PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๕๙ ทางสายใหม่ บ้านบุฮม ๒๕๓๐
ท.๑๕๙ ทางสายใหม่ บ้านบุฮม ๒๕๓๐ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๕๙ ทางสายใหม่ บ้านบุฮม ๒๕๓๐
  • เสียง
  • 14513 ท.๑๕๙ ทางสายใหม่ บ้านบุฮม ๒๕๓๐ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-21-18.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • เฮา(เรา)รู้จักรูปนามนี้ดีแล้ว เฮา(เรา)จึงเลิกการไหว้ผี เลิกการไหว้เทวดา ให้ว่าเรื่องบาปเรื่องบุญนี้เฮาจิบ่(เราจะไม่)สงสัย บาปคือหยัง(อะไร) บุญคือหยัง(อะไร) นี่เฮาจิบ่(เราจะไม่)สงสัย เพราะเฮา(เรา)รู้ดี อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น พอดีเป็นอันนี้แล้วรู้อันนี้แล้วมันจะเกิดความรู้อย่างหนึ่งขึ้นมา ความรู้นั้นมันจะเกิดปีติหรือภูมิใจในความรู้ของตัวเอง รู้นั้นรู้นี้ รู้ไปโดยบ่(ไม่)มีเหตุบ่(ไม่)มีผล รู้ แล้วก็ลืม รู้ แล้วก็ลืมไป มันบ่(ไม่)มีหลักฐาน อันนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าปัญญาของวิปัสสนูอุปกิเลส ๑๖ ประการ ตำราเขาว่าอย่างซั่น(นั้น) แต่บ่(ไม่)รู้จัก 

     

    ในขณะเฮา(เรา)เป็นอยู่นั้น เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักว่าเฮา(เรา)เป็น เฮา(เรา)เป็นบ้าอยู่เฮาจะฮู้(เราจะรู้)จักว่าเฮา(เรา)เป็นบ้าบ่(มั้ย) ต้องคนดีนั่นจะฮู้(รู้)จักว่าเฮา(เรา)เป็นบ้า เฮา(เรา)เมาเหล้าอยู่เฮา(เรา)กินเหล้าบ้านเราเอิ้น(เรียก)ว่าเหล้า เฮาจิบ่(เราจะไม่)รู้จักว่าเฮา(เรา)เมาเหล้า หมู่เพื่อนก็ว่าสู(เธอ)อย่าไปกินเหล้ามันเมา กูบ่(ไม่)เมา คันเฮา(หากเรา)เป็นบ้าจะเอาไปโรงพยาบาล กูบ่(ไม่)เป็น มันจิ(จะ)เถียงอย่างซั่น(นั้น) อันคนเป็นวิปัสสนูก็คือ(เหมือน)กัน จึงว่าให้รู้จักเอาไว้ พอดีมันเป็นอย่างซั่น รีบทำจังหวะให้หลายๆ เดินจงกรมให้มันหลายๆ อย่าปากอย่าเว้าอย่าคุย เมื่อรู้จักอันนี้แล้วบัดนี้ถึงไปความรู้อันนั้นมันจะค่อยลดไปๆ แล้วก็จิ(จะ)เห็นความคิดเฮา(เรา) 

     

    ฮู้(รู้)จัก มันคิดขึ้นมา มันจะเข้าไปในความคิด เฮา(เรา)ก็พยายามจับความรู้สึกเฮา(เรา) บ่แม่น(ไม่ใช่)จับหรอก ให้มันรู้สึก ให้มันรู้สึกอยู่ทุกขณะ พลิกมือขึ้นก็ให้ - รู้ คว่ำมือลงก็ให้ - รู้ ยกมือไปก็ให้ - รู้ เอามือมาก็ให้ - รู้ พลิกแข้งพลิกขาให้ - รู้ มันก้มมันเงยก็ให้ - รู้ มันเหลียวซ้ายเหลียวขวาก็ให้ - รู้ กลืนน้ำลายก็ให้ - รู้ พริบตาก็ให้  -รู้ นี่ให้ “รู้” ไปหมด ให้ “รู้” อยู่เรื่อย พอดีมันคิดขึ้นมาก็จะ “รู้” มันคิดออกไปนอกพุ่น(นู้น)ก็ให้มันอยู่กับความรู้สึก เฮา(เรา)พลิกเฮา(เรา)ปลิ้นอยู่นี่ 

     

    ทำอันนี้มันรู้เข้า รู้เข้า รู้เข้า คัน(หาก)ว่าเป็นอารมณ์ก็เห็นวัตถุ เห็นปรมัตถ์ เห็นอาการ เห็นโทสะ เห็นโมหะ เห็นโลภะ เห็นบ่แม่น(ไม่ใช่)ตาเห็นอย่างซี้(นี้)หรอก “ใจมันเห็น” ใจมันฮู้(รู้)เดี๋ยวนี้ เฮา(เรา)ว่าเป็นอย่างซี้(นี้) โทสะโมหะโลภะนี่ ผู้ใดมีโทสะหนักก็จิ(จะ)เห็นโทสะก่อน ผู้ใดมีโมหะหนักก็จิ(จะ)เห็นโมหะก่อน ผู้ใดมีโลภะหนักก็จิ(จะ)เห็นโลภะก่อน ดังนั้นเฮา(เรา)เคยได้ยิน ฮอยตีน(รอยเท้า)พระพุทธเจ้า เมื่ออีตาพราหมณ์คนหนึ่งจะเอามาเฮ็ด(ทำ)ลูกเขย เพิ่น(ท่าน)ว่าให้ฟัง หนังสือก็มีอยู่ ตำรับตำราเพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    พาลูกสาวเจ้าของ(ตัวเอง)ไปให้เบิ่ง(ดู) ว่าพาลูกสาวก็แม่น(ใช่) อีตาคนนั้นในประเทศอินเดียพุ่น(นู้น) บ่แม่นบ้านเฮาเด้(ไม่ใช่บ้านเรานะ) เป็นคนงาม ให้ว่าผู้ใดมาขอก็บ่(ไม่)ยอมให้แต่งงาน เพราะลูกสาวเจ้าของงาม แล้วเงินก็มีหลาย(มีเงินมาก)ผู้พ่อผู้แม่ มีลูกสาวคนเดียวจิ(จะ)ให้ผู้ใดก็บ่(ไม่)ให้ จำเป็นแล้วไปเห็นพระพุทธเจ้า ผู้พ่อไปอยู่พุ่น(นั่น)แล้วไปเห็น พ่อหนุ่มว่าซั่น(นั่น) อยู่นี่ท่านะพ่อหนุ่มเป็นคนสวยคนงาม เป็นลูกเขยฉันเหมาะสมกับลูกสาวฉัน เฮา(เรา)จะเอาลูกสาวเฮา(เรา)มาให้เบิ่ง(ดู) คัน(หาก)พอใจแล้วเรายกให้ เงินทองทรัพย์สมบัติของเฮา(เรา)ก็มีหลาย เฮาจิ(เราจะ)ยกให้ ให้อยู่กินด้วยกันเป็นผัวเป็นเมียกันจนเฒ่าจนแก่จนตายนำกันพุ่น(ตายจากนู้น)ล่ะ พระพุทธเจ้าก็เลยบ่ปะ(ไม่พูด) 

     

    บ่ปะ(ไม่พูด) ก็รีบกลับคืนมาหาผู้ลูกสาว บอกผู้เมียรีบแต่งตัวไวๆ บอกลูกสาวแต่งตัวให้งามๆ เฮา(เรา)ไปเห็นแล้วพ่อหนุ่มคนหนึ่ง งามสมกับที่จะเป็นลูกเขยเราได้พอดีกันกับลูกสาวเฮา(เรา) เอ้าไป เอ้าไปก็เลยบ่(ไม่)เห็น พระพุทธเจ้าหนีจากฮั่น(นั่น)แล้ว แล้วเซาะ(หา)ไปก็บ่(ไม่)เห็นแล้วบัดนี้ ผู้เมียก็บอกว่า “อีตาเฒ่าอันนี้เห็นผู้ใดก็นึกว่าเขาจิมัก(จะรัก)ลูกสาวตัวเอง นึกว่าลูกสาวเจ้าของ(ตัวเอง)งาม บางทีเขาจิบ่มัก(จะไม่รัก)ก็ได้นะ” เพิ่น(ท่าน)ว่าให้ ‘เอออันคนบ่มัก(ไม่)ลูกสาวเราก็แม่น(ใช่)ควายเท่านั้นแหละ หนึ่ง.คนบ่(ไม่)ฉลาด’ คำว่าควายเขาเอิ้น(เรียก)คนจาดแม่นบ่(คนกลัวใช่มั้ย) ทางกรุงเทพฯ เขาว่าคนจาดบ่คนโง่แม่นบ่(คนกลัวใช่มั้ยคนโง่ใช่มั้ย) คนจาด(คนกลัว)คนโง่คนบ่(ไม่)ฉลาดเขาว่าควาย ‘สอง.ก็เป็นพระอรหันต์เท่านั้น คนบ่มัก(ไม่รัก)ลูกสาวเราจิมี(จะมี)ที่ใดในโลก’ ว่าซั่น(นั่น) บัดนี้ก็ไป 

     

    ไปก็ไปเห็นฮอย(รอย)เท้านั้นแหละ ‘โอ๊ยๆ อยู่นี่ฮอย(รอย)น่ะ เห็นฮอย(รอย)อยู่นี่ เมื่อกี้ก็อยู่นี่แหละ’ ก็เอิ้น(เรียก)ผู้เมียกับผู้ลูกสาวให้เบิ่ง(ดู) ผู้เมียก็เลยว่าให้ “โอ้ยเฮียน(เรียน)มาแล้วไตรเพท(พระเวทขของศาสนาพราหมณ์) บ่แม่นฮอย(ไม่ใช่รอย)จริง อันนี้บ่แม่นฮอย(ไม่ใช่รอย)จริงผู้จิ(จะ)มีลูกมีเมียอันนี้ ฮอย(รอย)จริงคนแบบนี้ถ้ามีเมียก็ปะหนีอันนี้ ถ้ามีทรัพย์สมบัติก็หนีแล้วฮอย(รอย)จริงแบบนี้”  ‘โอ้ยอย่าไปเชื่อฮอย(รอย)จริงอันได๋(อย่างไร) อย่าไปเชื่อไตรเพทอันได๋(ใด)’ ว่าให้ผู้เมีย เชื่อไตรเพทมันจะได้เรื่องหรือ 

     

    “ฮอย(รอย)จริงโข่ง(กลวง) ฮอย(รอย)จริงโข่งกลางที่เฮา(เรา)ว่าคนมีโมหะ คันฮอย(หากรอย)จริงยุคหน้าเขาว่าคนมีโลภะ คันฮอย(หากรอย)จริงข้างหลังเขาว่าคนมีโมหะ” ผู้เมียเขาเฮียน(เรียน)ไตรเพทเขาเรียนในทางพราหมณ์เขาฮู้(รู้)จักอย่างนั้น ‘ฮอย(รอย)จริงนั้นมันเป็นผู้รู้ มันจะเป็นคนมีโมหะโทสะโลภะจังได๋(อย่างไร)’  “ฮอย(รอย)จริงคนแบบนี้ต้องเป็นฮอย(รอย)จริงของพระอรหันต์แล้ว” ‘โอ้ยจะไปเชื่อจังได๋(อะไร)ตำรับตำราจังซั่น(อย่างนั้น)’ นี่ว่าให้ผู้เมีย ไปเห็นพระพุทธเจ้ายืนอยู่ร่มไม้หรือนั่งอยู่ร่มไม้นู่น ‘โอ้พุ่น(นู้น)ๆๆ ไปๆๆ ไปหาผู้นั้น’ นี่ไปหาพระพุทธเจ้า ไปก็เลยไปว่ากับพระพุทธเจ้าว่า ‘นี่พ่อหนุ่ม ลูกสาวเรานี่งาม เหมาะสมกับพ่อหนุ่ม แล้วเราจะยกให้ ทรัพย์สมบัติเราก็มีมาก’ ว่าซั่น(นั่น)

     

    ว่าให้ พระพุทธเจ้าว่าให้ฟังแล้วก็นี่อันผู้ลูกผู้สาวคนงามๆ นั้น ผู้พ่อผู้แม่ตั้งใจฟัง ได้เป็นพระอริยบุคคล มีอาการฟังธรรมะ ผู้ลูกสาวฟังบ่(ไม่)เข้าใจธรรมะ หาว่าพระพุทธเจ้าด่า ก็เลยเกิดต่อต้านขึ้น จึงว่าเฮา(เรา)ต้องเข้าใจ อันคนมานำเฮาก็คือกัน(กับเราก็เหมือนกัน) ผู้ฟังบ่(ไม่)เข้าใจก็หาวิธีขัดขวางต่อต้าน คนผู้ที่ฟังแล้วเข้าใจเกิดสนับสนุน คนที่ฟังบ่(ไม่)เข้าใจแล้วก็บ่(ไม่)ต่อต้านบ่(ไม่)สนับสนุนก็มี ดังนั้นคนฟังธรรมะมีอยู่ ๓ ประเภทเพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) พอดีฟังไปแล้ว อ้าวพ่อหนุ่ม ฟังก่อน เออๆ บ่แม่น(ไม่ใช่)พ่อหนุ่ม ก็เลยบ่(ไม่)ตอบ พระพุทธเจ้าก็เลยบ่(ไม่)ตอบ 

