจ้า(พวกเขา)ว่า ไข่ดองนี่หรือว่าสัตว์นี่เขาเอาไปขายในตลาด คนซื้อบ่(ไม่)หมดเขาเอาไปเทลงทะเลให้หมด เขาจะให้ของแพง นี่ปานนั้น(ขนาดนั้น) 

     

    เฮาจิ(เราจะ)ดิ้นรนเฮ็ดหยัง(ทำไม) ดิ้นรนนำ(กับ)เงินนี่ ฆ่าปล้นจี้กันทุกมื้อ(วัน)นี่เพราะหยัง(เพราะอะไร) เพราะเงินทั้งนั้น เงินนี่ใช้ให้เป็นเป็นคุณ ใช้บ่(ไม่)เป็นเป็นโทษ ใช้ให้เป็นเฮา(เรา)น่ะ คิดให้เป็นพัฒนาให้เป็นคือ(เหมือน)แมลงวันนั้น เช่นพ่อเช่นแม่เฮา(เรา)ผู้ร้ายขโมยไม่ค่อยมี ไปไสก็ย่าง(ไปไหนก็เดิน)ไป แต่เฮาก็บ่(เราก็ไม่)ว่า พัฒนาได้ เฮา(เรา)ก็อยากมีคือ(เหมือน)กันเครื่องบิน แต่บ่แม่น(ไม่ใช่)อยากให้มันพินาศฉิบหายนั่น เดี๋ยวนี้มันแย่งชิงกัน เฮ็ด(ทำ)ปุ๊บก็ผิดกันยิงกัน ผิดใจกันมาแล้วนี่ ผิดใจเล็กๆ น้อยๆ ก็ฆ่ากันโลด(เลย) 

     

    อันนั้นความทุกข์ ยิงกันเพราะหยัง(อะไร) เพราะมันไปยึดไปถือ เขาเอิ้น(เรียก) กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะหยัง(อะไร)เกิดขึ้น เพราะโมหะ โทสะ โลภะ เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอน “ให้เห็นแจ้ง รู้จริง ตามความเป็นจริง” มันมีอย่างนี้ สัตว์เราก็เห็นนี่ หมาอันนี้ก็ว่าสัตว์พัฒนาได้มันก็แม่น(ใช่)อยู่ หมามันก็กัดกัน ตัววัวตัวควายมันก็ชนกัน อันมันกัดกันชนกันเพราะหยัง(อะไร) เพราะโทสะโมหะโลภะ เพราะความยึดมั่นถือมั่นนี้ เพิ่น(ท่าน)จึงว่า พัฒนาอันนี้แมลงวันมันชอบอย่างซั่น เพิ่น(ท่าน) 

     

    จึงว่าเฮา(เรา)รูปเลวก็อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้นี่ ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้นี่ แม้พี่น้องเฮา(เรา)เมืองลาวนี่ ข้ามไปบ้านนาข่านาสะ บ้านนาเทียนนาปะนาแปงมื้อนี้) เฮา(เรา)ไปมาหากันทุกเวลามื้อค่ำมื้อคืน(ตอนกลางค่ำกลางคืน)ได้สบาย ความเจ็บไข้ได้ป่วยเฮา(เรา)เดินหากัน ไปบ้านเฮา(เรา)ไปฝั่งนั้นได้สบาย เดี๋ยวนี้ไปหากันได้บ่(มั้ย)เดี๋ยวนี้ เพราะหยัง(อะไร) นี่แหละการพัฒนามันไปเร็ว เลยขาดพี่ขาดน้องกันเข้า อยู่หน้ากันบ่(ไม่)ได้ 

     

    นกก็ตายสัตว์อื่นๆ ก็ตาย เพราะยิงปืนใส่กันตาย บัดนี้ทิ้งระเบิดใส่ในน้ำ น้ำมันแห้งไปปลาก็เลยตาย กินบ่(ไม่)ได้ อย่างพ่อเห็นขเจ้า(พวกเขา)ทิ้งระเบิดใส่น้ำ เอ้าตู้มลงไปสิ น้ำกระทบปลา บ่(ไม่)กินซะละบางทีตายขึ้นมาบางทีก็สะเล่อๆ เป็นบ้าไป แมลงวันว่าจึงว่าพัฒนาเอาไปทิ้งซะ อย่าเอามาสู่ใส่อย่างซี้(นี้) อย่าคิดอย่างซี้(นี้) เอาไปทิ้งซะ แมลงวันนี้ยังฮู้(รู้)จัก คนแท้ๆ มันบ่(ไม่)หน้าจิ(จะ)เป็นอย่างซั่น(นั้น) จึงว่าให้เฮา(เรา)เลือกเอาดีๆ เลือกเอาผู้ที่จิ(จะ)มาแก้ปัญหาของเฮา(เรา) 

     

    อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่า ให้เฮา(เรา)ฟัง การพัฒนาของเฮา(เรา)ก็ดีแล้วเด้(นะ) บ่แม่นจิบ่ดีเด้(ไม่ใช่จะไม่ดีนะ) ดีบ่ดีฮู้(ดีไม่ดีรู้) จึงว่าแต่กรุงเทพฯ มาหาบ้านเฮานี่ฮอดมื้อ(เรานี่ถึงวัน)เดียว คันแม้เฮาย่าง(หากเราเดิน)ไปนี่เดือนหนึ่งจึงฮอด(ถึง) เป็นอย่างนั้นความเร็วของมัน บัดนี้เครื่องบินมันมาเป็นชั่วโมงซะบัดนี้ รถไปเป็นหลายชั่วโมงบัดนี้ นี่มันเป็นอย่างนี้การพัฒนาไปถึงได้ ดังนั้นความสุขของคนนี้บ่แม่นจิว่าเฮ็ด(ไม่ใช่จะว่าทำ)ตามขั้นตามตอนไป บ่แม่น(ไม่ใช่) เฮา(เรา)ต้องขึ้นเครื่องบินไป ไปกรุงเทพฯ น่ะ 

     

    การหาความสุขก็เช่นเดียวกัน คนมีปัญญาจึงหาได้อึดใจเดียวเท่านั้น ตัวหนอนจึงพัฒนาบ่(ไม่)เป็น ตายไปแล้วไปเห็นขี้เจ้าหัวไอ้จั่ว(พระเณร)นั่นเป็นอาหารดีๆ ว่าซั่น(นั่น) เพิ่น(ท่าน)ว่าถามผู้เสี่ยว(เพื่อน) ‘ตัวไปอยู่ไส(ไหน)’ ผู้เสี่ยว(เพื่อน)ว่า ‘เฮา(เรา)ก็ไปอยู่เมืองสวรรค์เป็นเทวดาซะว้า’ ‘อ้อตัวอยู่นี่นานแล้วบ่(มั้ย) แล้วอยู่เมืองสวรรค์ว่าให้ฟังหน่อยนะมันมีคุณค่าจังได๋(อย่างไร) คันเป็นตาไปเฮาก็จะไปแด่(หากน่าไปเราก็จะไปด้วย) อันเฮาว่า(เราพูด)อยู่นี่ก็เมื่อเฮา(เรา)เป็นคนอยู่เมืองมนุษย์นี่ เฮา(เรา)ก็ว่าอยากไปเกิดเมืองสวรรค์แม่นบ่เสี่ยว(ใช่มั้ยเพื่อน)’ 

