PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๖๔ บวชนาคฝากข้อคิด วัดสนามใน
ท.๑๖๔ บวชนาคฝากข้อคิด วัดสนามใน รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๖๔ บวชนาคฝากข้อคิด วัดสนามใน
  • เสียง
  • 14518 ท.๑๖๔ บวชนาคฝากข้อคิด วัดสนามใน /lp-cittasubho/2025-10-21-10-34-51.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท. ๑๖๔ บวชนาคฝากข้อคิด วัดสนามใน

     

    นิมนต์เพื่อนภิกษุแล้วก็เจริญพรญาติโยมทุกคน ตั้งใจฟัง การฟังเทศน์ฟังธรรมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นกันสำหรับบุคคลผู้ที่ยังไม่เข้าใจ แต่คนที่เข้าใจแล้วก็ต้องควรฟัง การฟังเทศน์นั้นทำให้เราเกิดปัญญา ถ้าคนขาดจากการฟัง ไม่เคยได้ยินไม่เคยได้ฟังก็ไม่รู้เรื่อง สมมุติเราจะเดินทางไปตำบลนั้นอำเภอนี้จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ต้องรู้จักทาง ถ้าไม่รู้จักทิศทางเดินไปก็ไม่ถูกเหมือนกัน ดังนั้นคนเราทุกๆ คนก็ต้องการความไม่ทุกข์หรือต้องการความสุข ทำไมความทุกข์เกิดขึ้นได้ ก็เพราะเราไม่รู้นั่นเอง 

     

    เราไม่รู้เพราะเรื่องอะไร เพราะเราไม่สนใจ ไม่สนใจไม่แสวงหาฟังธรรมะจากบุคคลผู้ที่รู้หนึ่ง สอง.การคบค้าสมาคมกับบุคคลผู้ที่ไม่รู้อีกอย่างหนึ่ง แล้วก็เดินไม่ถูกทางอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเดินไม่ถูกทางแล้ว ก็ไม่รู้ แล้วก็ไปคบกับบุคคลผู้ที่ไม่รู้ทาง ก็ไม่รู้อีกเช่นเดียวกัน จึงว่าต้องแสวงหาบุคคลผู้ที่รู้จริงๆ ถ้าหากบุคคลที่รู้จริงว่าจะสังเกตได้โดยวิธีไหน เราก็ต้องสังเกตเพราะเราเป็นคน เราก็ต้องเลือกคัดจัดหาเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ท่านว่า 

     

    การฟังเทศน์ฟังธรรม ถ้าหากฟังแล้วไม่เกิดปัญญาก็เสียเวลาในการไปนั่งฟัง ท่านว่า การไปดูมหรสพคบงันก็เช่นเดียวกัน ไปดูมาหลายสิบปี ดูแล้วไม่เกิดปัญญาก็ไม่มีประโยชน์การไปดูนั้น แต่เราชอบฟังชอบดูเป็นอย่างนั้น ชอบดูสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับชีวิตเรา เราว่าเราได้ความสุขแบบนั้นมา แต่ความจริงเราไปดูไม่มีประโยชน์ นั่นแหละมันเป็นทุกข์ มันนำทุกข์มาให้เรา การไปฟังก็เช่นเดียวกันเราว่าสิ่งนี้แหละมันพอใจกับเรา เราชอบพอใจ ฟังแล้วมันเกิดทุกข์ขึ้นมาเราไม่รู้ 

     

    อันเพราะเราไม่รู้นั่นแหละ เราจึงไปทำผิด พูดผิด คิดผิด เมื่อเราทำผิดพูดผิดแล้ว การเดินทางก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเรา ความทุกข์มันก็ตามมาสิ ดังนั้นทุกคนเกลียดทุกข์รักสุข คนที่เกลียดทุกข์รักสุขแล้ว ความสุขไม่เคยอยู่กับบุคคลผู้ที่เกลียดเลย เกลียดทุกข์นี่มีแต่ทุกข์เข้ามา ยิ่งเกลียดทุกข์ก็ยิ่งตามเข้ามาเลยเพราะเราเป็นทุกข์เป็นสุข นี่ท่านว่า เห็นผิดเป็นถูก เห็นผิดเป็นถูกแล้วมันจะถูกทางได้ทำไม เห็นทุกข์แล้วเป็นสุขนั้นมันจะมีความสุขได้ทำไม เรียกว่าการดูหนังดูละครดูอะไรก็ตาม ดูแล้วมันไม่เกิดปัญญาแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ ก็เหนื่อยเปล่า 

     