     

    ท่านพราหมณ์ฟังเราพูดก่อน เออฟัง พ่อหนุ่มพูดมาจะพูดอย่างไร “หม้อหนังห่อของเหม็น” ว่าซั่น(นั่น) เป็นหม้อกระทะห่อของเหม็น อันเนื้อหนังเฮา(เรา)นี่เป็นหม้อ ข้างในมันสกปรก หม้อหนังห่อของเหม็น พระพุทธเจ้าก็เลยว่าให้ ผู้สาวคนนั้นเกิดเครียดขึ้นมา จิ(จะ)ว่าชื่อเรามันเหม็น อย่างพ่อจิบ่(จะไม่)ว่าชื่อเราหรอก แล้วเกิดบ่(ไม่)พอใจขึ้น บัดโธ่บักหัวโล้นนี่มันว่าให้กูปานนี้ ก็ด่าพระพุทธเจ้าจิว่าจังได๋(จะว่าอย่างไร) บัดนี้ก็เลยผู้แม่กับผู้พ่อนั้นก็ฟังได้เป็นพระอนาคามีพุ่น(นู้น)น่ะ ฟังธรรมเที่ยวเดียวหนึ่งนะ เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าโลด(เลย) 

     

    ผู้ลูกสาวนั้นเครียดในใจ หาว่าพระพุทธเจ้าว่าตัวเอง หม้อหนังห่อของเน่าของเหม็น แม้แต่ตีนเราก็ไม่ไปแตะต้อง พระพุทธเจ้าว่า เฮา(เรา)ก็ยังว่ากันอยู่ซี่(นี่)ว่าอย่างพ่อถามมื้อเช้านี้ว่า เคยได้ยินว่า กองขี้ไก่มันเหม็นบ่(มั้ย) ได้ยินอยู่ ถามผู้ใดก็ถามแม๊ เคยฮู้(รู้)จักว่ากองขี้ไก่มันเหม็น เคยฮู้(รู้)จักบ่(มั้ย) รู้จัก แล้วก็เหยียบกันมีบ่(มั้ย) นี่ก็เว้า(พูด)เป็นซือๆ(เฉยๆ)อันนั้น มันบ่(ไม่)มีจริง ก็เลยแต่ตีนเฮา(เรา)ก็ยังบ่(ไม่)ให้ไปแตะต้อง เครียดเลยผู้สาวคนนั้น ปัดโธ่บักหัวโล้นนี่มันว่าให้กูปานนี้นะ ก็จะว่าเถอะ บ่(ไม่)ได้ยินหรอกอันนี้ คนเครียดมันเป็นหยังก็บ่เนาะ(เป็นอะไรมั้ยนะ) มันต้องขึ้นมึงขึ้นกูได้โลด(เลย)บัดนี้

     

    มาฮอด(ถึง)บ้านก็มาปรึกษาหารือกันกับผู้เมียว่า เออลูกสาวเฮา(เรา)นี่เฮ็ดจังได๋(ทำอย่างไร) จิบ่(จะไม่)ได้แต่งงานแล้วบัดนี้ คัน(หาก)ปากอย่างนี้ก็บ่(ไม่)มีผู้เอาแล้ว จิ(จะ)เอาไปถวาย ผู้ผัวก็มาว่าให้ฟังอีกตึ่ม(อีกครั้ง) เอาไปถวายพระยาอันหนึ่งให้ไปเป็นเมียเขา อันนางอันนั้นก็ว่าพ่อแม่ยกให้ผู้ใดก็เอาโลด(เลย) คนดีก็เอาคนบ่(ไม่)ดีก็เอา งามก็เอาบ่(ไม่)งามก็เอา ว่าแต่พ่อแม่ยกให้ บ่(ไม่)ว่า เมียคนที่นั่นที่นี่ก็บ่(ไม่)ว่า ก็เลยไปเป็นเมียพระยาเมืองอันนั้น บัดนี้พระพุทธเจ้าก็เลยไปเผยแผ่เมืองอันนั้น ก็บ่ว่า(ไม่บอกว่า)เมืองอันนั้นอันนี้ล่ะ ว่าซือๆ(พูดเฉยๆ)นี่ 

     

    ได้ยินข่าวว่าพระพุทธเจ้าจะไปเผยแผ่เมืองอันนั้น นางนั้นพอเป็นเมียพระยาแล้วก็มีเงินนี่ ไปจ้างคนทุกข์คนยากก็จ้างให้ด่าโลด(เลย)ทีเดียว สมณโคดมพาลูกศิษย์ลูกหามานี่ให้ด่านะ เข้ากรอกใดซอยใดก็ให้ด่านะ มันเอาเปรียบสังคมพระหัวโล้นหมู่นี้ค้านเฮ็ดไฮ้เฮ็ดนา(พวกนี้ขี้เกียจทำไร่ทำนา) ให้ด่าอย่างซี้(นี้)แหละ ด่า ด่าแล้วพระธรรมดาก็หนี ทนบ่(ไม่)ได้ ยังจะเหลือแต่พระอานนท์ พระอานนท์นั้นก็ชวนพระพุทธเจ้าหนี โอ้หนีเถอะครูบาหรือจิ(จะ)ว่าอาจารย์หรือจิ(จะ)ว่าสมณโคดมหรือจิ(จะ)ว่าพระพุทธเจ้า จิ(จะ)ว่าอย่างไดก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ก็ว่าหนีเถอะ เมืองอันนี้เป็นเมืองป่าเถื่อน บ่ฮู้(ไม่รู้)จักพระเจ้าพระสงฆ์ 

     

    ก็เลยถามพระอานนท์ ไปแล้วจะไปเมืองใดอานนท์ ไปคืออย่างบ้านผาแด่นนั่นน่ะสมมุติเอาไปบ้านผาแด่น คัน(หาก)บ้านผาแด่นด่าจิไปไส(จะไปไหน)บัดนี้..ไปบ้านบุฮมบัดนี้ คัน(หาก)บ้านบุฮมด่าจะไปไส(ไหน)..ไปบ้านหนองไฮ คัน(หาก)บ้านหนอไฮด่าจะไปไส(ไหน)..ไปเชียงคาน “เอาล่ะอานนท์ พอแล้ว” ไปไส(ไหน)เขาก็ด่า อันคนด่านี้มันมีอยู่ทั่วโลกเลย “เอาละอานนท์ ไฟเมืองใดไหม้ ต้องเอาน้ำเมืองนั้นมอด(ดับ)” นี่พ่ออย่างพ่อว่าให้ฟังนั้นว่า ไฟเมืองใดไหม้ ต้องเอาน้ำเมืองนั้นมอด(ดับ) บ่(ไม่)หนีแล้ว อยู่ฮั่นบ่(นั่นไม่)เกิน ๖ – ๗ มื้อ ก็เลยหมดเงินจ้างอันนั้น หมดเงินแล้วก็บ่(ไม่)มีจ้างแล้วนี่ มันบ่(ไม่)จ้างก็เซา(หยุด)แล้วคน มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    การฟังเทศน์ฟังธรรมก็คือ(เหมือน)กันหมู่เฮา(พวกเรา) คัน(หาก)เขาว่าดีก็อย่าว่าดีนำ(ตาม)เขา เขาว่าชั่วอย่าว่าชั่วนำ(ตาม)เขา ให้พิจารณาด้วยสติปัญญาของเฮา(เรา) ให้เข้าใจธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า พอดีสองผัวเมียนั้นก็ปวารณาถวายตัวเป็นลูกศิษย์โลด(เลย) ผู้ลูกสาวนั้นชัง ด่า ผู้พ่อผู้แม่นั้นเกิดศรัทธาในการฟังธรรมะ จึงบ่(ไม่)ถูกกัน พ่อแม่ฮัก(รัก)แสนฮัก(รัก)ลูกสาวก็ดาย(ก็นะ) จำเป็นก็ห่วงลูกสาวได้ นางอันนั้นก็เบิ่ง(ดู)พระพุทธเจ้าว่างามแสนงาม นึกว่าจะได้เป็นผัวตัวเองจิ(จะ)สบายใจมีความสุข นี่มัก(รัก) พอดีพระพุทธเจ้าว่า เกิดเครียดแค้นแน่นใจบ่มักโลด(ไม่รักเลย) ด่าบักหัวล้วนหัวเถิกเข้าไปโลด(เลย) พอดีหมดเงินแล้วก็เซา(หยุด)ด่า เซา(หยุด)ด่าแล้ว พระพุทธเจ้าก็เลยเผยแผ่ธรรมะเมืองอันนั้น จนคนรู้ธรรมะหลายคน 

     

    เฮา(เรา)ก็อย่าไปเชื่อคน เขาว่าชั่วก็อย่าไปว่าชั่วกับเขา เขาว่าดีอย่าไปว่าดีกับเขา ให้เฮา(เรา)รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงฮั่น(นั่น) เขาด่าบัดนี้อยากได้เงินเฮา(เรา) อันเฮา(เรา)นี่เขาก็อยากให้เป็นหมู่เขา อันคนเขาผู้บ่มัก(ไม่รัก)ก็ อันผู้เขามัก(รัก)เขาก็มายกย่องเอามาเป็นหมู่เดียวกัน มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) อย่าไปเชื่อ ดีก็อย่าเชื่อ ชั่วก็อย่าเชื่อ ใช้สติปัญญาของเฮา(เรา) โดยเหตุโดยผล คนนี่คัน(หาก)ว่าโง่นี่เครียด ความจริงก็โง่แล้วมันพอดีกัน คนโง่แล้วเขายังจูงได้คือควายนี่นะ 

     

    อย่างพ่อเคยว่าให้ฟัง ควายนี่ถ้ามันฉลาดมันก็ชนแล้ว เขาจูงไปฆ่าเขาจูงไปก็เชือกน้อยๆ คนตั้งหลายคน อย่างพ่อเห็นขเจ้า(พวกเขา)จูงไปย่าง(เดิน)ไปตะงุบตะงุบ(ก้มหน้าก้มตา)ไป ไปฮอดบ่อน(ถึงที่)เขาจิ(จะ)ฆ่า แล้วก็เขาเอาเชือกมัดคอแล้วก็ฟันแข้งฟันขาฟังคอตายโลด(เลย)นี่ควาย มันโง่นี่ควาย อันรู้จักรักชีวิตสักน้อยนี่ เขาจิ(จะ)จูงกูไปฆ่าแล้วนี่ ดิ้นแฮงๆ(แรงๆ) ดึงแฮงๆ ดึงเชือกแล้วหลุด หลุดแล้วก็ชนคน คนก็ตายหมด ควายก็บ่(ไม่)ได้ คือ(เหมือน)ตายซ้ำนี่ อันคนนี้มันโง่เขาจึงหลอกจึงลวงได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    ดังนั้นผู้ที่มีคุณธรรมหรือพระอริยบุคคล สอนคนโง่นั้นให้เป็นคนฉลาดขึ้นมา เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) สอนคนที่ทำบ่(ไม่)ดี พูดบ่(ไม่)ดี คิดบ่(ไม่)ดีนั้น ให้มันกลับเป็นคนดีขึ้นมา เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) สอนคนกำลังมีความทุกข์อยู่ฮั่น(นั่น) ให้เขาเลิกละความทุกข์นั้น ให้เขาบ่(ไม่)มีทุกข์นั้น เพิ่น(ท่าน)สอนอย่างซั่น(นั้น)พระพุทธเจ้า เรื่องอันบุญนั้นเขาสอนกันมาแต่ก่อนแล้ว ให้เฮา(เรา)เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) 

     

    เฮา(เรา)อยากไปเกิดเมืองเทวดา อยากไปเป็นเมียพระอินทร์ เพิ่น(ท่าน)ว่าพระอินทร์ผู้เดียวมีเมีย ๔ คน ผู้หญิงก็อยากไปเป็นเมียพระอินทร์บัดนี้ ผู้ชายก็อยากไปเกิดเป็นเทวดาบัดนี้ เพราะเฮา(เรา)เชื่อตำรับตำราเชื่อครูบาอาจารย์ เมืองสวรรค์นั้นมีผู้หญิง ๕oo คน มีผู้ชายผู้เดียว ให้ว่าผู้ชายผู้เดียวมีเมีย ๕oo คน คนมีกิเลสคือคนอยากไปเสียละว้า คนมีกิเลสอยากไปก็อยากได้เมียหลายคนเด้(นะ) ก็โง่ที่สุดก็เพราะกิเลสมันบ่ฮู้(ไม่รู้)นี่ ก็มันอยากไปเกิดเมืองสวรรค์ 

     

    เมียผู้เดียว ๒ คนก็ยังทะเลาะถกเถียงกัน ทุกข์เกือบตายแล้ว จะไปมีเมีย ๑o คน ซาว(๒o)คน ตั้ง ๕oo คน ก็หาเวลาหลับนอนได้มันก็ตายเสียละว้า อย่างผู้หญิง ๕oo คนก็ตบตีกัน มันก็ตกมาจากเมืองสวรรค์ฮอด(ถึง)ก็คอหักตายเสียว้า ก็เป็นเมืองนรกเสียแล้ว มันจะได้เมืองสวรรค์อย่างได๋(ไร) เมืองคนมีกิเลสเขาเอิ้น(เรียก)เมืองนรก เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักว่ากิเลสอันนั้น มันเป็นอย่างซั่น(นั่น) ให้เข้าใจให้มันดี อย่างพ่อว่านี่อย่าเชื่ออย่างพ่อ ให้พิจารณาเอาเอง 