     

    ‘แม่น(ได้)’ อันผู้เสี่ยวก็เว้า(เพื่อนก็พูด)ให้ฟัง อันคุณค่าของเมืองสวรรค์ ‘อ้อเมืองสวรรค์มีของทิพย์บ่เสี่ยว(มั้ยเพื่อน)’ ‘อยากได้อันใดก็มีของทิพย์’ ‘อันของทิพย์นั้นเป็นจังได๋(อย่างไร)หรือเสี่ยว(เพื่อน)’ ‘เฮา(เรา)ต้องนึกเอาแล้วเสี่ยว(เพื่อน) อยากได้บ้านงามๆ สวยๆ ก็ต้องนึกเอา ก็ได้โลด(เลย) เป็นบ้านขึ้นมาโลด(เลย) บ่(ไม่)ต้องได้เฮ็ดหยัง(ทำอะไร)นี่’ นี่เห็นบ่(มั้ย) คัน(หาก)มีเงินแล้วนึกเอาโลด(เลย) จ้างเขามาเฮ็ดให้โลด(ทำให้เลย)เมืองสวรรค์มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ‘อาหารดีๆ บัดนี้ คัน(หาก)อยากกินอาหารดีๆ ก็นึกเอาได้โลดเสี่ยว(เลยเพื่อน)’ นี่มีเงิน เพิ่น(ท่าน)ว่า อยากทานให้รู้จักหน้าที่ของคน มีเงินสั่งเขาเอามาให้ อยากกินผักสั่งเขาเอามาให้ที่บ้านโลด(เลย)นี่ ถ้วยก็บ่(ไม่)ล้างซ้ำ เอาไปล้างขเจ้า(พวกเขา) นี่เพิ่น(เขา)ว่าเอามาได้โลด(เลย) ‘อยากได้เสื้องามๆ กางเกงงามๆ นึกเอาก็ได้โลดเสี่ยว(เลยเพื่อน)’ ‘ปัดโธ่ เสี่ยว(เพื่อน)ทุกวันก็ได้นึกเอาเด้(นะ)นี่’ มันเข้าใจผิด มันเข้าใจผิดการฟังผิดไปปฏิบัติก็ผิด ผลออกมาก็คือทุกข์ การฟังแล้วใช้สติปัญญาถูกต้อง ผลมันก็ถูกต้อง ออกมาก็บ่(ไม่)ทุกข์ เพิ่น(ท่าน)จึงว่า ให้รู้จักความเป็นคน 

     

    คนมันควรได้รับหน้าที่ของความสุข เพิ่น(ท่าน)จึงว่าอย่างซั่น(นั้น) มันมีอยู่ในเฮา(เรา)นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า บักอ้ายหนอนก็ ‘โธ่เสี่ยว(เพื่อน)ยังไปได้นึกเอาปาน(ขนาด)นั้นเนาะ’ ‘ได้นึกเอาแล้วเสี่ยว(เพื่อน)เพราะมันนึกเอาแล้วเด้(นะ)’ ‘เจ้าของ(ตัวเอง)อยู่นี่มีความสุขแค่ไหนเสี่ยว(เพื่อน) แม๊มีความสุขบ่(ไม่)ได้นึกได้ฝันเอาเลยเสี่ยว(เพื่อน)เอ๋ย’ ว่าซั่น(นั่น) นี่หนอนมันเห็นอย่างซั่น(นั้น) เห็นของชั่วเป็นของดีเด้(นะ)นี่ นี่แหละบ่(ไม่)เป็นนี่คน จิ(จะ)ว่าสุขบ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) สุขบ่(ไม่)เป็นนี่ คนแบบนั้นมาจิ(จะ)ใช้ได้บ่(มั้ย) 

     

    ‘มีแต่อาหารดีๆ เสี่ยว(เพื่อน)เอ้ยอยู่นี่ บ่(ไม่)ได้นึกได้ฝัน ตอนเช้าตอนเย็นกลางวันให้ว่าอยู่กับอาหารดีๆ นี่เสี่ยว(เพื่อน) นอนก็นอนดีๆ นิ่มๆ นวลๆ นี่’ หนอนมันเป็นคนนี่แม่นบ่(ใช่มั้ย) เป็นตัวทุกข์เด้(นะ)นี่หนอนตัวใหญ่มาแท้ๆ เฮาเบิ่งเด้(เราดูนะ)หนอนอยู่นำ(กับ)ขี้วัวขี้ควายนี่ ‘อ้อเสี่ยวว่าของดีซิอันนั้นของดีนี่ ขี้ว่าเสี่ยว(เพื่อน)อันเดียวนี่’ ‘โอ้ขี้นี่เสี่ยว(เพื่อน) เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักขี้’ ว่าซั่น(นั่น) ‘โอ้ขี้นี่เสี่ยว(เพื่อน) จะแม่น(ใช่)ของดีจังได๋(อย่างไร) ขี้นี่ เหม็นเด้เสี่ยว(นะเพื่อน)นี่ เหม็นเด้(นะ)’ ‘โอ้เมืองสวรรค์มีขี้บ่(มั้ย)’ ถามบัดนี้ ‘อ้าวมันจะมีหรือ มันกินของทิพย์นี่เสี่ยว(เพื่อน)’ ‘โอ้ปัดโธ่เสี่ยว(เพื่อน)เอ๋ย เฮา(เรา)กินขี้ เฮา(เรา)ก็ไปอยู่นำหมู่บ่ได้(กับเพื่อนไม่ได้)แล้วบัดนี้ เมืองสวรรค์บ่(ไม่)มีขี้ให้กิน’ หัวกระดิกลงกองขี้อีกตึ่ม(เพิ่มอีก) 

     

    คน คัน(หาก)สอนให้ละความชั่ว มันบ่(ไม่)อยากเฮ็ด(ทำ) เพราะมันกินขี้ อย่างที่อย่างพ่อว่าให้ ว่าให้ฟังซือๆ(เฉยๆ)นี่ คนชั่วนี่จึงว่ามันบ่(ไม่)ดี มันได้ยาก พระพุทธเจ้าจึงสอน สอนคนโง่ๆ น่ะให้มันฉลาด แต่มันก็อยากฉลาดอยู่มันหากบ่(ไม่)ยอมฉลาดบัดนี้ สอนคนทำชั่วๆ อยู่นั่นให้มันเลิกละจากการทำชั่ว มันก็บ่(ไม่)อยากทำชั่วแต่มันหากบ่(ไม่)รู้จักความชั่ว จึงว่าคือ(เหมือน)หนอนนั่นแหละ คือ(เหมือน)หนอนนั่นแหละเล่าให้ฟังอยู่นี่ มันอยากหนีจากกองขี้อยู่แต่หากมันหนีจากกองขี้บ่(ไม่)เป็น มันเข้าใจว่ากองขี้เป็นอาหารที่ดี มันเข้าใจว่าความโง่นั้นดี มันเข้าใจอย่างนั้น มันเข้าใจว่าการทำชั่วนั้นดี เพิ่น(ท่าน)ว่า บัดนี้มันเลยทุกข์ 