    การไปฟังเทศน์ฟังธรรมกับใครๆ ก็ตาม ฟังแล้วไม่เกิดปัญญา ก็เหนื่อยเปล่า การฟังท่านก็ไม่ให้เชื่อทีเดียว แล้วฟังแล้วปฏิเสธก็เชื่อไม่ได้ ต้องฟังแล้วใช้นโยบายพิจารณาให้มันรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง คนเราเกิดมาทุกคนทีเดียวต้องประสบกับธรรมชาติสอนจริงๆ ธรรมชาติสอนจริงๆ แต่เราไม่เคยรู้ว่าธรรมชาติมันสอนเรา บัดนี้สิ่งแวดล้อมเราก็เห็นอยู่จริงๆ แต่เราทำไมจึงไม่แก้ปัญหาสิ่งเหล่านั้น ก็เพราะเราไม่รู้สิ่งแวดล้อมนั่นเอง จึงว่าท่านว่าให้ศึกษาให้รู้ ให้รู้จริงๆ นะ ไม่ใช่ว่าแต่รู้ตามเราไปเห็นเขาว่าดีก็ดีด้วย เขาว่าเลวก็เลวด้วย ไม่ใช่อย่างนั้น 

     

    พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า “อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมาอย่างนั้น อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือกันมา อย่าเชื่อถือโดยเห็นเขาทำตามกันมา เขาทำตามกันมาก็ไม่ให้เชื่อถือ อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่ามันมีอยู่ในตำราและพระไตรปิฎกก็ตามในคัมภีร์ที่ไหนก็ตาม” พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไม่ให้เชื่อ ๑o ข้อท่านสอนเอาไว้ โดยพวกคุณพวกหนูพวกท่านเรียนมามากแล้วคนกรุงเทพฯ นี่ แต่ทำไมบางคนทุกข์มากหลวงพ่อเห็นคนกรุงเทพฯ นี่ บางคนก็ไม่ทุกข์บางคนก็ทุกข์มาก ทุกข์เพราะเรื่องอะไร ทุกข์เพราะเราไม่รู้ก็ได้ ทุกข์เพราะสิ่งที่เราต้องการนั้นก็ได้ 

     

    ไม่กี่วันนี่หลวงพ่อได้ยินคนมาพูดให้ฟัง เขามีเงินหลายสิบล้านก็มีความทุกข์อีกแล้ว เดี๋ยวนี้คนต้องการทำอะไรทำอะไรทุกอย่างนี้เขาว่าเขาเป็นคนจริง แต่คนจริงอาจจะไม่จริงก็ได้ จริงบางส่วนบางอย่าง บางส่วนบางอย่างไม่จริง คนไม่จริงไปศึกษามันจะรู้จริงไม่ได้ จริงแบบพูดจริงทำไม่จริงก็มี บางคนพูดไม่จริงทำไม่จริงคิดก็ไม่จริงอีกเสียด้วยนะบางคนเป็นอย่างนั้นมันไม่จริง แล้วมันจะได้ของจริงมาทำไม บางคนพูดจริงแต่ทำไม่จริงคิดไม่จริงก็มี บางคนทำก็ไม่จริงพูดก็ไม่จริงคิดก็ไม่จริงก็มี บางคนพูดจริงทำจริงคิดก็จริง นี่มันเป็นอย่างนั้น คนจึงว่าไม่เหมือนกัน 

     

    ดังนั้นพวกเรามาที่นี่ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน แล้วต้องตั้งไว้ว่า ชีวิตของเราซื้อได้ไหม ซื้อไม่ได้ ถ้าซื้อไม่ได้แล้วเราจะปล่อยชีวิตของเราให้ไปเป็นทุกข์ทำไม ทุกคนต้องรักตัวเอง ถ้าไม่รักชีวิตตัวเองก็ปล่อยให้ชีวิตเป็นทุกข์ไป นี่เขาเรียกขาดทุนชีวิตของเรานั้น ไม่ใช่ขาดทุนเหมือนเราไปค้าขาย คนไปค้าขายไม่เป็นขาดทุน มีเงินจากหมื่นบาทหรือแสนบาทล้านบาทก็หมดก็มีนะ บางคนพ่อแม่เขาไม่มีเงิน เขาไปหาดิ้นรนขึ้นมาได้มีเงินเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านก็มีนี่บางคน มันไม่เหมือนกันเลย การฟังเทศน์ฟังธรรม ฟังแล้วให้เข้าใจ ให้มันเกิดปัญญา เอาไปแก้ปัญหาตัวเองให้มันได้ ฟังแล้วแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ มันทำให้ตัวเองเดือดร้อนมันก็ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรที่เราไปฟังนั่นเอง 

     

    ฟังเทศน์อย่างที่หลวงพ่อพูดนี่อย่างน้อยก็ต้อง ๒o นาที ๓o นาที แล้วเราคิดบ้างไหมจะแก้ปัญหาตัวเองหรือไปฟังอะไร ฟังเอาบุญ บุญนั้นหมายถึงอะไร เราได้แล้วหรือยัง บางคนทำบุญ ไม่ว่าคนอื่นหรอกตัวหลวงพ่อเองทำบุญ ไม่เคยรู้ว่าบุญคืออะไรไม่เคยรู้เลย เมื่อไม่รู้บุญแล้วจะเอาบุญได้ไหม ไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นแหละ เราเดินทางไม่ถูกทาง เหมือนกับขุดบ่อน้ำนี่ ถ้าขุดน้ำบ่อนี่ ขุดไม่ถูกสาย ลึกเท่าไหร่ก็ไม่ถูกตาน้ำ มันก็ไม่ได้กินน้ำ คนฉลาดเขาไปขุดเอาริมน้ำใกล้ๆ ขุดริมน้ำนี่แต่ว่าขุดบนขี้ดินมันก็ไม่ออกเลยนะ ถ้าขุดบนทรายหรือหินนี่ออกเลย ขุดใกล้ๆ แล้วก็ออกน้ำมาได้กิน 