     

    อยากไปเป็นเมียพระอินทร์ พระอินทร์เพิ่น(ท่าน)ว่าคนสวยคนงาม เมียพระอินทร์มี ๔ คนเพิ่น(ท่าน)ว่า มีนางสุชาดา นางสุจิตรา นางสุธรรมมา นางสุนันทา ๔ คนเป็นเมียพระอินทร์ นี่แม่ออกพ่อออกก็อยากไปเป็นนางสุชาดา นางสุจิตรา นางสุธรรมา นางสุนันทา อยู่ไสเห็นบ่(อยู่ไหนเห็นมั้ย) บ่(ไม่)เห็นแล้ว คนตาบอดแล้วคนตายเฟื่องมันจะเห็นบ่(มั้ย)คนเป็นอัมพาตน่ะ นางสุชาดาก็เกิดมาว่าใช่เป็นชาติหนึ่งของคน เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)วิปัสสนาหรืออริยสัจ ๔ เพิ่น(ท่าน)ก็ว่าไป อย่างพ่อว่าก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักตำราดอก(หรอก) เพราะตำราบ่(ไม่)ได้ว่าอย่างซั่น(นั้น) อย่างพ่อว่าเอาผู้เดียวอันนี้ ความคิดความเห็นความเข้าใจมันเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ‘นางสุชาดา’ คือเกิดมาเป็นชาติของคน ‘นางสุจิตรา’ คือจิตตวิปัสสนา คือเฮา(เรา)มีจิตมีใจ อันคนเกิดมามันมีจิตมีใจ เพิ่น(ท่าน)ว่า ‘นางสุธรรมมา’ คนเกิดมามีจิตมีใจมันต้องทำ การงานมันต้องทำ ทำนาทำสวนกินข้าวกินน้ำคิดซื้อคิดขาย เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ทำ ‘นางสุนันทา’ นี่ถ้าทำดีมันมีมาปรากฏทั่วไปในทางโลก คือ(เหมือน)อย่างพระพุทธเจ้านั่นเกิดในประเทศอินเดียพุ่น(นู้น)น่ะ เสียงมันลือมาฮอด(ถึง)เมืองไทยพุ่น(นู้น) เอิ้น(เรียก)สุนันทา ทำการทำงานโดยบ่(ไม่)มีทุกข์ ทำการทำงานโดยมีความสุข เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)สุนันทา 

     

    เป็นผู้บันลือ เป็นผู้ที่อยู่บ่(ไม่)โศกบ่(ไม่)เศร้า เฮาบ่(เราไม่)เคยเข้าใจอย่างซั่น(นั้น) นึกว่ามันเป็นตัวคนจริงๆ นี่ เพราะหยัง ก็เพราะความโง่ของเฮา(เรา)นั่นแหละ เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก คัน(หาก)ว่าโง่ก็จิ(จะ)เครียด โอ้กูนี่โง่เด้(นะ) กลับมาฉลาดซะ คัน(หาก)ว่ามันบ่(ไม่)ดี กลับมาทำดีซะ มันก็แล้วซือๆ(เฉยๆ)นี่ กูมันมีทุกข์เด้อ(นะ) กูก็เลิกซะ มันก็บ่(ไม่)ทุกข์ มันก็แล้วซือๆ(เฉยๆ)นี่ อันพระพุทธเจ้าบ่(ไม่)ใช่มีตนมีตัว 

     

    เฮาเราก็เคยได้ยินอยู่นี่ พระวักกลิไปอยู่กับพระพุทธเจ้า รักพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยว่าให้ ก็เลยให้ว่าเสียอกเสียใจ จิ(จะ)ไปขึ้นภูเขาจิ(จะ)ไปโดดเหวตาย หลายเรื่องเพิ่น(ท่าน)ว่า พระพุทธเจ้าก็เลยไปห้ามไว้ พระวักกลิเข้าใจว่าอันนี้เป็นพระพุทธเจ้า ก็จะว่าโดยว่าข้าน้อย จึงว่าบ่แม่น(ไม่ใช่) พระวักกลิตายเป็นบ่(มั้ย)..ตายเป็น ตายไปแล้วเน่าเหม็นเป็นบ่(มั้ย)..เน่าเหม็นเป็น อันรูปนี้รูปชั่วเป็นพระพุทธเจ้านี่ตายเป็นบ่(มั้ย)..ตายเป็น เน่าเหม็นเป็นบ่(มั้ย)..เน่าเหม็นเป็น คัน(หาก)ตายเป็นเน่าเหม็นเป็นมันจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ทำไม 

     

    พระวักกลิก็อยากเห็นพระพุทธเจ้า ดีแล้วพระวักกลิอยากเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบ่แม่น(ไม่ใช่)อันนี้ อันนี้มันเป็นรูปภาพ มันเป็นข้าวเปลือก กินข้าวเปลือกบ่(ไม่)ได้ สมมุติให้ฟัง บัดนี้เฮา(เรา)แกะข้าวเปลือกเอาเปลือกออกแล้วมันเป็นข้าวสาร กินข้าวสารก็บ่(ไม่)ได้ ไปกินข้าวสุกนู้นพระวักกลิ สมมุติซื่อๆเด้(เฉยๆนะ)อันนี้ก็ดายอย่างพ่อว่านี่ พระพุทธเจ้าจิบ่(จะไม่)ได้ว่าอย่างซี้ดอก(นี้หรอก) แต่อย่างพ่อว่าให้ฟังซื่อๆ(เฉยๆ)อันนี้ อยากเห็นพระพุทธเจ้าดีแล้ว อันให้ทานรักษาศีลนั้นน่ะดีแล้ว แต่มันบ่(ไม่)เห็นของจริง ก็เลยมาหาเรื่องว่าเอา เพราะว่าเพิ่น(ท่าน)ว่า ส ๓ ส 

     

    หนังสือเพิ่น(ท่าน)ว่า ส ๓ ส ก็สะอาด สว่าง สงบ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) ส ๓ ส อันสะอาดนั้นเฮา(เรา)ก็มีจิตใจสะอาดแล้ว จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว พระพุทธเจ้าบ่(ไม่)ใช่ว่า อย่าเป็นคนทื่อ ฟังอะไรก็เข้าใจโลด(เลย)พระพุทธเจ้า อันนั้นคือจิตใจของพระพุทธเจ้า มีพร้อมกันทั้ง ๖ อย่างนี้ของพระพุทธเจ้าน่ะ เฮา(เรา)นั้นมีเที่ยวละอัน มีจิตใจสะอาดกับจิตใจบ่(ไม่)สว่างบัดนี้ คัน(หาก)มีจิตใจสว่างจิตใจก็บ่(ไม่)สะอาด คัน(หาก)มีจิตใจสงบจิตใจมันจิบ่(จะไม่)สะอาดมันบ่(ไม่)สว่าง อย่างซั่น(นั้น)ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักแล้ว 

     

    หรือบางที เราอาจทำจิตใจเฮา(เรา)สะอาด สว่าง สงบ ได้ครบ ๓ อย่างนี้ ก็แสดงว่าเฮา(เรา)นี่เป็นพระพุทธเจ้าน้อยๆ ขึ้นมาแล้วนี่ บัดนี้จิตใจเฮา(เรา)บริสุทธิ์ขึ้นมาบัดนี้ จิตใจผ่องใสบัดนี้ มีผู้ใดมาว่าอันใดฮู้(รู้)จักความหมายโลด(เลย) จิตใจว่องไว เฮา(เรา)ก็เห็นพระพุทธเจ้าละว้า เฮา(เรา)ก็ย่าง(เดิน)ไปหาพระพุทธเจ้า จับแข้งจับขาพระพุทธเจ้าก็ถูกเสียล่ะ อย่างพระพุทธเจ้าจึงบ่(ไม่)มีตนบ่(ไม่)มีตัว เมื่อพระวักกลิได้เห็นอย่างซี้(นี้)แล้วก็  โอ๊ยอยู่กับพระพุทธเจ้าก็อยู่ได้ บ่(ไม่)อยู่กับพระพุทธเจ้าก็อยู่ได้ เพราะว่าตัวก็มีคือ(เหมือน)กันกับพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ความสบายเฮาซือๆ(เราเฉยๆ)นี่นะ 

     

    อันนิพพานจะไปเซาะ(หา)เอาที่ได๋(ไหน) มันจะเป็นบ้านเป็นเมืองที่ได๋(ไหน) เชื่อมิหยังกะด้อกะเดี้ย(อะไรมายมาย)อันตำรานี่ก็ดาย(ก็เถอะ) คันบ่(หากไม่)เชื่อตำรามันก็ทำลายซิ บ่แม่น(ไม่ใช่) ผู้ใดเชื่อขเจ้า(พวกท่าน)ก็ให้เชื่อเสียก่อน คันบ่(หากไม่)ได้ทำลาย คัน(หาก)เชื่อตำราก็เป็นอุปทานเสียละว้า คืออย่างรับศีลนี่ บ่(ไม่)ได้รับศีล ๘ ก็เฮ็ดหยังบ่(ทำอะไรไม่)ได้ ก็ยึดศีลอยู่นั่นแหละก็เป็นอุปาทานเสียแล้ว คันบ่(หากไม่)ได้ไปให้จังหันบ่(ไม่)ได้ทำบ่(ไม่)ได้ทาน มันไปยึดอยู่ฮั่น(นั่น)บัดนี้ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)อุปทาน อย่าไปยึดไปถืออย่างซั่น(นั้น) 

     

    มีก็ทาน บ่(ไม่)มีก็แล้วไป มีก็ให้ บ่(ไม่)มีก็แล้วไป จังซั่นเพิ่น(อย่างนั้นท่าน)ว่า คนบ่(ไม่)มีอุปทาน เฮ็ด(ทำ)ไปด้วยความบริสุทธิ์ มีก็ให้บ่(ไม่)ดีใจ บ่(ไม่)มีก็บ่(ไม่)ให้บ่(ไม่)เสียใจ เพิ่น(ท่าน)ว่า ว่าแล้วมื้อ(วัน)นี้นั้นกลับเสียใจตึ้ม(อีก) โอ้ยว่าจะไปไหว้พระมื้อ(วัน)นี้บ่(ไม่)ได้ไปไหว้พระ เสียใจแล้วบัดนี้ นี่อุปทาน ทุกข์แล้วนั่น ความเสียใจความดีใจมันเป็นทุกข์ ดีใจเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)มืดสีขาว เสียใจเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)มืดสีดำ ว่ามืดสีดำสีขาวก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักคนเฮา(เรา)นี่ บ่ฮู้(ไม่รู้)จักเพราะหยัง(อะไร) 

     

    เพราะมันมืด อยู่ในถ้ำพุ่น(นู้น) เพิ่น(ท่าน)ว่าธรรมะให้ฟังแล้วบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก บางคนมาฟังอย่างพ่อเว้า(พูด)ทุกเดือน โอ้ยมันบ่แม่นทางดอก(ไม่ใช่ทางหรอก)อันนี้ มันเป็นเทวทัตแล้วคอมมิวนิสต์แล้ว นี่เว้า(พูด)ไป คอมมิวนิสต์หมายถึงอันใด(อะไร) เจ้าของ(ตัวเอง)รู้จักบ่(มั้ย) เทวทัตหมายถึงอันใด เจ้าของ(ตัวเอง)รู้จักบ่(มั้ย) บ่ฮู้(ไม่รู้)จักแล้ว ก็ได้ยินเขาว่าก็ว่านำเขาซื่อๆ(เขาพูดก็พูดตามเขาเฉยๆ)นี่แหละ อันเรื่องไปฟังความคนอื่นมันบ่(ไม่)มีประโยชน์ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่าให้เดินจงกรม ก็เดินลองเบิ่งซือๆ(ดูเฉยๆ)นี่นะ เพิ่น(ท่าน)ว่าให้เฮ็ด(ทำ)จังหวะ ก็เฮ็ด(ทำ)ลองเบิ่งซือๆ(ดูเฉยๆ)นี่นะ มันจะเสียทรัพย์ดับสินมิหยัง(อะไร) มันจะเสียเงินเสียทองมิหยัง(อะไร) มันบ่(ไม่)ได้เสียมิหยัง(อะไร) เฮ็ดลองเบิ่งซือๆ(ทำลองดูเฉยๆ)นี่ เฮ็ดลองเบิ่ง(ทำลองดู) คัน(หาก)มันฮู้(รู้) อ้อเฮ็ด(ทำ)อันนี้มันรู้เด้(นะ) ก็ฮู้(รู้)แล้ว บ่(ไม่)มีเรื่องหยัง(อะไร) อันโทสะโมหะโลภะนั้น มันเกิดขึ้นเพราะในระยะมันลืมตัวเฮาซือๆ(เราเฉยๆ)นี้เด้(นะ) ถ้าหากเฮา(เรา)รู้จักตัวเฮา(เรา)อยู่นี่ มีผู้ได๋(ใคร)มาว่า โอ๊ยโกรธมันทุกข์เด้(นะ) เฮาบ่(เราไม่)โกรธ แล้วก็แล้วซื่อๆ(เฉยๆ)นี่เด้(นะ) 