     

    พระพุทธเจ้าจึงว่า สอนคนที่มีทุกข์นั้นให้มันหมดทุกข์ คัน(หาก)ถ้าคนมีปัญญาเพิ่น(ท่าน)สอนอย่างซั่น(นั้น) พุทธศาสนานี่เพิ่น(ท่าน)สอนอย่างใด ความสุขมันมีอยู่ในเฮา(เรา)นี่ อึดใจเดียวเอื้อมมือให้ถึงโลด(เลย) เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ความสุขอยู่ไส(ไหน) สุข หนึ่ง.เฮา(เรา)นั่งอยู่ที่นี่ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่า จิตอันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าความสงบ ความสงบก็เอิ้น(เรียก) สันติก็เอิ้น(เรียก) อุเบกขาก็เอิ้น(เรียก) อยู่ซือๆ(เฉยๆ)ก็เอิ้น(เรียก) จิตใจอยู่ซือๆก็เอิ้น(เฉยๆ ก็เรียก) แล้วแต่เฮาจิ(เราจะ)เรียก ว่า “ภิกษุทั้งหลาย หากประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยคำสอยของเราตถาคตนี้ มรรคผลนิพพานก็จะไม่ว่างจากโลกนี้” 

     

    เฮา(เรา)มานั่งอยู่นี่ แปลว่าเฮา(เรา)ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เฮา(เรา)มีสติ รู้สึกตัว การเคลื่อนการไหว นี่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอันนี้ มรรคผลนิพพานจิบ่(จะไม่)ว่างจากโลกนี้ นั่งฟังอย่างพ่อว่าอยู่นี่ จิตใจหมู่เจ้า(พวกท่าน)สงบอยู่นี่ อันนี้ก็เป็นรสชาติของนิพพานอันหนึ่ง นั่งฟังอยู่นี่ มันคิดอยู่นี่ มันเคลื่อนมันไหวอยู่นี่ จิตใจมันสะอาดมันก็เห็นจิตใจมันสว่าง เป็นรสชาติของพระพุทธเจ้าขึ้นมา สองอันสามอันขึ้นมา จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว จิตใจปกติบริสุทธิ์อยู่นี่ สมบูรณ์แบบแล้วบัดนี้ นี่เอื้อมมือเอาปุ๊บได้โลด(เลย) นิพพานนี่ 

     

    อ้าวบัดนี้ ภิกษุฆราวาสญาติโยมอยู่โดยชอบบัดนี้ พระอรหันต์ก็บ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้ อยู่โดยชอบแบบใด ว่าใดก็ฟังได้ซือๆ(เฉยๆ)นี่แหละ มันจะโกรธได้หรือ ปัดโธ่โกรธบ่(ไม่)ได้แล้วนี่ อ้าวเป็นนักมวยแล้วนี่ ชกใส่ดวงตาโลด(เลย)บัดเดียว โกรธล้มแจ้งแหรงลงโลด(เลย)บัดนี้ อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่าอยู่โดยชอบ คนบ่(ไม่)อยู่โดยชอบแบบใด มันก็โกรธ มึงดีมึงบ่(ไม่)ดี เขาเว้า(พูด)ขึ้นมาแล้ว บ่(ไม่)ฟังเสียงแล้ว เว้าก็เว้า(พูดก็พูด) ผลที่สุดเขาบ่เอิ้น(ไม่เรียก)คนแล้ว เขาเอิ้นโซเล่(คนจับกลุ่มคุยกัน) 

     

    บ้านอย่างพ่อ พ่อแม่อย่างพ่อสอน คนแปลว่ากวน กวนไปกวนมามันโซเล่(จับกลุ่ม)แล้วบัดนี้ เฮา(เรา)ไปจับปูจับปลาคลองน้ำใส เพิ่น(ท่าน)ว่าอันหมู่ที่ตั้งเอาลำเสาตั้งเข้ากวนให้มันขุ่น ว่าซั่น(นั่น) ปลานี้จับเอาได้ ช่างเว้า(พูด) ปลานี่บ่(ไม่)กวนมันบ่(ไม่)ขุ่นมันจับเอาได้ยากเพิ่น(ท่าน)ว่า เฮาจิ(เราจะ)ทอดแหคัน(หาก)น้ำใสๆ มันก็แล่นหนี ให้กวนให้มันขุ่น บ่แม่น(ไม่ใช่) มันว่าภาษาของคน คนเฮา(เรา)นี่อยู่โดยชอบแล้ว มันขึ้นมามันจิ(จะ)โกรธมันเห็น เมื่อพระอรหันต์มันเห็นอันนี้ มันจิฮักจิชัง(จะรักจะเกลียด)มันเห็น พระอรหันต์จึงว่าบ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้ บ่(ไม่)ว่างจากโลกเฮานี้เด้(เรานี้นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)ดินฟ้าอากาศพุ่นเด้(นู้นนะ) เฮา(เรา)ไปเข้าใจไปพุ่น(นู้น) มันก็ออกนอกตัวไปแล้ว มันลืมตัวไปแล้ว 

     

    นี่แหละความสุขที่พระพุทธเจ้าสอน เอื้อมมือเอามาเดี๋ยวนี้ เอาเดี๋ยวนี้บ่แม่น(ไม่ใช่)ของยาก จะรักษาศีลก็ได้ บ่(ไม่)รักษาศีลก็ได้ ให้ทานก็ได้ บ่(ไม่)ให้ทานก็ได้ ได้หมดทุกคน ถ้าฟังเป็น ฟังบ่(ไม่)เป็นนั้นโอ๊ยก็เต็มที่แล้ว จิ(จะ)ว่าอย่างใดก็คือ(เหมือน)หนอนนั่นแล้ว บอกเท่าใดมันก็ฟังบ่เป็นเด้(ไม่เป็นนะ) เพราะมันเป็นอย่างซั่น(นั้น) สัญชาติญาณของสัตว์เขาว่าอย่างซั่น(นั้น) สันดานของคนเลวมันเป็นอย่างซั่น(นั้น) เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    จึงว่าเฮา(เรา)มาเจริญวิปัสสนา ต้องทำ ต้องเจริญให้มันเกิดปัญญา ให้มันเห็นแจ้งรู้จริง นี่แหละคือนิพพาน เอาให้ใกล้ๆ บ่แม่น(ไม่ใช่)อย่างพ่อเอาให้เด้(นะ) เว้า(พูด)ให้ฟังซื่อๆเด้(เฉยๆนะ) อย่างพ่ออายุ ๔๖ ปี อย่างพ่อรู้เรื่องนี้ขึ้นมา รู้แล้วอย่างพ่อบ่(ไม่)สงสัย ใครจะเสาะ(หา)ว่าหาเสียงก็เรื่องของเขา อย่างพ่อบ่หัวซา(ไม่สนใจ) จิหัวซาเฮ็ดหยัง(จะสนใจทำไม) เคยได้ยินบ่(มั้ย)เขาด่า พระพุทธเจ้าไปประกาศธรรมะ บ่(ไม่)ว่าบ้านนั้นบ้านนี้หรอก บ่(ไม่)ว่า ว่าบ้านนั้นบ้านนี้มันบ่(ไม่)ดี 