     

    คนเราเหมือนกัน เราแสวงหาบุญแสวงหาความสุข แต่เราได้ทุกข์ติดมาก็มีเป็นอย่างนั้น แสวงไม่ถูกเรื่อง ดังนั้นคนที่พูดเมื่อกี้นี้ว่าเขามีเงินหลายสิบล้านทำไมจึงให้คนโกงไปได้ คนโกงนี่เขาไม่มีเขาจะไปโกงเอาอีกทีละ คนโกงก็ถูกเขาจับไปนี่เป็นอย่างนั้น เมื่อมันคิดแล้วอยากรวยทางลัดมันก็เลยไม่เข้าเรื่อง อันนี้เรียกว่าคิดผิด มีเงินมาแล้วเอาไปใช้ในทางที่ผิด ถูกเขาโกงไปคนไปโกงเขาก็ไม่ถูกเรื่องอยากรวยทางลัดอีกแล้ว มันผิดทั้งนั้นเลย 

     

    พระพุทธเจ้าว่าให้ใช้ปัญญา การทำ การพูด การคิด ทุกวิธีทีเดียว สมัยนี้โลกมันเจริญแต่จิตใจคนไม่เจริญ แต่มันเจริญคือว่าเจริญบ้านเมืองรุ่งเรืองดี การนุ่งการถือถนนหนทางรถราเจริญ แต่มันเจริญเป็นวัตถุภายนอก จิตใจมันไม่เจริญ ถ้าจิตใจเจริญเป็นอย่างเดียวแล้ว คนไม่มีการอิจฉา และไม่มีการเบียดเบียนกัน ไม่เอาเปรียบสังคม เพราะความเจริญทางใจ ท่านว่าอย่างนั้น ดังนั้นคนนี้ต้องศึกษาเรื่องจิตใจจริงๆ เรื่องชีวิตจริงๆ เพราะชีวิตมันซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ 

     

    หลวงพ่อเคยไปกรุงเทพฯ เคยเข้าไปตลาดในกรุงเทพฯ มองด้านไหนถามเขาว่ามีร้านนี้บริษัทนี้ ขายชีวิตคนไหม ไม่เคยมีเลย หรือหนูอยู่กรุงเทพฯ เคยเห็นมีตลาดที่ไหนขายชีวิตกันไหม ไม่มี หนูเคยไปเมืองนอกบ้างไหมคนอยู่ที่นี่เคยไปเมืองนอกบ้างไหม แล้วมีร้านขายชีวิตคนไหมเมืองนอกมีไหม ไม่มี นี่ทุกคนมีชีวิตเหมือนกัน คนเมืองนอกก็มีชีวิตเหมือนกัน ในประเทศอินเดียก่อนพระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ก็มีชีวิตเหมือนกันเหมือนกับคนไทยนี่เอง 

     

    บัดนี้เราก็ไปยืมเอาคำพูดของคนอินเดียมาพูดว่า ทำอย่างนั้นมีความสุข ทำอย่างนี้มีความสุข ทำอย่างนั้นเป็นทุกข์ ทำอย่างนี้เป็นทุกข์ เราเรียนกันมา แล้วยังไม่เอามาปฏิบัติทดลองดู มันสุขจริงไหมมันทุกข์จริงไหม บัดนี้คนไทยพูดหลวงพ่อพูดคนไทยหลวงพ่อไม่เคยไปอินเดีย แต่ความทุกข์ไม่มี ความสุขก็ไม่มี แต่ความปกตินี่มี มีทุกคน ความทุกข์เกิดขึ้นมาก็เพราะเราหลง หลงตนลืมตัว หลงกายลืมใจ หลงชีวิตเราว่าอย่างนั้นก็ได้ ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะว่าเราหลงชีวิต ทางธรรมะเขาเรียกว่าโมหะ นี่เป็นอย่างนั้น 

     

    บัดนี้ถ้าหลงก็มีโอกาสออกได้ ถ้าลืมแล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะออกได้เลย จะหาของที่เราเอาไปลืมไว้ที่นั่นลืมไว้ที่นี่ ถามดูว่าคุณเอาของไว้ที่ไหน เอ้ลืมคิดไม่ถึง คนนั้นแสดงว่าเป็นคนแข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคน แต่ชีวิตตัวเองก็ลืมไปแล้ว ยังไม่ใช่คนจริงนะ เป็นคนจริงแต่ไม่ใช่จริง เพราะชีวิตตัวเองก็ยังลืมไปนี่ หลวงพ่อเคยลืมชีวิตตัวเอง ตั้งแต่อายุคลอดจากท้องแม่มาอายุสี่สิบกว่าปีจึงจะเห็นชีวิตตัวเอง บางคนจนตายเน่าเข้าโลงไปก็มี เรื่องจริงๆ ลืมชีวิตนี่ 