     

    อันโกรธอยู่นั่นน่ะ มันทุกข์เด้(นะ) นรกน่ะ อันนรกนั้นก็บ่(ไม่)ใช่เป็นพะลั่วๆ อยู่คือเฮาว่า(เป็นแน่นๆอยู่เหมือนเราว่า) อันนั้นกระทะทองแดงนั่น คนโกรธนี่ให้มันยืนอยู่ผู้เดียวมันยืนได้บ่(มั้ย) อยู่ในหม้อกระทะทองแดงก็ย่างพุ้นย่างพี้(เดินนู่นเดินนี่) ก็มันโกรธน่ะ มันฮ้อน(ร้อน)นี่ นอนนี่มันก็ดิ้นอยู่เพราะว่าน้ำฮ้อน(ร้อน)นี่กระทะทองแดง นั่งมันก็นั่งบ่(ไม่)ได้นานคนอยู่กระทะทองแดง เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) นั่งอยู่กระทะทองแดงยืนอยู่กระทะทองแดงนอนอยู่กะทะทองแดง คัน(หาก)คนโกรธนี่มันทุกข์ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) เฮา(เรา)ก็เลิกซะ 

     

    คัน(หาก)ผัวเมียอยู่นำ(ด้วย)กันนี่ คัน(หาก)โกรธนี่ตกนรกแล้วเด้ฮั่น(นะนั่น) ก็อายเพิ่น(เขา)นี่ ผู้เมียก็ดาย(เถอะ) โอ้กูตกนรกแล้วนี่ ก็สอนธรรมะให้กันในครอบครัวบัดนี้ คัน(หาก)ผู้ผัวโกรธนี่ตกนรกแล้วฮั่น(นั่น)น่ะ มันก็อายขึ้นมาแล้ว ก็สอนธรรมะให้กันอยู่ในบ้านในเฮือน(เรือน) เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) สอนลูกสอนหลานอยู่ในบ้านในเฮือน(เรือน) อันนี้คัน(หาก)โกรธให้กันก็แลเบิ่ง(ดู)หน้ากันบ่(ไม่)ได้แล้วบัดนี้ มันคนโง่ทั้งนั้นแล้ว มันโง่ คัน(หาก)ว่าโง่อย่าเครียด อันเครียดก็ช่างเจ้า(คุณ)แล้ว หมู่เจ้า(พวกคุณ)ก็ตกนรก 

     

    อย่างพ่อว่าให้ฟังอยู่เดี๋ยวนี้แหละ นรกคือความทุกข์ ให้เข้าใจ หมู่เจ้า(พวกคุณ)เครียดให้อย่างพ่อเมื่อใด หมู่เจ้า(พวกคุณ)ก็ตกนรกมื้อ(วัน)นั้น บ่แม่น(ไม่ใช่)นรกพะลั่วๆ อยู่พุ่น(แน่นๆอยู่นู้น) หมู่เจ้า(พวกคุณ)เลิกความเครียดความโกรธความบ่แม่น(ไม่ใช่)อกแม่น(ใช่)ใจผัวเมียให้กันนั่นน่ะ เซา(หยุด) เฮาบ่(เราไม่)ผิดเถียงกันนี่แหละ หมู่เจ้า(พวกคุณ)ก็ได้ขึ้นเมืองสวรรค์มื้อ(วัน)นั้น เลิกมื้อนั้น เพิ่น(ท่าน)ว่า อดีตอนาคตนั้นเฮ็ดหยัง(ทำอะไร)ให้เฮาบ่(ไม่)ได้ เฮาจิ(เราจะ)แก้ได้เฉพาะแต่ปัจจุบันเท่านั้น 

     

    เฮา(เรา)เคยว่ากัน อย่างพ่อเป็นเด็กน้อย ตามเพิ่น(ท่าน)ว่า กิเลส ๑๕oo ตัณหา ๑o๘ เชือกผูกคอปอผูกศอกปลอกกับแข้งกับขา โอ้ยเพิ่นช่างเว้า(ท่านช่างพูด) เพิ่น(ท่าน)ว่า บ่ฮู้จักเด้(ไม่รู้จักนะ) เว้าซือๆ เด้(พูดเฉยๆนะ) กิเลส ๑๕oo เกิดอยู่ไส(ไหน) เกิดอยู่กับอดีตฮั่น(นั่น) คืออย่างคิดเมื่อกี้นี้ ๕oo เกิดอยู่กับปัจจุบันอย่างพ่อนี่ว่า ๕oo เกิดขึ้นกับอนาคต ๕oo สามอย่างนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า ๓x๕ เป็น ๑๕ เป็นกิเลส ๑๕oo เกิดขึ้นอดีตหนึ่ง  เกิดขึ้นอนาคตหนึ่ง เกิดขึ้นปัจจุบันหนึ่ง เพราะมันบ่ฮู้(ไม่รู้)จักตัวเอง เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    คันฮู้(หากรู้)จักตัวเองแล้ว มันบ่(ไม่)เกิดขึ้นมาแล้ว โอ๊ยมันจิ(จะ)เกิดขึ้นมาแล้วมันก็หายแว๊บไปโลดซือๆ(เลยเฉยๆ)นี่ อดีตก็บ่(ไม่)เกิดขึ้น อนาคตก็บ่(ไม่)เกิดขึ้น ปัจจุบันก็บ่(ไม่)เกิดขึ้น ก็ล้างมือซะว่า มือก็บ่(ไม่)สกปรกเสียว้า อันนี้คัน(หาก)มันเกิดขึ้นมา วิตกมาแล้ว มากินข้าวอีก ล้างมืออีกตึ้ม(เพิ่มอีก) มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) ตัญหา ๑o๘ เกิดขึ้นอดีตอนาคตปัจจุบันคือ(เหมือน)กัน เกิดขึ้นอดีต ๓๖ เกิดขึ้นอนาคต ๓๖ เกิดขึ้นปัจจุบัน ๓๖ เอา ๓x๓ ได้ ๙ เป็น ๙o เอา ๓x๖ เป็น 18 ก็เป็นตัญหา ๑o๘ อย่างว่า มันจะอยู่ที่ได๋(ไหน) 

     

    ก็อยู่กับตัวเฮา(เรา)นี่เอง เฮาบ่(เราไม่)เซาะหาที่นี่ ไปเซาะหาที่ใดก็บ่ฮู้(ไม่รู้) กิเลสก็ดาย(ก็นะ) ก็เลยบ่(ไม่)ได้เห็นกิเลสจักเทื่อ(สักครั้ง) ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย แล้วก็จิ(จะ)อยากมาเกิดอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) อยากจิ(จะ)ไปตกนรกอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอน อย่ามาเกิด เกิดมาแล้วก็ตายตึ่ม(เพิ่ม)แล้ว คัน(หาก)ทำบุญให้ทานอยากไปเกิดเป็นเทวดา คนมีกิเลสมันก็อยากไปซะเนาะ ไปหาบ่อน(ที่)ทุกข์น่ะ คันฮู้(หากรู้)จักอย่างพ่อว่า โอ้ยบ่(ไม่)ไปเกิดอย่างมันแล้วเทวดานี่ สู้อยู่บ้านบฺฮมนี้บ่(ไม่)ได้ดอก(หรอก) เฮ็ดไฮ้เฮ็ดนา(ทำไร่ทำนา)เก็บผักหาหน่ออยู่นี่แหละ แล้วก็แล้วซะว้า 

     

    คัน(หาก)ไปปลูกเฮือน(เรือน)อยู่สวรรค์ชั้นฟ้าจะได้ฝังเสาลงที่ได๋(ไหน) คันบ่(หากไม่)ฝังกับที่ดินเนี่ย บ่แม่น(ไม่ใช่)เขาเฮ็ด(ทำ)ตึก ๓ ชั้น ๔ ชั้น ๑o ชั้น ๒o ชั้นนี่ เขาก็ฝังอยู่กับที่ดินนี่ขึ้นไป บ่แม่น(ไม่ใช่)เขาจะไปปลูกอยู่ใส่ลมใส่แดดอยู่พุ่น(นู้น) มันเว้านี่บ่มี(พูดนี่ไม่มี) อันผู้เว้าก็บ่ฮู้จัก(คนพูดก็ไม่รู้จัก) ผู้ฟังก็บ่รู้จักอีกตึ่ม(คนฟังก็ไม่รู้จักเพิ่มอีก) พร้อมกันตะลุมตะลุยไปบ่(ไม่)รู้จักอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ที่ว่าให้ฟังนี่ ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ 

     

    โทสะโมหะโลภะจืดจางไปแล้ว เฮา(เรา)ก็สบายเสียล่ะว้า เวทนาก็บ่(ไม่)ทุกข์ สัญญาก็บ่(ไม่)ทุกข์ สังขารก็บ่(ไม่)ทุกข์ วิญญาณก็บ่(ไม่)ทุกข์ ความหมดทุกข์แล้วเขาเอิ้น(เรียก) สวรรค์ ๖ ชั้น ตาชั้นหนึ่ง หูชั้นหนึ่ง ดั้ง(จมูก)ชั้นหนึ่ง ปากชั้นหนึ่ง กายชั้นหนึ่ง ใจชั้นหนึ่ง  ๖ ชั้นนี้อยู่ด้วยความสุข เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)โลกียสุข เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) แล้วเราจะไปเอาความสุขเมืองสวรรค์อยู่ไส(ไหน) คนบ่(ไม่)รู้จัก ช่วยก็บ่(ไม่)รู้จักคือ(เหมือน)กัน นั่นแหละ 

     

    อย่างพ่อว่าให้ฟังนี่ว่าง่ายๆ ตั้งอกตั้งใจ อย่าพูดอย่าคุยกันมาก เฮา(เรา)ปฏิบัติได้เฮา(เรา)ก็ได้ เฮา(เรา)ปฏิบัติบ่(ไม่)ได้เฮา(เรา)ก็บ่(ไม่)ได้แล้วคัน(หาก)มันบ่(ไม่)ทันพอทั่ว พลิกมือขึ้นก็(ฮู้)รู้ อันฮู้(รู้)แล้วก็ได้แล้วนี่ ได้อันใด ได้ฮู้(รู้)มืออันนั้นแหละ แต่ก่อนมันบ่(ไม่)เคยฮู้(รู้)มาจักเทื่อ(สักครั้ง) มันไปตามสัญชาตญาณของสัตว์ มันได้แล้วเฮาก็บ่ฮู้(เราก็ไม่รู้)จัก อันนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) เม็ดหมักงาเอาไปตกใส่บ่อใส่เหวมาอันจิ(จะ)เป็นขึ้นมา คือเฮาจิ(เราจะ)สมบูรณ์แบบ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ให้มันสมบูรณ์แบบก็ได้กัปหนึ่ง พระศรีอริยเมตไตรยเกิดขึ้นมา จะมีเรื่องมิหยัง(อะไร) ให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) 

     

    อย่างพ่อเว้าอีกตึ่ม(พูดเพิ่มอีก)บทหนึ่งก่อน พ่ออย่างพ่อว่าให้อย่างพ่อฟัง ศาสนานี้ล่วงไปได้ ๕,ooo ปี แล้วจิ(จะ)มืด ๗ วัน ๗ คืน ว่าซั่น(นั่น) พ่อบ่ฮู้(ไม่รู้)จักลูก ลูกจิบ่ฮู้(จะไม่รู้)จักพ่อ แม่จิบ่ฮู้(จะไม่รู้)จักพ่อ พ่อจิบ่ฮู้(จะไม่รู้)จักแม่ มืดคือเฮา(เรา)อยู่ในถ้ำนี่ ไปไสตำ(ไปไหนชน)กัน รุมกัดรุมกินกันหมด ตำ(ชน)เปลือกไม้ปะตากแห้งก็เอาเปลือกไม้กิน ไปตำ(ชน)อะไรของคนบ่ฮู้(ไม่รู้)จักนี่ อดข้าวอดน้ำ ๗ มื้อ(วัน) ๗ คืนเลย เทวดาปิดโลก เขาเอิ้น(เรียก)เทวดาปิดตะเวน(ตะวัน) บ่(ไม่)ให้แสงสว่างออกมาได้พุ่น(นู้น)น่ะ 

     

    เดี๋ยวนี้มันมืดเฮา(เรา)นี่แล้วเด้(นะ) บ่(ไม่)ได้มืดอย่างซั่นแท้ๆ ดอก(นั้นจริงๆ หรอก) อย่างพ่อเข้าใจว่ามืดอย่างซั่นแท้ๆ(นั้นจริงๆ) อย่างพ่อปรารถนาจิ(จะ)ไปเกิดนั่นแหละ อย่างพ่อทุกข์ก็ตามช่าง อด(ทน)เอา ทุกข์มื้อ(วัน)หนึ่งสองมื้อ(วัน) กูจิ(จะ)ได้ฟังธรรมะจากพระอรหันต์ แล้วก็กูจิ(จะ)ได้ดวงตาเห็นธรรม มันคิดไปอย่างซั่น(นั้น) บ้าเด้(นะ)อันนั้น บ่(ไม่)ใช่เป็นคนดีเด้(นะ) บ่ฮู้จักเด้(ไม่รู้จักนะ) ตีกฎหมายบ่ถูกเด้(ไม่ถูกนะ) เพิ่น(ท่าน)ว่ามืด ๗ วัน ๗ คืนนี่ แล้วพระพุทธรูปอิฐหินดินปูนก็ตามช่าง จิ(จะ)เหาะไปรวมกัน คืออย่างสมมุติเฮา(เรา)มาอบรมกรรมฐานอย่างนี้นี่แหละ เมื่อพระพุทธรูปเหาะมารวมกันนี้ พอดีมารวมกันแล้วก็ไฟบรรลัยกัลป์ไหม้แตกป้างออกไปโลด(เลย) อันรูปที่เป็นวัตถุถูกไฟไหม้หมด 