     

    ภิกษุที่ไปประกาศพระศาสนานำ(กับ)พระพุทธเจ้านั่น ภิกษุธรรมดานี่นะเจ้าหัวไอ้จั่ว(พระเณร)นี่ไป ไปกรอกใดเขาก็ด่าบักหัวโล้นบักขี้ค้าน(ขี้เกียจ) เอาเปรียบสังคมสู(พวกเธอ)นี่ เดือดร้อน ด่าไป พวกพระปุถุชนคนธรรมดาก็หนีแล้ว เขาด่าทุกมื้อๆ(ทุกวันๆ) ก็อายแล้วคนแม่นบ่(ใช่มั้ย) พระพุทธเจ้าบ่(ไม่)อาย เขาบ่ฮู้(ไม่รู้)เขาจึงว่าให้ ให้ด่าไป พระอานนท์ก็เลยว่า หนีกันเถอะพระพุทธเจ้าหรือครูบาหรือจิ(จะ)ว่าอย่างใดก็ดาย ‘หนีเถอะ’ “หนีไปไหนล่ะอานนท์” ‘หนีไปบ้านหน้าพุ่น(นู้น)’ “คัน(หาก)ไปบ้านหน้าเขาด่าล่ะ” ‘ไปบ้านหน้าพุ่นอีกตึ่ม(นู้นเพิ่มอีก)’ “ไปบ้านน้าเขาด่าอีกล่ะ” ‘ก็ไปบ้านอีก’  

     

    “โอ้พอแล้วอานนท์เอ๋ย เขาด่าอยู่ไส(ไหน)เอามาเบิ่งดู บ่(ไม่)มี” แน่ะเพิ่น(ท่าน)ว่า “เอาล่ะอานนท์ ไฟเมืองใดไหม้ต้องเอาน้ำเมืองนั้นมอด(ดับ)” เรื่องความติฉินนินทากาเลเหมือนเทน้ำ มันไม่มีประโยชน์มิหยัง(อะไร) ความสรรเสริญก็คล้ายๆ กัน มันบ่(ไม่)ดีเพราะคนนินทา มันบ่(ไม่)ชั่วเพราะคนนินทา มันบ่(ไม่)ดีเพราะคนสรรเสริญ มันบ่(ไม่)ชั่วเพราะคนสรรเสริญ มันดีเพราะการกระทำ มันชั่วเพราะการกระทำ เฮา(เรา)ทำดีแล้วบ่(มั้ย) หรือเฮา(เรา)ทำชั่ว คนมีปัญญาเขาจิฮู้(จะรู้) 

     

    ผลที่สุดด่าบ่(ไม่)ไหวแล้วก็เมื่อย ได้แต่เมื่อยซือๆ(เฉยๆ)แล้ว ผู้รับจ้างก็ได้แต่เงินเอาไป นี่มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) หมดเงินจ้างแล้วก็เซา(หยุด)เสียละคนนี่ เมื่อย เมื่อยหากได้เงินหมู่ฮั่น(พวกนั้น) อันเจ้าของหมดทั้งเงินเมื่อยก็เมื่อยอีกตึ่ม(เพิ่มอีก)นี่ แล้วใครจิ(จะ)ดีสองคนนี่ คันเขาโกรธเฮา(เรา) แล้วเฮา(เรา)ไปโกรธเขาตึ่ม(เพิ่มอีก)ทีหลังนี่ ใครจิ(จะ)ดีกว่ากัน ก็คนโกรธทีหลังนี่แหละโง่ เขาโกรธเพราะเขาทุกข์นี่เห็นบ่(มั้ย) เขาตกนรกทั้งเป็น เพิ่น(ท่าน)ว่า จึงว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ที่ใจ พระนิพพานก็อยู่ที่ใจ” คนไม่รู้นรกมันจะหลีกนรกได้หรือ มันต้องรู้นรกมันจึงหลีกนรกได้ 

     

    คนบ่(ไม่)รู้สวรรค์จะเอาสวรรค์ได้หรือ คนบ่(ไม่)รู้นิพพานจะเอานิพพานได้หรือ ตายแล้วยังเอา(จึงเอา) อ้าวพ่อแม่เฮา(เรา)ตายแล้ว เขียนจดหมายมาหาจักเทื่อ(สักครั้ง) พ่อไปอยู่เมืองสวรรค์เด้อ(นะ) พ่ออยู่นิพพานเด้อ(นะ) แม่อยู่สวรรค์เด้อ(นะ) แม่อยู่นิพพานเด้อ(นะ) บ่(ไม่)มี จดหมายแบบนั้นบ่(ไม่)มี พ่ออย่างพ่อก็ตายแล้วแม่ก็ตายแล้ว อ้าย(พี่)น้องก็ตายหลายคนแล้วนะ หมดแล้วเหลือแต่ป้าหนอมนั่งอยู่นั่นผู้เดียวเท่านั้น นอกจากนั้นเขาตายแล้ว แล้วไผจิ(ใครจะ)ตายก่อนกันบ่ฮู(ไม่รู้)จักแล้ว บ่(ไม่)เขียนจดหมายมาให้อีกตึ่ม(เพิ่มอีก) แล้วจะไปเอาต่อเมื่อตายพุ่นบ่(นั่นมั้ย) หรือจิ(จะ)เอาเดี๋ยวนี้ 

     

    คนมีปัญญาก็ต้องเอาเดี๋ยวนี้สิ คิดเบิ่งดู เฮาเฮ็ด(เราทำ)อาหารไว้นี่ เฮ็ด(ทำ)ไว้เช้าๆ นี่ เชิญมากินกันก็ยังบ่(ไม่)มีรสอีกแล้ว เฮ็ด(ทำ)สองมื้อสามมื้อไปกินอีกตึ่มเบิ่ง(อีกครั้งดู) เหม็นซ้ำบัดนี้ อันนี้เฮ็ด(ทำ)ทั้งวันทั้งเดือน ตายชาตินี้ชาติหน้าจึงจิ(จะ)เอาสินะ มันก็ผิดสินี่ นี่แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า ผิดก็บ่(ไม่)รู้เลย คัน(หาก)ผิดบ่ฮู้จิ(ไม่รู้จะ)เป็นจังได๋(เป็นอย่างไร) ก็แม่น(เป็น)หนอนซิคนแบบนั้น ดีก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ชั่วก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก คนมีปัญญาว่าให้ฟังก็อ้าวได้อาหารมาก็กินเดี๋ยวนี้แล้วมันจึงจะมีรส ทำบุญเดี๋ยวนี้ก็เอาเดี๋ยวนี้แล้ว บุญคือมันบ่(ไม่)ทุกข์ บ่แม่น(ไม่ใช่)ห้ามเด้(นะ) 

     