     

    ท่านว่า ไม่ควรลืมไม่ควรผิดพลาดเลยชีวิตนี่ ควรศึกษาให้รู้มาจริงๆ นี่มีเงินก็ยังดีไม่มีเงินก็ยังดี ถ้าคนรู้จักชีวิตตัวเองแล้วนี่ คนไม่มีเงินก็ไม่ดีคนมีเงินก็ไม่ดีถ้าไม่รู้จากชีวิตตัวเองแล้วปล่อยให้ชีวิตเป็นทุกข์ เป็นอย่างนั้น ชีวิตมันไม่เคยว่าทุกข์ไม่เคยว่าสุข  อันนั้นมันทุกข์มันก็เพราะโมหะโทสะเข้ามาขยำ โลภะเข้ามาขยำมายี้ นี่มันก็ทุกข์ขึ้นมา เรียกว่าจิตใจสกปรกมืดบอด จิตใจกระสับกระส่ายหรือจิตใจวุ่นวาย นี้ท่านว่าอย่างนั้น แต่ความจริงไม่ใช่ชีวิตมันวุ่นวาย ไม่ใช่จิตใจเราจริงๆ ที่มันวุ่นวาย มันปลอมแปลงมา 

     

    อย่างที่พวกคุณพวกหนูนั่งฟังหลวงพ่อพูดอยู่เดี๋ยวนี้นี่ เป็นอย่างไรจิตใจเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ถามนี่พูดให้ฟังหน่อย จิตใจเป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้ ถามทุกคนตอบเลย …(ฟังเสียงผู้ตอบไม่ชัด)... เราก็ไม่ต้องไปทำอะไรมัน ลักษณะนี้มี คนในอินเดียก็มีคนไทยก็มี แล้วเราไปศึกษาในตำราของอินเดียนี่ ศึกษาในเมืองไทยก็รู้ คนไทยต้องพูดภาษาไทยฟังแล้วรู้เรื่อง อันนี้คนไทยพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่อง 

     

    อย่างที่หลวงพ่อพูดนี่คนไทยแท้ๆ นะหลวงพ่อ พ่อก็เกิดเมืองไทยแม่ก็เกิดเมืองไทย ตัวเองก็เกิดเข้ามาในเมืองไทยนึกว่าตัวเองเป็นคนไทย แล้วบัดนี้พูดภาษาไทยก็ฟังไม่รู้เรื่องหลวงพ่อนี่ เพราะคนไม่ได้เข้าโรงเรียนมันจะรู้เรื่องทำไม คนไทยก็ว่าเขียนหนังสือก็เขียนหนังสือไทย อ่านหนังสือก็ต้องอ่านเป็นภาษาไทยอักษรสูงอักษรต่ำอักษรกลาง เขาพูดอย่างนั้นแต่หลวงพ่อไม่รู้ แล้วจะถือว่าเป็นคนไทยไหม เป็น แต่ยังไม่รู้ภาษาไทย หลวงพ่อไม่รู้ภาษาไทยแต่เป็นคนไทยหลวงพ่อเป็นคนไทย ๑oo%  เพราะการขาดการศึกษาขาดการเล่าเรียน 

     

    เช่นเดียวกัน ดังนั้นเรื่องชีวิตนี้ทุกคนควรศึกษา แต่อ่านหนังสือไทยไม่ได้ก็ศึกษาได้ ไม่ต้องไปศึกษาในประเทศอินเดียก็ได้ หลวงพ่อรับรองว่าชีวิตของคนนี่ ไม่ควรที่จะให้มันทุกข์ เพราะชีวิตนี่ซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ มีคนเอาเงินมาให้สักหมื่นล้าน เดี๋ยวนี้เอาให้แล้วจะเอาไปฆ่าทันทีนี่ เอาไหม ไม่มีใครเอาเลย เงินหมื่นล้านจะเอามาทำไม ไม่มีประโยชน์เลยเราตายไปแล้วนี่ อย่าให้ชีวิตเป็นอย่างนั้น แต่มีเงินก็ต้องหาตามหน้าที่ เพราะคนเราเกิดมาต้องรู้จักคน และรู้จักหน้าที่ของคน และรู้จักการงานของคน 

     