     

    ดวงจิตวิญญาณของพระพุทธรูปนั้นก็เท่ากับเม็ดงานี้ แล้วมารวมตัวกันเข้าเป็นรูปพระพุทธเจ้า เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) พอดีแสดงธรรมขึ้นแล้ว ผู้ใดมีปัญญาก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันก็มี บางคนก็เป็นพระอรหันต์ก็มีคนที่มีปัญญา ผู้ใดปัญญาน้อยก็ต่ำลงมาเป็นพระอนาคามี เป็นพระสกิทาคา เป็นโสดา เป็นมนุษย์ เป็นคนธรรมดานี่แหละ เพิ่น(ท่าน)ว่า อย่างพ่ออยากไปเกิดที่นั่นเพราะว่าจะได้ฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้าว่าซั่น(นั่น) จิอยู่ใสบ่ฮู้บ่เห็นสักเทื่อ(จะอยู่ไหนไม่รู้ไม่เห็นสักครั้ง) เข้าใจผิดไป 

     

    อันพระพุทธรูปนี่ นั่งจ๊กมกเจ๊กเหม็ด(นั่งก้มหน้าก้มตา)อยู่นี่แหละ พระพุทธรูปแหละอันนี้ ดวงจิตวิญญาณอันจิตใจสะอาด สว่าง สงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว มีนำ(กับ)พระพุทธรูปอันนี้ มีหมดทุกคน บ่แม่น(ไม่ใช่)เหาะมาเด้(นะ) นั่งรถมากันแม่นบ่(ใช่มั้ย) ย่าง(เดิน)มาก็มีแม่นบ่(ใช่มั้ย) นี่เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าเหาะมาซือๆ(เฉยๆ) มันสมมุติ ให้เฮาฮู้(เรารู้)จักสมมุติ เพิ่น(ท่าน)ว่าบุคลาธิษฐาน ยกเป็นบุคลาธิษฐานมาว่าให้ฟัง ถ้าหากผู้ใดฟังรู้ทันที เพิ่น(ท่าน)ว่าเป็นปัจเจกชน เอิ้น(เรียก)ว่าพระปัจเจกพุทธะ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    อันปัจเจกชนนั่นน่ะ เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจ เนื่องจากบ่(ไม่)เข้าใจก็ฟังผิด พูดก็ผิด คิดก็ผิด โอ้ยบ่แม่น(ไม่ใช่)แล้ว ทำลายแล้วนี่ บ่ฮู้(ไม่รู้)จักว่าอย่างพ่อมาส่งเสริม อย่างพ่อมาส่งเสริมเด้(นะ)ว่า เว้า(พูด)ธรรมะนี่ ทำให้พุทธศาสนาเจริญเด้(นะ) หมู่เจ้ามานี่ก็มาส่งเสริมพุทธศาสนาเด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)ที่ว่าอยากเปิดเมื่อใดเปิด อยากเฮ็ดผู้ใดก็เฮ็ด(ใครอยากทำก็ทำ) อันนั้นได้อยู่ ยากเด้(นะ)เฮาจิ(เราจะ)มาเปิดอบรม เอาหมู่เอาเพื่อน เอาเจ้าหัวไอ้จั่ว(พระเณร) เอาครูบาอาจารย์มาเว้า(พูด)ให้ฟังนี่ บ่แม่น(ไม่ใช่)ของง่ายเด้(นะ) ปรึกษากันหลายมื้อเด้(วันนะ) 

     

    บัดนี้มาแล้วก็รีบตั้งอกตั้งใจทำเสีย จิพูดจิคุยกันเฮ็ดหยัง(จะพูดจะคุยกันทำไม) คันนั่งหัวตอมกัน(หากนั่งหันหน้าใส่กัน)แล้วก็ เอ้าเจ้าเฮ็ดหยัง(เธอทำอไร) เจ้าเป็นหยัง(เธอเป็นอะไร) เจ้าฮู้ฮอดได๋(เธอรู้ถึงไหน)แล้ว เว้าได้เฮ็ดหยัง(พูดได้อะไร) ได้ประโยชน์อันใด ฮู้ได๋ฮอดได๋(รู้อะไรถึงไหน)ก็ตามช่างเพิ่น(เขา)ล่ะแม๊ เพิ่นเฮ็ดหยัง(เขาทำอะไร)ก็ตามช่างเพิ่น(เขา)ล่ะแม๊ เพิ่นจิ(เขาจะ)คิดหาลูกหาหลานก็ตามช่างเพิ่น(เขา) เฮา(เรา)อย่าคิด เฮาเบิ่ง(เราดู)ตัวเฮา(เรา)นี่ เมื่อตัวเฮา ฮู้(เรารู้)ตัวเฮา(เรา) เห็นตัวเฮา(เรา)แล้ว เฮา(เรา)ก็สบายใจเสียละว้า เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ให้ตัวสัญญานี่มันทำหน้าที่ของมัน สัญญาคือเฮา(เรา) “รู้” พลิกมือขึ้นก็คือจิ(จะ) “รู้” สัญญาตัวนี้จิ(จะ)ทำหน้าที่ของมัน มันจะ “รู้เข้า รู้เข้า” มันก็เลยความบ่(ไม่)รู้ก็จิ(จะ)หมดไปเสียแล้วว้า เดี๋ยวนี้นี่มันมิหยัง(อะไร)ปกคลุมอยู่ ทุกคนนี่จิ(จะ)โกรธเป็นเด้(นะ) โกรธขึ้นมาปุ๊บ เฮาบ่(เราไม่)เห็นใจเฮา(เรา)ต่างหากซือๆ นี่เด้(เฉยๆนี่นะ) เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)คนหลงตนลืมตัว คนหลงตนลืมตัวนี่ถึงจะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับคนตายแล้ว เพิ่น(ท่าน)ว่ามันเน่ามันเหม็น รู้จักมันเน่ามันเหม็นบ่(มั้ย) รู้จักบ่(มั้ย) เออมันแสดงออกมา มันเหม็นเหมือนกองอุจจาระนี่ มันว่าออกมา เพิ่น(ท่าน)ว่าของเน่าของเหม็น 

     

    จึงว่า หม้อหนังห่อของเน่าของเหม็น ว่าซั่น เฮาจิ(เราจะ)มาเบิ่ง(ดู)แต่รูปกายภายนอกว่าดูน่าชมมิหยัง(อย่างไร) แต่บ่(ไม่)เป็นหรอกอย่างพ่อนั่งพิจารณาแล้วแต่ก่อน แต่มื้อเฮ็ด(ตอนที่ทำ)กรรมฐานบ่(ไม่)เป็นดอก มันเว้าไปซือๆ(พูดไปเฉยๆ) บัดมาเฮ็ด(เมื่อมาทำ)อันนี้แหละ บ่(ไม่)ต้องพิจารณามันแล้ว บ่(ไม่)อยากมาเกิดแล้วก็แล้วซือๆ(เฉยๆ)นี่แหละ มันมีเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ)นี่นะ เฮ็ด(ทำ)ง่ายๆ นี่นะอย่างพ่อว่านี่นะ แม้บ่(ไม่)ได้ไปทานสักสตางค์ ก็จะได้ฮู้คือ(รู้เหมือน)กันนี่นะ คำว่า “พลิกมือฮู้(รู้)” บ่(ไม่)ใช่ให้เงินให้ทานแล้วจึงฮู้เด้(รู้นะ) ลองเฮ็ดดูแม๊(ทำดูซิ) 

     

    เอ้า...พลิกมือนี่ ฮู้บ่(รู้มั้ย) ฮู้บ่(รู้มั้ย)นี่ เงินพาฮู้(รู้)นี่ มันบ่(ไม่)ใช่แม่นเงิน บ่ใช่แม่น(ไม่ใช่)เงินพาฮู้(รู้) ตัวฮู้เฮา(รู้เรา) มันมีอยู่แล้ว จึงเป็นหยังบ่อยากเฮ็ด(ทำไมไม่อยากทำ) มันจิ(จะ)ตายสิ อ้าวตายก็ตายสิ เอ้าตายก็ให้มันตายลองเบิ่ง(ดู)เสียล่ะวะ มันต้องใจมันต้องสู้อย่างซี้(นี้) จึงว่าคนเก่งมันต้องเก่ง คนกล้ามันต้องกล้า อันนี้คัน(หาก)ว่า โอ้ยเมื่อยแล้ว บ่ฮู้(ไม่รู้)หรอกตัวนี้ จึงว่าเอานี่ล่ะ ความขี้ค้าน(ขี้เกียจ)มันมาก่อนแล้ว คนขี้ค้าน(ขี้เกียจ)แล้วแม่นหยัง(ใช่อะไร)แล้ว มันก็มานำ(ด้วย)โทสะ โมหะ โลภะแล้วบัดนี้ 

     

    เอ้า ตายเบิ่ง(ดู)ตาย เฮ็ด(ทำ)ไปแล้วมันเป็นหยัง(อย่างไร)บัดนี้ เพิ่น(ท่าน)ก็มาด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา มัน ๓ คนนี่ ให้ว่าหมู่ละ ๓ คนตบกันอยู่นี่ใครจะชนะใครล่ะนี่ อย่างพ่อเคยว่าให้ฟัง อย่างพ่อไปปฏิบัติ ‘ให้มันล้มหัวนอนลง’ พอเห็นนอนแล้ว ‘มึงมานอนล่ะะว่ะ’ นี่มันว่า ‘ลุกขึ้นมา’ เป็นบ้า เจ้าของ(ตัวเอง)เป็นบ้าบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ‘ลุกขึ้นมาเฮ็ด(ทำ)ไป’ ‘โอ้ยเฮ็ด(ทำ)ไปเฮ็ดหยัง(ทำไม)มีประโยชน์’ ‘นอนลง’ คนเป็นบ้าเลยบ่ฮู้(ไม่รู้)จักตัวเองเป็นบ้า นี่แหละบ้า บ้ามันหลายบ้าเด้(นะ) บ่ฮู้(ไม่รู้)จักแล้วกำลังเป็นบ้าอยู่นั่น ‘ลุกขึ้นมา’ ‘เฮ็ดไปเฮ็ดหยัง(ทำไปทำไม)’ ‘นอนไป มานอนเถอะ’ มันเถียงกันอยู่นั่นแหละ 

     

    เมื่อตัวว่าขี้ค้าน(ขี้เกียจ)ขึ้นมาแล้ว ตัวหมั่นบ่มี(ตัวขยันไม่มี) ตัวหมั่น(ขยัน)เกิดขึ้นมาแล้วตัวขี้ค้านบ่มี(ตัวขี้เกียจไม่มี) มันตบกันอยู่นั่นแหละเฮาก็บ่(เราก็ไม่)เห็น มันตีกันมันตบกันอยู่นั่นแหละ ใครเก่งใครมีกำลังก็สู้กันชนะเท่านั้นแหละ หมู่เจ้าก็คือ(พวกคุณก็เหมือน)กันแล้ว คือ(เหมือน)กันกับข้อย(อาตมา)นี่ ก็คือมีตา ๒ ตา หู ๒ หูคือ(เหมือน)กันนี่ มีแข้งมีขาคือ(เหมือน)กันนี่ มีเบื้องซ้ายเบื้องขวาคือ(เหมือน)กันนี่ พระพุทธเจ้าเกิดในประเทศอินเดียก็คือ(เหมือน)กันนี่นะ เป็นหยังจิเฮ็ดบ่ได้(เป็นอะไรจะทำไม่ได้) เฮ็ดบ่(ทำไม่)ได้ คือเฮาขี้ค้านซือๆ(เราขี้เกียจเฉยๆ)นี่นะ คันว่าขี้ค้านบ่แม่นขี้ค้านเด้อ(หากว่าขี้เกียจไม่ใช่ขี้เกียจนะ) คัน(หาก)ปวดท้องไปโลดเด้อ(เลยนะ)นี่ มันค้านมันขี้เกียจ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ขี้เกียจขี้ค้าน 

     