    บุญคือมันบ่(ไม่)ทุกข์ เฮ็ด(ทำ)แล้วมันสบายใจ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่นซือๆ(นั้นเฉยๆ)นี่ เฮ็ดหยังคือกันเด้(ทำอะไรเหมือนกันนะ)เพิ่น(ท่าน)ว่า จึงว่า เอาสวรรค์เดี๋ยวนี้เด้อ(นะ) หน้าที่ของคนเด้(นะ)จึงได้ คัน(หาก)หน้าที่ของสัตว์ของเปรตของผีบ่(ไม่)ได้ความสุข คนเกิดมาจึงเป็นคน หน้าตาแข้งขามือเท้าเป็นคนใจจึงเป็นสัตว์ก็ได้เป็นเปรตก็ได้เป็นสัตว์นรกก็ได้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ คนเกิดมาเป็นคน หน้าตาแข้งขามือเท้าเป็นคนใจอาจเป็นคนก็ได้ ใจอาจเป็นมนุษย์ก็ได้ ใจอาจเป็นเทวดาก็ได้ ใจอาจเป็นอินทร์เป็นพรหมก็ได้ ใจอาจเป็นพระอริยบุคคลก็ได้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    จึงว่า มรรคผลนิพพานนั้น ฮู้(รู้)จักแล้วเอามาใช้กับชีวิตของเฮา(เรา) คนจึงทำการทำงานตามหน้าที่ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) หากบ่(ไม่)รู้จักหน้าที่แล้วมันก็ทำงานผิดเสียละว้า ทำงานผิดมันก็ได้รับทุกข์เสียละว้า  เพิ่น(ท่าน)สอนอย่างซั่น(นั้น) พระพุทธเจ้าสอน เฮา(เรา)ยังจะว่าโอ๊ยบ่ได้ดอก(ไม่ได้หรอก) เอ้าเป็นหยังสิบ่ได้(ทำไมจะไม่ได้) เพิ่น(ท่าน)ว่าเป็นหน้าที่ของคนนี่นะ บ่(ไม่)ใช่เป็นหน้าที่ของสัตว์นะเพิ่น(ท่าน)ว่า แล้วก็คนก็ฮู้(รู้)จักหน้าที่ของเฮา(เรา)เสียละว้า 

     

    พระพุทธเจ้าเกิดในประเทศอินเดีย ก็มีตาสองตา หูสองหู แข้งขามีคือกันเฮา(เหมือนเรา) มีหมด เฮา(เรา)เกิดเป็นคนไทยก็มีคือ(เหมือน)กันหมด บ่(ไม่)ผิดกันนี่นะ แล้วเป็นหยังจิบ่(จะไม่)ได้ คันบ่(หากไม่)ได้จะมาสอนเฮ็ดหยัง(ทำไม) สอนคนน่ะ ก็ไปสอนผีเสียละว้า นี่เพิ่น(ท่าน)ให้สอนคนเด้(นะ) เพิ่นบ่(ท่านไม่)ได้สอนสัตว์เด้(นะ) เพิ่น(ท่าน)สอนคนนี้เด้(นะ) เฮา(เรา)เป็นคนเฮาจิ(เราจะ)ฟังบ่(ไม่)ได้ อย่าไปเฮ็ด(ทำ)อย่างแบบโง่ๆ แบบเหลวไหลไร้สาระ ขาดจากปัญญาแล้วบ่(ไม่)ได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    “คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะปัญญา” คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะคนโง่มีอยู่ไส(ไหน) มันบ่มีเด้(ไม่ดีนะ) ตำราบ่(ไม่)ได้ว่าอย่างซั่นเด้(นั้นนะ) ถามดูเด้(นะ) ถามครูบาอาจารย์หลายท่าน คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะความโง่มีบ่(ไหม)ครับ พระพุทธเจ้าว่าอยู่ไส(ไหน) บ่มี(ไม่มี) มีแต่คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะปัญญาเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) เฮา(เรา)ก็มาเจริญวิปัสสนา มาเจริญให้มันเกิดปัญญา ให้มันรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง เพิ่น(ท่าน)ว่า วิปัสสนาจึงว่า เห็นแจ้ง รู้จริง ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม 

     

    อย่างพ่อเลิกบุหรี่ตอนเช้า เลิกหมดตั้งแต่มื้อ(วัน)นั้นมาจนเท่ามื้อ(วัน)นี้แหละให้ว่าเถอะไปอย่างพ่อเลิกหมด ตั้งแต่อายุ ๔๖ ปีอย่างพ่อเลิกได้เด็ดขาดมา อย่างพ่อจึงบ่(ไม่)เอา ใครว่ามันผิด ผิดเพิ่น(เขา) มันถูกข้อย(ฉัน) ฮู้(รู้)จักอยากซื้(นี้)อย่างพ่อ ผิดเพิ่น(เขา)แท้ๆ เจ้าของเฮ็ดผิดเด้(ตัวเองทำผิดนะ) เพิ่น(เขา)สูบบุหรี่บ่(ไม่)สูบอย่างเพิ่นเด้(เขานะ) เพิ่น(เขา)ว่าสูบเด้อ(นะ) โอ้ยบ่(ไม่)สูบแล้วมันชั่วเด้(นะ) สูบเฮ็ดหยัง(ทำไม่) เห็นเด้(นะ)เห็นชั่วนี่นะ อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่า “เสียสละทรัพย์เพราะรักษาอวัยวะ เสียสละอวัยวะเพราะรักษาชีวิต แม้ยอมเสียแม้กระทั่งชีวิตเพราะรักษาสัจธรรมคือความจริง” 

     

    อย่างพ่อเสียสละมาจริงๆ อย่างพ่อจึงบ่ย่าน(ไม่กลัว) ใครจิ(จะ)ฆ่าจิ(จะ)ตายจิ(จะ)ว่าอย่างไรอย่างพ่อบ่ย่าน(ไม่กลัว) เพราะอย่างพ่อเสียสละมาแล้ว อย่างพ่อกล้าพูดความจริงให้พ่อแม่พี่น้องผู้ที่มีศรัทธามีปัญญา ฟังแล้วไปปฏิบัติจริงๆ จึงว่าเสียได้อย่างพ่อ บ่แม่นไปเฮ็ด(ไม่ใช่ไปทำ)มือโกงๆ หลอกคน บ่(ไม่)เอาอย่างพ่อ บ่(ไม่)เอาแท้ๆ นี่แหละเพิ่น(ท่าน)ว่ากล้าได้ คนมีดีมันต้องกล้าพูดสิ อันนั้นอวดดีแท้ โอ้ยคนอวดดีกับคนมีดีมันคนละอันกันเด้(นะ) หมู่เจ้า(พวกท่าน)ว่าอันเดียวกันบ่(มั้ย) คนอวดดีกับคนมีดีเอามาพูดนี่ ว่าคือกันบ่(เหมือนกันมั้ย) คนอวดดีแล้วดีบ่(มั้ย) นี่ให้รู้จักอย่างซั่น(นั้น) 

     