    ถ้าเกิดมาเป็นคน แต่ไม่รู้จักคน ไม่รู้จักหน้าที่ของคน ไม่รู้จักการงานของคน ก็เป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์ก็ยังไม่ใช่คน มันเดือดร้อน นี่ท่านว่าอย่างนั้น เมื่อคนเกิดมาเป็นคน รู้จักว่าเป็นคน รู้จักหน้าที่ของคน รู้จักการงานของคน ชีวิตมันก็ไม่ค่อยทุกข์เท่าไหร่ ถ้าทุกข์ก็มีน้อยที่สุด อันที่เราทำผิด พูดผิด คิดผิด เพราะเราไม่รู้จักตัวเรา ไม่รู้จักหน้าที่ของเรา ไม่รู้จักการไม่รู้จักงานของเรา คนในอินเดียพระพุทธเจ้าท่านสอนก็สอนอย่างนี้ บัดนี้คนไทยก็ต้องสอนอย่างนี้เช่นเดียวกัน 

     

    ดังนั้นจึงว่า ให้ทานก็ตาม รักษาศีลก็ตาม ไปทำกรรมฐานก็ตาม ทำวิปัสสนาก็ตาม ถ้าหากยังมีทุกข์อยู่แสดงว่ายังไม่เข้าเรื่อง เหมือนกับว่าขุดบ่อน้ำ น้ำบ่อบ่อน้ำคำเดียวกันนะ ขุดบ่อน้ำกับน้ำบ่อนี่คำเดียวกัน ขุดลงไปไม่ถูกสายน้ำไม่ถูกตาน้ำ น้ำก็เลยไม่ออก ขุดเหนื่อยเปล่า ท่านเปรียบเทียบไว้ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบให้คนอินเดียฟัง “ไม้สดที่อยู่บนบกหุ้มด้วยยางเอามาสีไฟไม่สามารถที่จะเป็นไฟ ก็จะเป็นไฟก็ต้องนานไม้สดมันเปียกน้ำ บัดนี้ไม้สดที่จมน้ำยางก็ไม่มีจะไปทำไม้สีไฟมันก็นาน เพราะมันเปียกมันเป็นน้ำแล้วจะเกิดไฟได้ยาก ไม้แห้งที่อยู่บนบกเอามาทำให้มันเป็นไฟได้เลย” ท่านว่าอย่างนั้น 

     

    คนเราก็เหมือนกันนั่งอยู่เดี่ยวนี้แหละ ฟังเทศน์อยู่นี่แหละกำลังอยู่บนบกไม้แห้ง ไม่ได้คิดถึงการงานอะไรต่างๆ เราคิด ที่หลวงพ่อบอกว่าให้ดูสภาพสภาวะของจิตใจหรือชีวิตของเรานี่ นี่ฟังธรรมะ โอ้ชีวิตมันไม่ทุกข์จริงๆ สภาพภาวะของจิตใจไม่ได้ถูกปรุงแต่ง โอ้นี่ท่านว่าเป็นคนเลี้ยงง่าย เลี้ยงง่ายท่านว่าอย่างนี้ โอ้คนเลี้ยงง่ายไปที่ไหนก็สบาย อยู่ที่ไหนก็สบาย ไม่ทำความเดือดร้อนให้ตัวเองและไม่ทำความเดือดร้อนให้สังคม ไปอยู่ที่ไหนก็สบายนั่นแหละทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย บัดนี้เมื่อเราไปอยู่ที่ไหนก็เดือดร้อน ไปอยู่สังคมไหนก็เดือดร้อน นี่เขาว่าทำให้เลี้ยงยาก คนเลี้ยงยากตัวเองก็มีความทุกข์ 

     

    ให้รู้จักคำว่าคน ให้รู้จักหน้าที่ของคน ให้รู้จักการงานของคนจริงๆ ทุกคนศึกษาได้อย่างนี้ ธรรมชาติมันสอนแล้ว สิ่งแวดล้อมก็สอนแล้ว เห็นด้วยตา ฟังด้วยหู ทำอย่างนั้นไม่ดีเราก็เลิกได้ ทำอย่างนั้นมันดีเราก็นำเอามาใช้ได้ปฏิบัติได้ อย่างกรุงเทพฯ นี่เป็นบ้านเมืองที่เจริญ ถ้าไม่ศึกษาเล่าเรียนจริงๆ แล้วก็เรียกว่าไม่ทันกับเหตุการณ์บ้านเมืองท่านว่าอย่างนั้น อย่างที่หลวงพ่อนี่ไม่ได้ศึกษา ก็เป็นคนบ้านนอกเป็นคนอำเภอเชียงคานจังหวัดเลย แต่เกิดบ้านนอกเสียด้วยนะเกิดตำบลบุโฮมไม่ได้เกิดในอำเภอด้วย ในสมัยหลวงพ่อเป็นเด็กไม่มีโรงเรียนเลย คนอายุในเกณฑ์ ๑o กว่าปีนี่ สอบป. ๔ ได้ไปเป็นครูโรงเรียน เขาว่าสอบได้ป. ๔ ได้เป็นครูโรงเรียนเลย หลวงพ่อไม่รู้ ป. ๔ หลวงพ่อก็ไม่รู้ 

     