    ดังนั้นอย่าไปเชื่อคนผู้นั้นผู้นี้ บ่(ไม่)ให้เชื่ออย่างพ่อ ลองพริบตาดูซิหมู่เจ้า พริบตาฮู้บ่(รู้ไหม) รู้แล้วนะ แล้วความฮู้(รู้)มันก็มีอยู่ในทุกคนนี่แม่นบ่(ใช่มั้ย) มันจะยากมิหยัง(อะไร) ของมันมีอยู่แล้วบ่เฮ็ด(ไม่ทำ) คันว่าเว้า(หากว่าพูด)แต่ของเก่านั่นแหละ แล้วก็เว้า(พูด)ของเก่า ของเก่านี่มันของมีมาแท้ๆ นี่นะ จะไปรสชาติประมาทคนมันมิหยัง(อย่างไร) อันนั่งอยู่นี่บ่ได้แทนหมาก(ไม่ได้กินหมาก) บ่(ไม่)ได้ดูดยามิหยัง(อะไร) มันซือๆ(เฉยๆ)อยู่นี่นะ แล้วก็แล่นไปเฮ็ดมิหยัง(วิ่งไปทำอะไร) มันบ่ฮู้(ไม่รู้)จักนึกว่าอันนั้นสนุก เพิ่นว่า(ท่านว่า) อย่าไปเฮ็ด(ทำ)อย่างนั้น  

     

    ให้ตั้งอกตั้งใจ เวลามันน้อย มื้อ(วัน)วันที่ ๒๘ ก็จะหมดหรือ ๒๗ พุ้น(นู้น) มื้อ(วัน)นี้ก็วันที่ ๒๓ หรือ ๒๒, ๒๒ มื้อ(วัน)นี้ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ๒๖ ๒๗ ยังอีก ๕ มื้อ(วัน) ๔ – ๕ มื้อ(วัน)นี่ก็ตั้งใจทำ แล้วอย่างพ่อว่า รู้ขึ้นมาแล้ว คันบ่(หากไม่)ตั้งใจทำก็พอปานนั้นแล้ว ก็ปวดหัว จัก(ไม่รู้)ก็บ่(ไม่)เป็นจักเทื่อ(สักที)แล้ว ลงครุ(ภาชนะตักน้ำ)อัดให้มันดีเคลือบใส่น้ำมันยางทาให้มันดี ปั๊บหนึ่งก็เสร็จไปโลด(เลย) สองปั๊บก็เสร็จไปโลด(เลย) แล้วก็เต็มแอ่งเต็มไหมันก็ล้นออกไปเสียแล้วว้า 

     

    อันนั้นแหละเพิ่น(ท่าน)ว่า พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นแล้ว บ่แม่นใช่(ไม่ใช่)เป็นตนเป็นตัวเกิดขึ้นคือ(เหมือน)อย่างเฮา(เรา)เกิดขึ้นจากท้องแม่นี่ บ่แม่นอย่างซั่นเด้((ไม่ใช่อย่างนั้นนะ) มันค่อยเปิดออก ค่อยเปิดออก ค่อยเปิดออกจะว่าจังได๋บ่ฮู้(อย่างไรไม่รู้) ค่อยถางออก คือ(เหมือน)น้ำขุ่นนี่แหละ ค่อยตัดออก เอาขี้ตมขี้เลนนั้นทิ้ง น้ำอยู่ในรูพุ่น(นู้น)น่ะมันจะค่อยไล่น้ำขุ่นออกมา เฮา(เรา)ตักหลายเทื่อ(ครั้ง) มันก็ขุ่นไปคัน(หาก)ตักขี้ตมออก บัดนี้ตัดออกหมดแล้วน้ำมันจมอ้องหม่องอยู่ขี้ตมนั่นน้ำขุ่นน่ะ เฮา(เรา)ก็นั่งเบิ่ง(ดู)อยู่กวนมันล้างปากบ่อนั่นไป ตัดออกหลายเทื่อ(ครั้ง)บัดนี้ จัก(สัก) ๔ – ๕ เทื่อ(ครั้ง) กวนน้ำก็บ่(ไม่)ขุ่นเสียละว้า 

     

    อันนั้นแหละ มีผู้ใดมาว่า มันก็จิ(จะ) รู้เท่ารู้ทัน รู้จักกันรู้จักแก้ รู้จักเอาชนะตัวเฮา(เรา)ได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า เอาชนะคนอื่นร้อยครั้งพันหนบ่(ไม่)มีประโยชน์มิหยัง(อะไร) สู้เอาชนะตัวเที่ยวเดียวนี้บ่(ไม่)ได้ คัน(หาก)เอาชนะตัวเฮา(เรา)เที่ยวเดียวนี้มีประโยชน์มากที่สุด ดังนั้นผู้อื่นว่าให้เฮา(เรา)อย่าไปถือสามากเกินไป ขเจ้า(พวกเขา)ว่าก็ช่างขเจ้า(พวกเขา)แหละนี่ ขเจ้าบ่(พวกเขาไม่)เมื่อยก็ให้ขเจ้า(พวกเขา)ว่าไป เฮา(เรา)ต้องสู้ จึงว่านักกีฬาต้องขึ้นเวทีบ่อยๆ แพ้ชนะมันเป็นเกมกีฬา เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    คนเฮียน(เรียน)มวยเก่งๆ นี่ จะได้เป็นแชมป์เปี้ยนแล้วหรอ โอ้ยจ้างมันจะได้เป็นบ่(มั้ย) บ่(ไม่)ได้เป็นแล้วหากบ่(ไม่)ได้ขึ้นเวทีกับคู่ต่อสู้ ขึ้นเวทีกับคู่ต่อสู้ คู่ต่อสู้มาแล้วบ่(ไม่)ว่าผู้นั้นหนักก่อนเฮา(หนักกว่าเรา) สูงก่อนเฮา(สูงกว่าเรา) ใหญ่ก่อนเฮา(ใหญ่กว่าเรา) บ่(ไม่)ว่า มาก็สู้แล้ว คอยเบิ่ง(ดู)กูจะชกบ่อนใด(ที่ไหน)มึงน้อ จิ(จะ)ชกแข้งชกขามันจะล้มบ่(มั้ย) อย่างพ่อบอกให้หลายเทื่อ(ครั้ง)แล้ว มาคู่ต่อสู้มา ยืนเฉย บ่(ไม่)ต้องไหว้ครูก็ได้ อ้าวชกกัน เขาขึ้นเวทีแล้วก็ บอกให้จับปุ๊บชกใส่ตานั่นสองตาโลด(เลย)ทีเดียว ชกใส่ตาโลด(เลย)เอา คนมันกำปั้นถูกตาแล้วหลับตาก็มืดตึ้บไปแล้วบัดนี้ ลุกขึ้นมาสู้ ก็ชกใส่ตาอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) ชกเรื่อยๆ มา ก็ชนะทุกครั้งๆ ก็ได้เป็นแชมป์เปี้ยนสิมีเรื่องมิหยัง(อะไร) สมมุติว่านี่อันนี้ก็ดาย(ก็เถอะ) 

     

    พอดีเฮา(เรา)มีสติอยู่อันนี้ ฮู้(รู้)จัก “คิดปุ๊บ ฮู้(รู้)จัก” มาบัดนี้โกรธบัดนี้ ศอกใส่เข่าใส่บ่(มั้ย) คัน(หาก)ว่าอย่างซั่น(นั้น)ก็ บางคนก็ไปเตะให้มันล้มคว่ำอยู่ เป็นหยัง(อย่างไร) มาแล้วก็โกรธ บ่(ไม่)ทันเป็นตนเป็นตัวเด้(นะ) เตะรวดเดียวหัวปักไปพุ่น(นู้น) มันก็มาหาเฮาบ่(เราไม่)ได้ ก็ได้เป็นแชมป์เปี้ยนเสียแล้วมีเรื่องมิหยัง(อะไร) อันแชมเปี้ยนไปชกมวยประเทศนอกนั้น บ่(ไม่)ว่านี่ อันแชมเปี้ยนจิ(จะ)ครองเมืองอันนี้นี่ ผู้อื่นจะมาแย่งไปครองบ่(ไม่)ได้นี่ เมืองอันนี้เขาเอิ้น(เรียก) “เมืองกายะนคร” เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) คันผีไปอยู่มันจะเป็นเมืองผี คันเทวดามาอยู่มันจะเป็นเมืองเทวดา เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ให้เฮา(เรา)เข้าใจคำพูดอย่างซี้(นี้) ถ้าบ่(ไม่)เข้าใจแล้วก็ลุ่มหลงอยู่นั่นแหละ ทานบ่(ไม่)ได้ห้าม รักษาศีลบ่(ไม่)ได้ห้าม ไปทำกรรมฐานบ่(ไม่)ได้ห้าม ไปขุดน้ำบ่อก่อนศาลาอย่างพ่อบ่(ไม่)ได้ห้ามดอก แต่บ่(ไม่)ให้เซา(หยุด)ไป ให้ก็ดีแล้ว คัน(หาก)มันให้ทานนั่นบ่แม่น(ไม่ใช่)ทางเด้(นะ) ว่าให้ฟังหลายเทื่อ(ครั้ง)แล้วเด้(นะ) เฮ็ดเมื่อยล้าๆ เด้(ทำเมื่อยหมดแรงนะ) เหงื่อออกยอย(หยด)หน้ายอย(หยด)หลังซือๆ นี้เด้(เฉยๆนะ) มาเฮ็ด(ทำ)อันนี้เหงื่อบ่(ไม่)ออกซ้ำ 

     

    บางคนอย่างมีเหงื่อออกอยู่ เดินจงกรมย่าง(เดิน)ไปย่าง(เดิน)มา “มันคิด-ฮู้จักปุ๊บ คิด-ฮู้จักปุ๊บ” เอาชนะโลด(เลย)นี่ ผู้หญิงก็จิฮู้คือ(จะรู้เหมือน)กัน ผู้ชายก็จิฮู้คือ(จะรู้เหมือน)กัน เจ้าหัวไอ้จั่วก็ฮู้คือ(พระเณรก็รู้เหมือน)กัน บวชก็ฮู้คือ(รู้เหมือน)กัน บ่(ไม่)บวชก็ฮู้คือ(รู้เหมือน)กัน นี่มันจะผิดกันจังได๋(อย่างไร) คนจนก็ฮู้(รู้) คนรวยก็ฮู้(รู้) คนเขียนหนังสือเป็นก็ฮู้(รู้) บ่(ไม่)เขียนหนังสือเป็นก็ฮู้(รู้) คำว่า “ฮู้ตัวเฮา(รู้ตัวเรา)” นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า ตำหนิแผลที่ลี้ลับ คนอื่นบ่ฮู้บ่ดี(ไม่รู้ไม่ดี)เหนือเฮา(เรา)ได้ เฮา(เรา)ต้องรู้หมดตำหนิแผลที่ลี้ลับอยู่บ่อน(ที่)ใดของเฮา(เรา) ต้องรู้หมด 

     

    เฮา(เรา)เคยไปหาเจ้านายเขา เขาจิเฮ็ด(จะทำ)ตำหนิแผลใบนี่ อย่างพ่อบ่ได้เฮ็ดดอก(ไม่ได้ทำหรอก)ใบบัตรประชาชนนี่ อย่างพ่อมี<ตี้> เขาเอิ้น(เรียก)<ตี้>แต่เดี๋ยวนี้เขาเอิ้น(เรียก)บัตรประชาชน มีตำหนิอยู่ไส(ไหน)แผลเจ้าอยู่ไส(ไหน)นี่ รู้จักหมดเฮา(เรา)แผลเฮา(เรา) คนอื่นบ่ฮู้(ไม่รู้)จักหมด อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน ความชั่วอยู่บ่อนได๋(ที่ไหน) เฮา(เรา)จะรู้จักหมดของเฮา(เรา)มันอยู่ไส(ไหน) จึงว่าอย่าเหลียวไปแต่ข้างหน้า เหลียวมาข้างหลังแด่ เหลียวซ้ายแลขวาแด่ เพิ่น(ท่าน)ว่ายังซั่น(นั้น) คัน(หาก)เหลียวไปแต่หน้าก็มันจะเห็นแต่หน้าขึ้นไป มันจะบ่(ไม่)เห็นเด้(นะ)ข้างซ้ายข้างขวา มันต้องเหลียวซ้ายแลขวา เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    เมื่อเราเห็นข้างหน้าข้างหลังซ้ายขวา เฮาจิ(เราจะ)เห็น ใครจิ(จะ)ว่าอย่างไรก็ตามช่าง แผลเฮา(เรา)อยู่ไสเฮา((อยูไหนเรา)ก็เห็นเด้(นะ) มันเป็นเพียงความสมมุติ อย่างที่อย่างพ่อว่าให้ฟังนี่ นางอนัตตา พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ว่า บ่(ไม่)ต้องหวั่นไหว เฮาจิเฮ็ด(เราจะทำ)อันนี้ ผู้ใดว่าก็บ่(ไม่)ต้องหวั่นไหว ใครจิ(จะ)ว่าอย่างใดก็ตามช่างขเจ้า(พวกเขา) เมื่อยปากขเจ้าก็เซา(พวกเขาก็หยุด)เอง บ่แม่นขเจ้าเว้าอยู่ฮั่น(ไม่ใช่พวกเขาจะพูดอยู่นั่น) เว้าขเจ้าจะได้มิหยัง(พูดแล้วพวกเขาจะได้อะไร) ได้แต่เว้าฮั่น(ได้แต่พูดนั่น)แล้ว 

     