    จึงว่า หมู่เจ้า(พวกท่าน)มีแล้ว แต่หากบ่(ไม่)รู้จักซือๆ(เฉยๆ)เดี๋ยวนี้นี่ จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว อันนั้นเป็นจิตพระพุทธเจ้าเด้(นะ) อันนั้นแหละคือนิพพาน จึงว่านิพพานจึงบ่(ไม่)เกิด บ่(ไม่)แก่ บ่(ไม่)เจ็บ บ่(ไม่)ตาย คือ(เหมือน)ลำอ้อยนี่เพิ่น(ท่าน)ว่า เสมอต้นเสมอปลาย เฮา(เรา)เกิดมาก็เป็นอย่างซั่น(นั้น)อยู่แล้วนะ เดี๋ยวนี้นี่นะนั่งอยู่นี่มันเป็นอย่างไรนี่ มันอยู่ซือๆ(เฉยๆ)นี่ อ้าวมันอยู่ซือๆ(เฉยๆ)มันมีบ่(มั้ย) มี อันมันหลงนั้นมีบ่(มั้ย) บ่มี(ไม่มี) เฮา(เรา)หากหลงตัวเฮาซือๆ(เฉยๆ) หลงชีวิตเฮา(เรา) หลงจิตหลงใจเฮา(เรา) อันหลงนั่นเพิ่นว่าจังได๋(ท่านว่าอย่างไร) มันบ่ฮู้(ไม่รู้)มันจึงหลง เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    สัญญาความหมายรู้จำได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า จึงว่าทำความรู้สึกนี่ ให้ความรู้สึกนี้ไปทำหน้าที่ของมัน เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าสัญญาความรู้ อันนั้นเพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ความรู้อันนี้มันจะไปเปิดออก มันจะเป็นของมันเอง แต่ทุกคนรับรองว่าเป็นแน่นอน อย่างพ่อกล้าได้อย่างนี้ กล้าได้เพราะอย่างไร เพราะอย่างพ่อเข้าใจอย่างนี้ ทุกคนนะ เดี๋ยวนี้บ่(ไม่)ทันฮู้(รู้)นะเดี๋ยวนี้ ก็จิไปฮั่น(ก็จะไปนั่น) ฮู้(รู้)ก็ไป บ่ฮู้(ไม่รู้)ก็ไป เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    จึงว่า สัจจะคือของจริง เปลี่ยนแปลงไปบ่(ไม่)ได้ ฮู้(รู้))ก็เป็น บ่ฮู้(ไม่รู้)ก็เป็น เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ปรมัตถธรรม อาการสภาพความเปลี่ยนแปลงมันมีอยู่นั่น มันเป็นเปลือกเป็นกระพี้เป็นแก่นเป็นแกน ที่อย่างพ่อว่าอยู่นี่ จึงว่าของจริงมันมีอยู่ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าสัจจะธรรม เปลี่ยนแปลงบ่(ไม่)ได้ แม้ถึงจะรู้ก็เป็นอย่างซั่น(นั้น) บ่(ไม่)รู้ก็เป็นอย่างซั่น(นั้น) มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงเป็นคนฉลาด รู้แล้วเที่ยวเทศน์เที่ยวสอนโลด(เลย)บัดเดียว เพิ่นเฮ็ดอย่างซั่น(ท่านทำอย่างนั้น) 

     

    เพิ่นเฮ็ดอย่างซั่น(ท่านทำอย่างนั้น) ให้เข้าใจจริงๆ ถ้าบ่(ไม่)เข้าใจแล้วจิ(จะ) เอาขี้ไก่ไปล้างขี้เป็ดเด้(นะ) เอาขี้เป็ดไปล้างขี้ไก่ บ่(ไม่)ใช่แต่ขี้เป็ดขี้ไก่ขี้หมูขี้หมามันขี้วัวขี้ควาย มันล้างกันบ่(ไม่)ออก มันเพิ่มความเหม็น อันนั้นมันบ่แม่น(ไม่ใช่)ล้างให้ออกหมด เฮา(เรา)ต้องล้างให้ออก น้ำสดๆ นี่ล้างออกซือๆ(เฉยๆ)นี้นะ มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) จึงว่าบ่แม่น(ไม่ใช่)ห้ามทั้งหมด เดี๋ยวนี้นี่ว่าให้ฟังซือๆ(เฉยๆ) จิ(จะ)ประสบบ่อนได๋(ที่ไหน) แล้วคนมันก็ต้องตายแท้ๆ นี่นะ เกิดผู้หนึ่งตายผู้หนึ่ง เกิดสองคนตายสองคน เกิดมาร้อยคนตายร้อยคน ทำบุญก็ตาย บ่(ไม่)ทำบุญก็ตายบัดนี้ นี่มีเงินก็ตาย บ่(ไม่)มีเงินก็ตาย ตายแล้วเป็นอย่างได๋(ไร) ตายแล้วมันก็ตายแล้ว 

     

    เฮา(เรา)เป็นคนอยู่นี่เฮ็ดจังได๋(ทำอย่างไร) ควรทำหน้าที่ของเฮา(เรา) แล้วควรเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้า เพิ่น(ท่าน)จึงว่า สาวกพุทธะ ประพฤติปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า รู้แจ้ง เห็นจริง ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม เพิ่น(ท่าน)ว่าคนเป็นวิปัสสนาอย่างซั่น(นั้น) บ่แม่น(ไม่ใช่)คนเป็นดอก มันเป็นตามหน้าที่ของมัน ตอนนี้ฟังให้คักๆ เด้(ชัดๆนะ) เพราะว่าเฮา(เรา)จะต้องแยกย้ายกัน บ่แม่นหมู่เจ้า(ไม่ใช่พวกท่าน)แยกย้ายเด้(นะ) อย่างพ่อจะไปผู้เดียว อย่างพ่อจิ(จะ)มีธุระด่วนๆ เพราะขเจ้า(พวกเขา)โทรศัพท์มา ต้องไป บ่ไปก็บ่แม่น(ไม่ไปก็ไม่ใช่) 

     

    ขเจ้าว่า(พวกเขาบอก)ให้อย่างพ่อมา ขเจ้า(พวกเขา)ก็คิดว่าจะบ่(ไม่)ขัดคอ อย่างพ่อปฏิบัติไปตามหน้าที่ของอย่างพ่อ อาจจิ(จะ)ผิดหน้าที่ของหมู่เจ้า(พวกท่าน) เพิ่น(ท่าน)ว่า “จะเป็นชาติเป็นเชื้อก็ตาม หากบ่(ไม่)เอื้อเฟื้อก็เหมือนเสืออยู่ในป่า” เห็นกินโลด(เลย) เสือนี่กินเนื้อโลด(เลย)บัดเดียว เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) เบิ่ง(ดู)หน้ากันบ่(ไม่)ได้ผ่อ(มอง)กันบ่(ไม่)เอา คนนี่ก็ว่าคือเสือคือผีนี่ ทะเลาะนำ(ด้วย)กันหลายก็บ่(ไม่)เป็นท่า มันนทุกข์ มันจิ(จะ)ผิดจิ(จะ)เถียงกันบ่(ไม่)ดี เพิ่น(ท่าน)ว่าเหมือนเสืออยู่ในป่า 

     