    ต่อมามีคนๆ หนึ่งเขาเล่าให้ฟัง เขาเป็นคนเก่งเขาเล่าให้ฟังแต่ไม่เอ่ยชื่อเขา เขาสอบไล่ได้ปริญญาโทเขาว่าเขาเก่ง อย่างเข้ามากรุงเทพฯ ปริญญาโทนี่เยอะแยะกันคนกรุงเทพฯ นี่ ปริญญาโทปริญญาตรีปริญญาเอกก็มีการสอบไล่แข่งขันกัน เพื่ออะไร เรียนหนังสือมากๆ ต้องการเงิน แต่ไม่ได้คำนวณถึงชีวิต ต้องการจะไปสอบอยากไปสอบไล่ได้ฟังได้ไหม อยากไปสอบไล่ได้ สอบไล่ได้ใบประกาศนียบัตรแล้วก็มา ไปที่ไหนก็เอาใบประกาศนี้ไปสอบ 

     

    มีคนๆ หนึ่งคนทางภาคกลางแต่ไม่เอ่ยชื่ออยู่ตำบลนั้น สองพี่น้องด้วยกัน บวชมาแล้วอยู่ในถ้ำได้ ๕ ปี แล้วได้เรียนบาลีไป สติไม่ค่อยดีไปหาหลวงพ่อ ได้ใบประกาศนียบัตรแล้วก็ไปแขวนไว้บนศีรษะไม่ใช่บนศีรษะบนหัวนอน ว่าเราสอบไล่ได้แล้วบาลี ทำไมไปเรียนเอาบาลีในภาษาอินเดีย ไปปฏิบัติธรรมะก็เลยไม่เข้าใจ เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนผู้ที่มีปัญญา มีปัญญาแล้วไปสอนทำไมคนมีปัญญาคนแตกฉานแล้วไปสอนพระอริยบุคคล อันนั้นเป็นการเข้าใจคิดเอาเอง 

     

    พระพุทธเจ้าสอนคนธรรมดา คนที่ไม่รู้นี่เองให้เขารู้ คนที่ทำผิดให้เขาทำถูกต้อง คนที่มีทุกข์ให้เขาเปลื้องทุกข์ออกไป เท่านี้เองพระพุทธเจ้าสอนแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าจะไปสอนคนมีปัญญาทำไม คนไม่มีปัญญาจึงมีทุกข์ คนมีปัญญาแล้วเขาไม่ให้มีทุกข์ จะเรียนปริญญาจบปริญญาเอกสักสิบปริญญาเอกก็ยังขาดปัญญา ท่านว่า “คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะปัญญา” ท่านว่าอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าคนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะสอบได้ปริญญาเอกแล้วได้ประกาศนียบัตรมาแล้วหมดทุกข์ ไม่ใช่อย่างนั้น คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะปัญญา ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาสอน คือปัญญาอื่นๆ ไม่ต้องเอามาพูด ปัญญาหาเงินก็ไม่ต้องเอามาพูด 

     

    ปัญญาการแก้ปัญหาการขัดแย้งในตัว แก้ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นภายในจิตใจเรา นี่ปัญญาอันนี้แหละ แล้วมันเกิดที่ไหน มันก็เกิดที่ใจเรา มันเกิดเมื่อไหร่เรารู้ไหม ไม่รู้ เพราะเราเข้าไปในความคิด มันคิดแล้วก็คิดเป็นเรื่องนั้นขึ้นมา คิดเป็นเรื่องนี้ขึ้นมา จะไปแก้ปัญหาเรื่องนั้น จะไปแก้ปัญหาเรื่องนี้ จะไปแก้สังคมอันนั้น จะไปแก้สังคมอันนี้ แล้วมันแก้ไม่ได้สิ เพราะเราไม่แก้ตัวเราก่อน ตัวเราผลที่สุดก็เอาทุกข์ไป ไปหาเพื่อนเอาทุกข์เราไปเองแบกทุกข์เราไป เราไม่รู้ทุกข์ เราจึงแบก เราก็ไปหาเพื่อนผลที่สุดเพื่อนก็ได้รับทุกข์จากตัวเราไปอีกด้วย 

     

    อันนี้ที่หลวงพ่อนำ ให้แก้ปัญหาตัวเรา อยู่ที่ไหนแก้ปัญหาตัวเรา ให้รู้จักว่าเราเป็นคน รู้จักหน้าที่ของคน และรู้จักการงานของคน คนนี้ต้องเลือกคัดจัดหาเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้กับชีวิตของเรา ถ้าหากเราไม่เลือกคัดจัดหา เอาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์มาใช้กับชีวิตของเรา แม้เรามีเงินสักหมื่นล้านก็ตาม ถ้าเป็นทุกข์นี้แล้วก็สู้เขาไม่มีเงินไม่ได้ คนไม่มีเงินเขาไม่ทุกข์ อย่างที่หลวงพ่อไม่มีนี่ก็สบายใจ เดี๋ยวนี้สบายใจ 

     