    เฮาจิเสียมิหยัง(เราจะเสียอะไร) จิเสียมิหยัง(จะเสียอะไร) ก็ได้แต่เฮ็ด(ทำ)นี่แล้ว จิ(จะ)มีประโยชน์มิหยัง(อะไร) ฟังนำ(กับ)คนโง่ๆ ก็จิ(จะ)เครียดเด้(นะ)นี่ ฟังแล้วมึงเว้า(ว่า)เพื่อนกูนี่ โอ้ยเตะปากเสียนี่ นี่อันว่าจังได๋(อย่างไร) เจ้าของจิ(ตัวเองจะ)เที่ยวไปเตะปากเขาอีกตึม(เพิ่มอีก) เขาเว้า(พูด)แล้วก็ช่างเขาว้า เฮาบ่(เราไม่)ถือสาแล้ว ว่าแล้วก็แล้วซื่อๆนี่เฮา(เฉยๆนี่เรา) เขาเว้า(พูด)แล้วเขาจะได้จังได๋(อะไร) ก็เมื่อยแล้ว สมน้ำหน้าคนเมื่อย อันอย่างพ่อว่าให้ฟัง ตั้งอกตั้งใจ 

     

    มื้อ(วัน)นี้ก็วันที่ ๒๒ แล้ว มื้ออื่น(พรุ่งนี้)ก็วันที่ ๒๓ สมควรเวลานอนก็ต้องนอน มื้อคืน(กลางคืน)ต้องนอนให้มาก อย่าไปอดหลับอดนอน มื้อสาย(กลางวัน)ต้องทำงานให้มาก อย่าไปหลับไปนอนมื้อสาย(กลางวัน) คนคัน(หาก)อดหลับอดนอนมื้อคืน(กลางคืน)แล้วมันจิ(จะ)เป็นประสาท นอนบ่(ไม่)หลับขึ้นมา มันบ่(ไม่)ดีแล้ว อันนั้นมันจะทำเป็นโรคขึ้นมาเด้(นะ) มื้อสาย(กลางวัน)อยากนอนบ่(ไม่)นอน มันอยากนอนต้องลุกต้องย่าง(เดิน) เป็นอย่างซั่น(นั้น) จับนั่นจับนี่มันก็หายไปโลด(เลย) เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น)

     

    ที่อย่างพ่อว่าให้ฟังนี้ บ่มีเรื่องมิหยังจักน้อยเด้(ไม่มีเรื่องอะไรสักหน่อยนะ) อย่างพ่อรู้จักอย่างซี้(นี้) อย่างพ่อก็นำมาสอน บ่แม่น(ไม่ใช่อะไร)อย่างพ่อบ่ฮู้จักเด้(ไม่รู้จักนะ) นี่คัน(หาก)ว่าอย่างซี้(นี้)มันก็ต้องว่าจักน้อย(สักหน่อย)หนึ่ง คนมีดีเอามาเว้า(พูด) กับคนอวดดี มันผิดกัน อันนั้นอวดดีซือๆ(เฉยๆ) อันนั้นบ่(ไม่)มีดีในตัวมันจะมีประโยชน์มิหยัง(อะไร) คนมีดีเอามาเว้า(พูด)บัดนี้ แล้วเขามีดีเขาจึงเอามาเว้า(พูด) คนมีแล้วเอามาสอนคนก็ฮู้(รู้)เสียละว้า คนบ่(ไม่)มีเอามาสอนก็ชี้พุ่นชี้พี่ชี้โน่นชี้นี่โน้นๆ นี่ๆ ไปเสียละว้า มันก็บ่(ไม่)รู้จักเพิ่น(ท่าน)ว่า อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่าคนโง่ๆ มาสอนคนมันจิ(จะ)ฉลาดจังได๋(อย่างไร) คนฉลาดไปสอนคนโง่ มันบ่(ไม่)ฉลาดมื้อ(วัน)นี้ มื้ออื่น(พรุ่งนี้)มันก็ฉลาดขึ้นมาเสียว้า เฮา(เรา)ต้องรู้จัก 

     

    พระพุทธเจ้าสอนแล้ว อย่าเบียดเบียนตน เฮา(เรา)อย่าเบียดเบียนผู้อื่น เพิ่น(ท่าน)ว่า “ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนคนอื่น นั้นไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นคำสอนของเราตถาคต ไม่ควรศึกษาและไม่ควรปฏิบัติ” ท่านว่าอย่างซั่น(นั้น) แล้วเบียดเบียนตนเองมันมิหยังแด่(อะไรบ้าง) หนึ่ง.ไปนั่งภาวนาพุทโธ ธัมโม พองยุบ อะไรก็ตาม เจ็บแข้งเจ็บขา ก็เจ็บแข้งหนอ ปวดแข้งหนอ ปวดหลังปวดเอว ก็นั่งทรมานตัว อันนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) เบียดเบียนตนเองอันนั้นน่ะ 

     

    บัดนี้ก็โกรธขึ้นมา คนมาว่าให้นี่ อันนี้ก็เบียดเบียนตนเองอันนั้นน่ะ ให้รู้จักว่าเจ้าของเฮ็ดผิด(ตัวเองทำผิด) เพิ่น(ท่าน)ว่าเบียดเบียนตนเอง บ่(ไม่)ควรศึกษาและบ่(ไม่)ควรปฏิบัติ เราก็ยังเฮ็ด(ทำ)อยู่ อย่างพ่อก็เฮ็ด(ทำ)นี่ หมู่(เพื่อน)นี้ก็ว่าบ่(ไม่)ได้ ตามันอยากมืน(ลืม)ก็ให้หลับเอาไว้ มันเบียดเบียนตนเอง มันจะมีแมงมอด(แมงป่อง)มาตอดมากัดเราจิบ่(จะไม่)เห็นแล้ว ย่าง(เดิน)ไปก็จะไปชนหลักชนตอมันก็เจ็บสิคนหลับตา บัดนี้มีของอยู่ในบ้านในเฮือน(เรือน)เขามาลักเอาก็หมดเสียแล้วว้า เขาเอิ้น(เรียก)คนโง่อันนั้น มาสอนมันจะฉลาดอย่างใด 

     

    บัดนี้ “ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อไม่เบียดเบียนตนเอง และบ่(ไม่)เบียดเบียนคนอื่น นั่นแหละเป็นธรรม นั่นแหละเป็นวินัย นั่นแหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษาและควรปฏิบัติ” มันจะเจ็บแข้งเจ็บขาก็เปลี่ยนเสียนี่ ตามันอยากมืนก็มืน(ลืมก็ลืม)เสียแล้วว่ะ มันคิดบ่(ไม่)ดีก็เซา(หยุด)เสียแล้วว่ะ มันก็บ่(ไม่)เบียดเบียนผู้ใดแล้ว เพิ่น(ท่าน)ว่าควรศึกษาควรปฏิบัติอย่างนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ที่อย่างพ่อว่าให้ฟังนี่ ฟังง่ายๆ แต่คันผู้บ่(หากคนไม่)เข้าใจ ก็โอ้ยฟังบ่(ไม่)มีบาลงบาลี บ่(ไม่)มีศัพท์มีแสง อ้าวพระพุทธเจ้าว่าใช่คนไทย คนอินเดียพุ่น(นู้น)น่ะ เพิ่น(ท่าน)ก็ว่าประเทศอินเดีย ตานี่เขาเอิ้น(เรียก)อาย อายนี่ตา หูนี่เอิ้น(เรียก)เอียบ่(มั้ย) บ่แม่นบ้านเฮาว่าเด้(ไม่ใช่บ้านเราพูดนะ) อายเอีย โน้สนี่ก็ดั้ง(จมูก) อย่างพ่อก็จำได้ บ่(ไม่)ได้เฮียนเด้(เรียนนะ) เว้า ไปเว้า(พูด ไปพูด)กับคนอังกฤษบ่ได้เฮียน(ไม่ได้เรียน) 

     

    อย่างพ่อว่าให้ฟังบทหนึ่ง ฟังคักๆ(จริงๆ) หานครงเป็นคนเยอรมัน เรียนปริญญาเอกได้ ๓ ปริญญาเอก ได้ ๓ ดอกเตอร์ มาถามอย่างพ่อ นิพพานนี้มีจริงไหม ตายแล้วยังเอาหรือ แล้วก็ชีวิตของนักบวชกับชีวิตของพระนี่คือ(เหมือน)กันไหม ฟัง ถามอย่างซั่น(นั้น) หมู่เจ้า(พวกคุณ)จะมีปัญญาถามอย่างซั่น(นั้น)ไหม บ่(ไม่)มีปัญญาหรอกหมู่เจ้า(พวกคุณ) แท้ๆ นะ เพราะคนบ่ได้เฮียน(ไม่ได้เรียน)มันจะมีปัญญาอย่างใด ถามมาหลายๆ อาจารย์แล้ว เออว่านิพพาน คัน(หาก)ตายแล้วก็ตายเดี๋ยวนี้เสียละว้า มันบ่แม่น(ไม่ใช่)ตายแล้วยังเอาเด้(นะ) นิพพานคือคนบ่(ไม่)ทุกข์นั่นเด้(นะ) นิพพานมันต้องมีอยู่แล้ว อ้อนี่ 

     

    แล้วชีวิตของพระกับชีวิตของนักบวชคือ(เหมือน)กันไหม มันจะคือกันเฮ็ดหยัง(เหมือนกันอย่างไร)นักบวชกับพระ พระก็คือแปลว่าผู้สอนคนมีทุกข์ต่างหาก อันนักบวชนี่บวชแล้วก็สึก สึกแล้วก็บวช อันนี้ว่าซือๆ(เฉยๆ)อันนี้ บางคนบ่(ไม่)มีข้าวกิน บ่มีแฮง(ไม่มีแรง)นอน ทุกข์อยากปากท้อง จำเป็นก็ไปอาศัยบวชเลี้ยงชีวิตเสียล่ะว้า เฮาเบิ่งบ่ออกเด้(เราดูไม่ออกนะ) มันคือ(เหมือน)กันน่ะ ที่เบิ่ง(ดู)ออกแลเห็นกันก็สาธุ สาธุนี่ มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) แล้วเฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก คนหมดเนื้อหมดหนังคนหมดทางไปแล้วอย่างนี้ เฮา(เรา)ต้องรู้จักอย่างซั่น(นั้น) คนมีตาทิพย์ 

     

    บ่(ไม่)ได้ว่าผู้นั้นผู้นี้นะ อย่างพ่อก็หมดเนื้อหมดหนังคือ(เหมือน)กันแล้ว อย่างพ่อก็เคยหลงทางแล้วมาบวช อย่างพ่อหากบ่แม่น(ไม่ใช่)อย่างซั่นเด้(นั้นนะ) อย่างพ่อที่ว่าคนฮู้(รู้) หมู่เจ้าบ่(พวกท่านไม่)ให้กินก็บ่(ไม่)กิน ข้าวน่ะ ไปกินบ่อน(ที่)อื่นก็ได้ เว้าซือๆ นี่(พูดเฉยๆนี่) แล้วหากกินบ่ร้อน(กินไม่อร่อย)อย่างพ่อ กินบ่ร้อน(กินไม่อร่อย) แล้วมีผู้ใด อ้าวกินข้าวเด้(นะ)นี่อย่างพ่อ แต่เป็นโยมพุ่นเด้(นู้นนะ)อย่างพ่อ มึงกินข้าวแล้วแด่ ไปบ้านขเจ้า(พวกท่าน)อยากให้กินข้าวข้เจ้า(พวกท่าน) เป็นอย่างซั่น(นั้น) หมู่พวกอาจารย์<พวน>ไปกินข้าวบ่อยๆ มึงกินข้าวแล้วแด กินข้าวกินเถอะกินข้าว กินโลด(เลย) บ่(ไม่)รู้จักอย่างไรก็ช่างก็กินโลด(เลย) อย่างพ่อเป็นอย่างซั่น(นั้น)กินหมด พี่น้องผู้ใดเอิ้น(เรียก)กินก็กินหมด อยากไม่อยากก็กินหมด กินคำหนึ่งสองคำก็ดี กินแล้วก็ขเจ้า(พวกท่าน)ดีใจ คันบ่กินขเจ้า(หากไม่กินพวกท่าน)ชัง เป็นอย่างนั้น อันนี้บ่มีเด้(ไม่มีนะ)เป็นอย่างซั่น(นั้น)อย่างพ่อ  

     

    อย่างพ่อมีแม่วงกับคุณอัญชลีว่าให้ฟัง มื้อ(วัน)นี้ก็มีขเจ้า(พวกท่าน)ว่าให้ฟัง แม่วงว่าให้ฟัง พระไปบิณฑบาต ยามมื้อ(ตอน)เช้านี้ไปบิณฑบาต ไปบิณฑบาตได้ข้าวมากินแล้วก็มี ตอนคนกำลังจะไปทำการทำงานแล้วไปบิณฑบาตเงิน เข้าไปบ้าน แล้วเอาบาตรไปตั้ง ให้ใส่บาตรเงิน บ่(ไม่)ให้ใส่บาตรข้าว มีหรือกรุงเทพฯ นี่ ๓ มื้อ(วัน)นี่ไปบ้านแม่วง แม่วงเสียเงิน ๔ – ๕oo บาทแล้วนะว่า บ้านคุณอัญชลีก็ ๓ มื้อ(วัน) มื้อนั้นผู้พ่อผู้แม่ให้คนละ ๕oo บาทนั่น ได้เงินไป ๑,๕oo บาท แล้วมื้อนี้เรากับผู้พ่อแม่ให้คนละ ๑,ooo บาท มื้ออื่น(พรุ่งนี้)จะไปเอาอีกมื้อ(วัน)หนึ่ง บ่(ไม่)ให้แล้ว ไปหาตำรวจพุ่น(นู้น)น่ะ มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    อย่างพ่อไปเอิ้น(เรียก)น่ะ ไปเรียกปากประตูบ้านขเจ้า(พวกเขา)บัดนี้ เอ้าบ่(ไม่)ไขเอาแล้วบัดนี้ อ้าวเป็นหยังบ่(เป็นอะไรไม่)มาไขประตูเอาแล้วว่า ให้คนใช้มา พระ ว่าซั่น(นั่น) พระก็บ่(ไม่)ไขประตูเอาแล้วบัดนี้ อ้าวมันมีธุระเด้(นะ)นี่ คุณอัญชลีก็โอ๊ยอย่างพ่อ ไขประตูเอา บ่เป็นหยัง(ไม่เป็นอะไร) บ่(ไม่)มาปล้นมาจี้กันดอก นี่มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) ก็ไปว่าให้ฟัง เราว่าให้ฟัง บ่(ไม่)ไขประตูเอาเด้(นะ)เดี๋ยวนี้ในกรุงเทพฯ นี่ อย่าเฮ็ด(ทำ) อย่าเฮ็ดหมู่ขเจ้าน่ะ(อย่าทำพวกคุณน่ะ) 