    บ่แม่นชาติบ่แม่นเชื่อหยัง(ไม่ใช่ชาติไม่ใช่เชื้ออะไร) หากเอื้อเฟื้อแล้วก็เหมือนเนื้ออาตมา หรือเหมือนเนื้ออยู่ในตีน เหมือนเนื้อแล้วคือเนื้อคือหนังเฮา(เรา)นี่แหละ เฮา(เรา)ต้องมีโลกอันนี้ต้องไปเบิ่ง(ดู)กันนี่ ขเจ้า(พวกเขา)บอกว่าอย่างพ่อไป ขเจ้าบ่บอกมื้อนั้นมื้อนี้(พวกเขาไม่บอกวันนั้นวันนี้) ให้มาภายในวันเสาร์ จะมีแขกต่างชาติจะมาพบหลวงพ่อ แขกต่างชาติหลายคน ว่าซั่น(นั่น) เขาจะพบหลวงพ่อวันเสาร์ ก็ไปมื้อนี้แหละวันศุกร์ มื้ออื่น(พรุ่งนี้)ก็วันเสาร์ เป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    อย่างว่าตอนนี้ก็เลยจะว่าให้หมู่เจ้า(พวกท่าน)ฟังคักๆ(ชัดๆ) เป็นอย่างพ่อแหละน้อ หมู่เจ้าบ่อยากคัก(พวกท่านไม่อยากดี) คันคักแล้วก็คักคือ(หากดีแล้วก็ดีเหมือน)กันหมด บ่(ไม่)ได้เห็นหมู่เจ้า(พวกท่าน) ตอนจิ(จะ)ตายนี่นะ อย่างพระสาวกพระพุทธเจ้า คือพระอนุรุทธะเข้าฌานตายกับพระพุทธเจ้า อันนั้นฟังตำราเด้(นะ) ตัวจิ(จะ)ตายนี่ พระพุทธเจ้าสอนดีแล้ว ฮู้(รู้)จักวิธีตาย ตายแบบนั้นตายแบบนี้ มันจะเข้าเป็นขั้นๆๆ ไปเลยบัดเดียว แน่นอนที่สุด คนบ่ฮู้(ไม่รู้)จักมันก็แล่นเข้าป่าไป เหยียบหนามเหยียบตอไป บุกไปเข้าเหงาไผ่พุ่น(นู้น)น่ะ มีแต่หนามก็บุกเข้าไปหมด คนที่ไปเป็นก็เอาพร้าถางออกคันบ่(หากไม่)ทันได้ถางไว้ คัน(หาก)ถางไว้แล้วก็ย่าง(เดิน)ไปสบายเลย นี่เป็นอย่างซั่น(นั้น)

     

    แล้วหมู่เจ้าจิ(พวกท่านจะ)เอาอันใด จะเอาแบบกำลังถางหรือ หรือจะเอาแบบถางไว้แล้ว หรือจะเอาแบบบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ตำไปทันทีๆ คนมันก็ฮู้(รู้)จักอย่างซั่น(นั้น)สิ แน่นอนที่สุดซิบัดนี้ บ่(ไม่)ยกเว้นแล้ว ฮู้ก็จิ(รู้กะ)เป็นฮั่นเด้(นั่นนะ) บ่ฮู้ก็จิ(ไม่รู้ก็จะ)เป็นฮั่นเด้(นั่นนะ) เป็นอันนั้นฮั่นเด้(นั่นนะ) จวนจะหมดลมหายใจนั่นเด้(นะ) เฮา(เรา)เคยได้ยินแด่ สุทโธทนะ พระพุทธเจ้าไปเทศน์ให้ฟังจวนจะหมดลมหายใจ ยังได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้นิพพาน เดี๋ยวนี้ใครจะมาเทศน์ให้เฮา(เรา)ฟังเดี๋ยวนี้นี่ อย่างพ่อเกิดมายังบ่(ไม่)มีหมู่อ้าย(พวกพี่)ว่าให้ฟังปานนี้เด้(อย่างนี้นะ)อย่างพ่อ 

     

    อย่างพ่อว่าให้หมู่เจ้า(พวกท่าน)ฟังเดี๋ยวนี้นี่ เพราะต้องการให้หมู่เจ้า(พวกท่าน)มีความสุข โดยที่บ่(ไม่)เจือปนด้วยทุกข์ อันนี้สิเด้(นะ)ความสุขบ่(ไม่)เจือปนด้วยทุกข์น่ะ ฮู้(รู้)จักวิธีตายนี่เด้(นะ) มันจะจืดหมดนี่เด้(นะ) เลือดมันจะกลับคืนเข้าสู่สภาพเดิมของมันหมด เหมือนกับสำลีบ่(ไม่)ถูกน้ำนี่เด้(นะ) นี่เด้(นะ)อย่างพ่อว่านี่ บ่แม่นจิ(ไม่ใช่จะ)ว่าคือว่าอันนั้นเด้(นะ) เมื่อเราจิ(จะ)หมดลมหายใจนี่ แต่มันเป็นแล้วเดี๋ยวนี้ เป็นก่อนแล้วมันเป็นไว้แล้ว 

     

    จึงว่า รู้จักแล้ว ทาง รู้ไว้แล้วหนทาง ลากเขียนไว้แล้ว ไปเมื่อใดก็ได้บ่(ไม่)เดือดร้อน เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น)นี่ จวนจะหมดลมหายใจนี่ หมู่เจ้าก็ต้องเป็นนะ พอดีปุ๊บแล้วเลือดหมู่เจ้า(พวกท่าน)จะกลับสะท้อนเข้าสภาพเดิมมันหมดบัดเดียว ให้เป็นมื้อนี้(วันนี้)มันก็ดีกว่าเป็นมื้ออื่น(พรุ่งนี้)เสียละว้า เป็นแล้วจะเป็นได๋(อย่างไร) เป็นแล้วก็กินข้าวกินน้ำสบายแล้ว ไปไส(ไหน)ก็สบาย อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า ตายแล้วเกิดเป็น หรือตายแล้วบ่(ไม่)เกิดเป็น ก็บ่(ไม่)ต้องว่า คนมีกิเลสมันเกิดเป็น คนบ่(ไม่)มีกิเลสมันบ่(ไม่)เกิดเป็น 

     

    นิพพานนั้นจึงว่า เอื้อมมือเอาให้มันได้ ถ้าคนฉลาดคนมีปัญญาฟังแล้วรีบเอามาใช้เดี๋ยวนี้ก็ได้ ถ้าคนที่บ่(ไม่)ฉลาดยังโง่หลงอยู่แล้วก็ โอ้ยเอาบ่(ไม่)ได้หรอกนิพพาน มันบ่แม่น(ไม่ใช่)ของเฮา(เรา) ของพระพุทธเจ้านู้น เออให้ขเจ้า(พวกเขา)ว่าไปซะ ถ้าหากเฮา(เรา)เป็นคนฉลาดเอาโลด(เลย)เฮา(เรา) เอาโลด(เลย)เป็นของเฮา(เรา)จริงๆ บ่แม่น(ไม่ใช่)ของพระพุทธเจ้าอันนั้น ของพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ก็เป็นของเพิ่น(ท่าน) เฮา(เรา)ก็ต้องเอาเป็นของเฮา(เรา) ของใครของมันเด้(นะ) 