    ใครจะพูดเรื่องอะไรก็ห้ามคนอื่นไม่ได้ เราห้ามเราไม่ให้คิดอย่างนั้น มันทุกข์ เราห้ามได้ คนอื่นจะมาทุกข์ให้เราได้ไหม ไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า เรื่องจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่หลวงพ่อพูดนี่คนไทยก็มีใจเหมือนกัน คนอินเดียบ่อน(ที่)พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นก็มีใจเหมือนกัน คนอังกฤษคนอเมริกาก็มีใจเหมือนกัน บ้านเมืองที่เจริญในประเทศอเมริกาก็มีทุกข์เหมือนกัน นี่เขาเล่าให้ฟัง ปัจจุบันนี้ก็มีคนมาจากอเมริกามาเล่าให้ฟังก็มีทุกข์เหมือนกัน 

     

    ความทุกข์นั้นใครต้องการ ไม่มีใครต้องการแน่ ทำไมแล้วความทุกข์มันเกิดขึ้น ก็เพราะเราหลงใจเรานั่นเอง หลงชีวิตเรานั่นเอง จึงว่าเรามาที่นี่วัดสนามใน ควรศึกษาจริงๆ เรื่องชีวิตของเราจะให้คนอื่นศึกษาแทนเราไม่ได้ จะให้คนอื่นทำแทนเราไม่ได้ จะพึ่งบิดามารดาครูอาจารย์สามีภรรยาทำแทนกันไม่ได้จริงๆ จึงว่าหน้าที่ของเราทำเอง คนอื่นทำแทนเราไม่ได้ จึงว่าตัวของเราเป็นที่พึ่งของเราได้ จะไปพึ่งคนอื่นไม่ได้ 

     

    เดี๋ยวนี้คนสมัยนี้ต้องหาที่พึ่ง ไม่พึ่งตัวเอง ต้องหาที่พึ่ง พึ่งเงินบ้าง แต่เงินมีดีแล้วหลวงพ่อไม่ว่ามีไม่ดี แต่มันดีแล้ว แล้วไปเรียนสอบปริญญาเอกดอกเตอร์ก็ว่าพยายามอยากได้แต่เงิน แล้วไม่ได้คิดถึงชีวิตเราเลย จึงว่าคนไม่ทำงานตามหน้าที่ ไม่รู้จักหน้าที่ ทำไมไม่รู้จักหน้าที่ไม่ทำงานตามหน้าที่ เพราะทำงานเพื่อเงินเป็นทาสของเงิน จึงว่าไม่รู้จักหน้าที่ หน้าที่ของเราหาเงินก็อันนี้ก็ต้องหา ไม่ต้องเป็นทาสของเงิน นี่หลวงพ่อทาสคือว่าเป็นขี้ข้าหน้าข้อย คือว่าอย่างนั้น บ้านหลวงพ่อว่าเป็นข้อยเป็นคนเรือนเป็นคนใช้เป็นทาส ท่านว่าอย่างนั้นเป็นคนใช้ของเขา อันนี้ก็เป็นทาสของเงินเอาเงินเป็นใหญ่ 

     

    เอาเงินเป็นใหญ่ ใครมีเงินก็ต้องเอาชนะกัน โกงกันได้ ทุกคนมีเงินที่หลวงพ่อพูดนี่โกงกันได้ มีเงินเป็นล้านก็ยังถูกเขาโกงไป บัดนี้คนที่มันโกงเงินเป็นล้านก็ต้องมีเงินเป็นล้านเหมือนกันก็ต้องหาวิธีโกงกันเหมือนกัน นี่มันเป็นอย่างนั้น ความรู้ประเภทนั้นไม่ใช่เป็นหน้าที่ของคนควรจะศึกษา หน้าที่ของคนที่จิตใจต่ำที่สุด  มนุษย์กับคนก็เป็นอันเดียวกัน มนุษย์ก็คือคนนี้เอง คนกับมนุษย์ก็อันเดียวกัน คือว่าหน้าตาแข้งขามือเท้าเป็นคน จิตใจเลวทรามไม่ใช่คน แข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคนแต่จิตใจสูงเขาเรียกว่ามนุษย์ มนุษย์แปลว่าคนหักห้ามจิตใจได้ สิ่งที่มันไม่ดีเราก็เลิกได้ ท่านว่าอย่างนั้น 

     

    เทวดาบัดนี้ เทวดาเรานึกว่าตายแล้วจึงไปเป็นเทวดา แต่เราไม่รู้จักว่าเราเป็นเทวดาเราก็ไม่รู้ นี่เป็นอย่างนั้น เทวดาก็คนธรรมดานี่เอง นี่พระพุทธเจ้าสอนว่า เทวดาก็หมายถึงว่าคนรักสวยรักงามกำลังรักสวยรักงามเขาเป็นเทวดา คัน(หาก)โกรธขึ้นมาแล้วคนไม่เป็นเทวดาแล้ว สวยงามก็ไม่รักแล้วบัดนี้ รักอะไร รักโกรธอย่างเดียว โกรธหน้าดำหน้าแดงท่านว่าอย่างนั้น หมดความเป็นคนหมดความเป็นเทวดา เป็นผีไปแล้วบัดนี้ ไอ้ผีพูดยากนี่ นางนี้คือผี เดี๋ยวหนูอย่างพึ่งโกรธ หนูก็เป็นผีแล้วเดี๋ยวนี้ ตกนรกได้ทันทีเลย นี่เป็นอย่างนั้น 