     

    หมู่แต่เฮา(เรา)เป็นหลวงพ่อหลวงปู่หลวงตานี่ให้เข้าใจจริงๆ เด้(นะ) พระหนุ่มเณรน้อยคือ(เหมือน)กัน อย่าไปเฮ็ด(ทำ)อย่างนั้นเด้(นะ) บิณฑบาตเงินมันบ่แม่นแนว(ไม่ใช่ทาง) มันผิดเด้(นะ) พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ด่าไว้แล้วเด้(นะ) มื้อเช้านี้ก็ว่าให้ฟังเด้(นะ) ว่าสิมื้อ(วัน)นี้ก็ได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า “ภิกษุลามก” ภิกษุเป็นผู้ขอ ภิกษุเป็นผู้เห็นภัย อย่าไปขอเงินขอทอง ไปบิณฑบาตอยู่ซือๆ(เฉยๆ)นี่ “ภิกษุลามก สันดานนกกา หมาขี้เรื้อน” ว่าซั่น(นั่น) “ลูกนอกคอก ลูกนอกบัญชี ป่าช้าผีดิบ น้ำติดกะลาล้างเท้า ไม่ใช่คนของเรา” ว่าซั่น(นั่น) “ภิกษุแหวกคนแหวกแนว โมฆะบุรุษ ใช้บ่(ไม่)ได้” เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    มหาโจรที่เลวที่สุดในโลกนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่า อันนักบวชนี่เป็นมหาโจรนะ มหาโจรอย่างใด มีปืนนี่บ่แม่น(ไม่ใช่) มันจิ(จะ)มีปืนใดพระ บาตรนั่นแล้วเป็นปืนน่ะ พอดีไปฮอด(ถึง)รื้อผ้าออกมา ปล้นญาติปล้นโยมน่ะบัดนี้ ญาติโยมเอาข้าวให้นี่ เพิ่น(ท่าน)ว่ามหาโจรที่เลวที่สุดในโลก ว่าซั่น(นั่น) ปล้นขเจ้า(พวกท่าน) “ดาบหมกในจีวร” บ่แม่น(ไม่ใช่)ดาบแท้ๆ นะ ตัวบาตรนั่นแหละเป็นดาบ ใช้บ่(ไม่)เป็นมันก็บาดมือเฮา(เรา) คัน(หาก)ใช้เป็นแล้วบ่เป็นหยัง(ไม่เป็นไร) ให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) ดาบหมกในจีวร จึงว่าเฮา(เรา)อย่าเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    พยายามศึกษาปฏิบัติตัวเฮา(เรา) มาบวชเรียนเขียนอ่านแล้ว ให้เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ให้สืบศาสนาดำรงวงศ์สกุลของพระพุทธเจ้า ให้มันอยู่ แม่ออกพ่อออกก็คือ(เหมือน)กัน ให้ศึกษาตัวเรา พากันทำพากันพูดพากันเฮ็ด(ทำ) สอนลูกสอนหลาน เป็นผู้ดำรงวงศ์สกุล ทำให้พุทธศาสนาเจริญมั่นคงต่อไป เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) พุทธศาสนานี้จะเจริญงอกงามก็ต้องอาศัยบริษัท ๔ คือ ๑. ภิกษุ ๒. ภิกษุณี ๓. อุบาสก ๔. อุบาสิกา เพิ่น(ท่าน)ว่า พวกนี้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยอยู่นั้น ศาสนาก็เจริญ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนั้น 

     

    บัดนี้ พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นจะอันตรายหายไป ก็มีบริษัท ๔ นี้ ๑. ภิกษุ บ่(ไม่)ประพฤติตามพระธรรมวินัย  ๒. ภิกษุณี บ่(ไม่)ประพฤติตามพระธรรมวินัย  ๓. อุบาสก บ่(ไม่)ประพฤติตามพระธรรมวินัย ๔. อุบาสิกา บ่(ไม่)ประเภทตามพระธรรมวินัย ก็ฉิบหายหมดแน่ เดี๋ยวนี้นี่อย่างพ่อบ่(ไม่)ได้ว่าบริษัท ๔  บริษัท ๒ บริษัท ๒ นี่เข้าใจบ่(มั้ย) มีผู้ชายกับผู้หญิงเท่านั้น เจ้าหัว(พระ)ก็ผู้ชายบัดนี้ ภิกษุณีก็ผู้หญิงบัดนี้ ก็มีแต่ ๒ คนนี้เท่านั้นล่ะว้า บ่(ไม่)มี ๔ ๕ ๖ กะด้อกะเดี้ย(มายมาย) เอ้าเว้า(พูด)มันสั้นๆ เป็นหยัง(อย่างไร) คันเว้า(หากพูด)อย่างนี้มันบ่(ไม่)ถูกกับตำรา อ้าวตำรามันเอามากินมิหยัง(อะไร) มันเป็นแกลบเป็นฟางอยู่พุ่น(นู้น)นั่น 

     

    อ้าวเว้า(พูด)จริงๆ นี่ ผู้ชายกับผู้หญิงนี่ ๒ คนปฏิบัตินั่น ก็เพศหญิง กับเพศชาย ว่าซั่น(นั่น)ก็ได้ คัน(หาก)ประพฤติดีปฏิบัติชอบแล้วก็มันก็เจริญสิ จะมีเรื่องมิหยัง(อะไร) เพิ่น(ท่าน)ว่า พระธรรมวินัยของเราตถาคตมีอยู่ หากมีอุบาสกอุบาสิกาและภิกษุภิกษุณี ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่ มรรคผลนิพพานจิบ่(จะไม่)ว่างจากโลกนี้ 

     

    แล้วมันเดี๋ยวนี้ถามเบิ่ง(ดู) ผู้ใดรู้จักนิพพานอยู่ไส(ไหน) แล้วมันจะตายแล้วก็จึงเอานั่นว่า มันบ่แม่น(ไม่ใช่)แล้วน่ะ ผิดแล้วนั่นน่ะ บ่(ไม่)ปฏิบัติตามคำสอนของเพิ่น(ท่าน)แล้วเด้(นะ)น่ะ อันคัน(หาก)คนเข้าใจก็คน บ่แม่น(ไม่ใช่)คนตายเฟือง(คนตายจริงๆ) อันนี้คนตายเฟืองแล้วบ่รู้จักมิหยัง(ไม่รู้จักอะไร)คนเป็นอัมพาตนะ คนเป็นอัมพาตแล้วก็เหมือนมันตาย มันจะฮู้มิหยัง(รู้อะไร) เราก็นึกมันตายแล้ว คนตาบอดก็คือ(เหมือน)กันแล้ว เอาไปจี้เอาไฟไปจี้มันจะเห็นบ่(มั้ย)คนแบบนั้น จึงว่าให้ตาดีหูดี เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา อยู่โดยชอบ พระอรหันต์ก็จะบ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้ อยู่โดยชอบอยู่แบบใด ก็นั่งอยู่นี่แหละ “เฮ็ด(ทำ)จังหวะ เดินจงกรม” “คิดปุ๊บ เห็นปั๊บ” นี่พระอรหันต์เกิดขึ้นมาแล้วเด้อ(นะ)บัดนี้ นี่พระอรหันต์ “เห็นใจเราคิด” นี่พระอรหันต์ นี่เห็นธรรม อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า บ่แม่นจิ(ไม่ใช่จะ)ไปเห็นผู้นั้นผู้นี้มิหยัง(อะไร) ว่า(พูด)ของเก่านี้ให้หมู่เจ้า(พวกท่าน)ฟัง ให้หมู่เจ้า(พวกท่าน)จำได้ อย่าขาด อย่าขาด ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ 

     

    ปฏิบัติถึงที่สุดแล้วมันจะเป็นอย่างใด มันจะกระโดดข้ามเหวก็ได้ หรือคล้ายๆ เฮาจิ(เราจะ)กระโดดข้ามไม้นี้ก็ได้ พอดีเฮาจิ(เราจะ)กระโดด มันกลั้นใจปุ๊บ ไฟฟ้ามันจะขาด เลือดจะกลับคืนหมด เลือดมันจิบ่(จะไม่)ไหลคืนเข้ากันได้ มันเป็นอย่างซั่น(นั้น)แหละ อันนั้นแหละ “มันจะเข้าสู่สภาพของมัน” ร่างกายรูปอันนี้มันจะเข้าสู่สภาพของมัน จิตใจมันก็จะเข้าสู่สภาพของมัน เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่นซือๆ(นั้นเฉยๆ) เฮาจิ(เราจะ)ตายเฮาจิ(เราจะ)เป็นอย่างซั่น(นั้น)แหละ ทุกคน ยกเว้นบ่(ไม่)ได้เรื่องนี้ นี่แหละทางไปหาพระพุทธเจ้า 

     

    แต่เราเฮ็ด(ทำ)อย่างพระพุทธเจ้าเสียก่อนนี่ อยู่ในพระพุทธเจ้าเสียก่อน ไปกับพระพุทธเจ้าเสียก่อน มันจะง่าย คันเฮาบ่เห็นเพิ่น(หากเราไม่เห็นท่าน)บัดนี้ จิ(จะ)ไปหาเพิ่น(ท่าน) มันจะเห็นมันจะรู้จักบ่(มั้ย) สมมุติเอาให้หมู่เจ้า(พวกท่าน)ฟัง อย่างในหลวงนี่เฮาบ่(เราไม่)เคยเห็น เฮา(เรา)เห็นอยู่เห็นคนแต่งเครื่องแบบ บัดนี้เพิ่น(ท่าน)นุ่งกางเกงหม้อดินมานี่ เฮาจิ(เราจะ)รู้จักบ่(มั้ย) นุ่งเสื้อดำหม้อดินมานี่ บ่(ไม่)รู้จักเด้(นะ) จิบ่(จะไม่)รู้จักในหลวงเด้(นะ)นี่ คันเพิ่น(หากท่าน)แต่งเครื่องแบบรู้จักโลด(เลย)แล้วนี่ 

     

    อันเฮา(เรา)อยากเห็นพระพุทธเจ้าก็คือ(เหมือน)กันแล้ว ถ้าเฮาเฮ็ด(เราทำ)ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าจะนุ่งเครื่องแบบมา เฮา(เรา)ก็รู้จักโลด(เลย) สมมุติเอาอย่างในหลวง เฮาอยู่นำ(เราอยู่ด้วย)ทุกมื้อ(วัน)ๆ นี่ โอ๊ยจะนุ่งผ้าอย่างใดมาเฮา(เรา)ก็จำได้เลย อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน นิพพานนี้มันจะเป็นรูปแบบอย่างใด ก็จำได้คือ(เหมือน)กัน เห็นโลด(เลย) นี่แหละนิพพานสอนแบบง่ายๆ อึดใจเดียวก็ได้โลด(เลย) อย่างพ่อว่าให้ฟัง เอาละเห็นว่าสมควรแล้ว 

     

    อย่างที่อาตมาได้พูดธรรมะให้ฟังมาวันนี้ ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ท้ายที่สุดนี้ อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์และญาติโยม มานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระบรรดาสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเตือนสะกิดใจของพวกเรา ให้พวกเราได้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้นั้น ให้เราได้พบได้เห็นเอาในชีวิต หรือในขณะที่หมู่เจ้า(พวกท่าน)นั่งอยู่นี้ ถ้าหากบ่(ไม่)เห็นในขณะที่กำลังนั่งอยู่นี้ หมู่เจ้า(พวกท่าน)จะลุกขึ้นมานี้ให้ประสบเอา ถ้าหากบ่(ไม่)ประสบเอาในขณะหมู่เจ้า(พวกท่าน)ลุกขึ้นมานี้ หมู่เจ้าก็เดินจงกรม เฮ็ด(ทำ)จังหวะเอา ให้พบให้เห็นเอาในชีวิตนี้ หรือในเวลาอันใกล้นี้ จงทุกๆคนเทอญ.

    ..........

    เครดิตทีมงาน

    ผู้ถอดคำบรรยาย:  "คุณแวว"

    ผู้ตรวจคนที่ 1:: ………………………………

    ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service