     

    อยู่นี่จึงว่า เป็นพระพุทธเจ้าได้หมดทุกคน มีศาสนาประจำหมดทุกคน ทุกชาติทุกภาษา ทุกเพศทุกวัย อย่างพ่อว่านี่บ่แม่น(ไม่ใช่)ของใครทั้งหมด เป็นความสากล พุทธศาสนาจึงสอนธรรมะเป็นสากล คำว่าสากลนี้เป็นของทุกคน ทุกชาติทุกภาษา ทุกเพศทุกวัย เอาไปใช้ได้ถ้ารู้จักแล้ว 

     

    ถ้าบ่(ไม่)รู้จักเอาไปใช้บ่(ไม่)ได้แท้ๆ จิ(จะ)ไปนั่งคอยท่านั่งคอยเอา บ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) บ่แม่นจิ(ไม่ใช่จะ)ไปสาธุให้ถูกลอตเตอรี่ แต่บ่ซื้อจักเทื่อก็บ่ถูกเด้(ไม่ซื้อสักครั้งก็ไม่ถูกนะ) บ่แม่นจิ(ไม่ใช่จะ)สอนให้ซื้อลอตเตอรี่เด้(นะ)อันนี้ บ่แม่นจิ(ไม่ใช่จะ)รวยทางลัดอย่างซั่น(นั้น) บ่แม่น(ไม่ใช่) คัน(หาก)รวยทางลัดอันนี้นี่แม่น(ใช่) คัน(หาก)อยากรวยทางลัดไปซื้อเลขนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่) คัน(หาก)รวยทางลัดแล้วรีบมาเจริญวิปัสสนา ทำความรู้สึกนี้นี่แม่น(ใช่) รวยบ่อนได๋(ที่ไหน) รวยบ่อนมันจิ(ที่มันจะ)หมดทุกข์ รวยสติปัญญา 

     

    คัน(หาก)รวยทางลัดอยากได้เงินนั้นน่ะ ยิ่งรวยก็ยิ่งฉิบหายอันนั้น มันเป็นอย่างนั้น เพราะพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ว่าแล้ว มันเป็นปากทางไปนรก มันจึงผิด เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)อบายมุข เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) กินเหล้า เล่นเบี้ย เล่นไพ่ เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เป็นปากทางไปนรก เอิ้น(เรียก)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    คบบัณฑิต งดเว้นจากการทำชั่ว ตั้งอยู่ในฐานะความดี เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) ศีลธรรมหรือจริยธรรม เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ถ้าหากบ่ฮู้(ไม่รู้)จักศีลธรรมบ่ฮู้(ไม่รู้)จักจริยธรรมแล้วก็ แล้วกันเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ)นี่แล้วคนเฮา(เรา) มันก็ขาดความเป็นคนแล้ว ตายมันก็จะไปด้วยความมืด ตกบันไดคอหักโลด(เลย) นี่มันเป็นอย่างนั้น คนที่ตายด้วยความสุขตกบันไดก็ย่าง(เดิน)ไปสบายโลด(เลย) มันบ่(ไม่)เจ็บ นี่อย่างพ่อว่าให้ฟัง 

     

    อย่างจิ(จะ)อีกคนหนึ่งนะจะว่าให้ฟัง อย่างพ่อได้ถามพวกทหารนักบินพวกโดดร่ม คนที่จะโดดเขาจะทำอย่างไร โอ้ตกใจสิขเจ้า(พวกเขา)ว่า อย่างพ่อเข้าใจว่ามันจะหล่นพั้วเอาผู้เดียว บ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) ขเจ้า(พวกเขา)ว่าให้ฟังคักเด้(ชัดนะ) ขึ้นเครื่องบินเข้าแถวกันเลย ออกไปโลด(เลย)ออกประตูนั่น คัน(หาก)ใครบ่(ไม่)ไปดันกันไปโลด(เลย) ออกไปแล้วบ่(ไม่)มีทางจะกลัวตก โดดร่มน่ะเบิ่ง(ดู)ขี้ดินนี่บ่ให้เบิ่ง(ไม่ให้ดู) โดดปุ๊บออกไปเลย โดดปุ๊ปบ่(ไม่)มีเลยจัก(สัก)คน คนที่บ่(ไม่)มีสติระลึก จึงเหวี่ยงๆ มาแล้ว ลงมาจนฮอด(ถึง)ใกล้ขี้ดิน คิดว่ามันจิ(จะ)ถึง 

     

    บัดนี้คนโดดออกไปปุ๊ป ฮู้(รู้)จักแล้ว พอจับโยนออกไปแล้วก็จับมิหยัง(อะไร)ขเจ้าปุ๊ปคือกัน(พวกเขาปุ๊ปเหมือนกัน) คอยผลักไปจะไปลงบ่อนนั้นบ่อนนี้(ที่นั่นที่นี่) แปลงไปใส่โลด(เลย) ช่วยขเจ้า(พวกเขา)โยนไป บางคนจึงว่าตกใส่ป่าก็มี ตกใส่หนามก็มี ตกใส่น้ำ ตกใส่ทั่วๆ ไปโลด(เลย) คนที่แปลงไปนั่น เขาพอดีโดดปุ๊บ เขาจะมีเครื่องแล้วพอดีอุ้มผ้าไปทิ้งออกไปแล้วก็เอามือปุ๊บแล้วก็จับเชือกขเจ้า(เขา)ไว้ จับเชือกไปทางพู้นไปทางพี้(ทางนู้นทางนี้) โยนไปทางนู้นทางนี้ แล้วก็ไปลงบ่อน(ที่)ตามความต้องการโลด(เลย) อันนี้ก็นิทาน 

     

    เรื่องนิทานนั้นให้ฮู้(รู้)จักไว้เสียก่อนล่วงหน้า อย่าเที่ยวไปปรารถนาเอา การปรารถนาเอานั้นผิดแล้ว แต่มันถูกของคนโง่ ผิดของคนฉลาด จึงว่ามันผิดเขา เขาว่าผิดเขาให้ยอมรับ มันของจริงเด้(นะ) เฮา(เรา)ผิดเขาแล้วยอมรับว่าเฮา(เรา)ผิดเขาแล้ว นี่ให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) 

     

    เอาละ ที่อย่างพ่อได้ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจเป็นครั้งสุดท้าย เพราะอย่างพ่อไปจังหัน(ฉันอาหาร) แล้วก็จิ(จะ)ไป ให้พวกเราได้เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา รู้แจ้งเห็นจริง สภาพภาวะจิตใจของเฮา(เรา)จริงๆ ให้พวกเฮา(เรา) ได้รู้ ได้เห็น ได้เป็น ได้มี ในชีวิตนี้จงทุกๆ คนเทอญ อย่างที่พระพุทธเจ้าว่า “สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้” เอาให้ได้ในชาตินี้นะ มื้อ(วัน)นี้นะ วินาทีนี้นะ.

     

     
    เครดิตทีมงาน 
    ผู้ถอดคำบรรยาย:  คุณ "แวว"
    ผู้ตรวจคนที่ 1: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………

     

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service