     

    นี่ความจริงเราอยู่เมืองสวรรค์เราก็ไม่รู้ แล้วเราอยากไปสวรรค์ สวรรค์ ๖ ชั้นอยู่ชั้นฟ้า อ้าวใครมีบันไดตะกายขึ้นไปชั้นฟ้า เครื่องบินขึ้นไปก็ยังไม่ถึงชั้นฟ้านี่ มันอยู่ที่ไหนไม่รู้เลย แต่เราอยากไปชั้นฟ้า อ้าวเราไปเห็นมาแล้วกี่คนเห็นชั้นฟ้า ไม่เห็นเลย สวรรค์ ๖ ชั้น หลวงพ่อจะพูดให้ฟังง่ายๆ ที่สุด ตาชั้นหนึ่ง ตาดูอันดี หูฟังอันเพราะ บ้านหลวงพ่อเรียกว่าดั้ง จมูกคำว่าจมูกไม่รู้บ้านของพ่อ เดี๋ยวนี้อาจจะรู้เพราะว่าการศึกษาเล่าเรียนมันไป จมูกก็เป็นชั้นสอง ปากเรากินอาหารที่มีรส กายเรานี่ถูกอันนิ่มนวลมันอ่อนมันร้อนมันแข็ง ใจเราคิดไปในทางที่ดี นี่เขาว่าสวรรค์ ๖ ชั้น แล้วเราอยู่สวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้ เราเป็นเทวดาแล้ว จำไว้ให้มันดี 

     

    ในขณะที่มันโกรธ ดูแต่ของสกปรก ดูก็หน้าโกรธหน้าเกลียดหน้าบึ้ง โอ๊ยไม่น่าดูเลย ลงนรกแล้วบัดนี้ ไม่ใช่คนแล้ว เป็นสัตว์นรกแล้ว ท่านว่าเอาใกล้ๆ นี่ เราไม่ต้องรอถึงวันตาย เรื่องสวรรค์นิพพาน ต้องเอามาใช้กับชีวิตของเราจริงๆ จึงว่าสมกับที่เรามาเกิดเป็นคน ถ้าเราโชคไม่ดีเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นคนแข้งขาหัก เป็นคนปากฉีกหูหนวกบ้านหลวงพ่อว่าปากฉีกหูหนวก.

    …………………………..

     

    ให้ทุกคนตั้งใจฟัง ถ้าหากไม่ตั้งใจฟังแล้วจะไม่เข้าใจหรือจดจำไม่ได้ เมื่อไม่เข้าใจจดจำไม่ได้ การฟังมันก็ไม่ได้มีประโยชน์มันไม่มีค่ามันไม่มีคุณอะไรกัน ดังนั้นวิธีปฏิบัติธรรมะที่ผมหรืออาตมาจะมานำเล่าสู่ฟังในวันนี้ มันเป็นธรรมะอึดใจเดียว มันเป็นธรรมะที่จะเอาไปใช้กับชีวิตของเราได้ มันจึงไม่ขึ้นอยู่กับใครทั้งหมด มันไม่ขึ้นอยู่กับตำรับตำรา มันไม่ขึ้นอยู่กับครูอาจารย์ มันขึ้นอยู่กับตัวการกระทำหรือวิธีทำเท่านั้นเอง 

     

    การกระทำวิธีทำนั้น ไม่เหมือนกับที่เราเคยเข้าใจว่าต้องไปทำกรรมฐาน ไปนั่งสมาธิแบบนั้นไปนั่งสมาธิแบบนี้ มันไม่เป็นอย่างนั้น อันนั้นดีแล้วที่ตัวของผมตัวของอาตมาเคยทำมาแล้วสิ่งเหล่านั้น นั่งหลับตาขัดสมาธิเพชร ภาวนาพุทโธ หายใจเข้าหายใจออก ทำมาแล้วมันก็ดี แต่มันไม่ดีเพราะว่าเราไม่มองเห็นอะไร โดยมากคนไปนั่งสมาธิต้องไปหลับตา หาว่าลืมตามันยังวอกแวกมันจึงไม่สงบอย่างนั้น ถ้าเราเข้าใจอย่างนั้นเราก็ไปเจาะเอาลูกตาเราออกเสีย ไม่ต้องให้มันมีลูกตามันจะดีกว่า มันจะไม่ได้มองเห็นอะไร แต่จิตใจนั้นมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับลูกตา มันนึกมันคิดขึ้นมาเป็นธรรมชาติของมัน 

     

    ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนเอาไว้ว่า ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืน-ก็ให้มีสติรู้ เดิน-ก็ให้มีสติรู้ นั่ง-ก็ให้มีสติรู้ นอน-ก็ให้มีสติรู้ นี่ท่านสอนอย่างนั้น แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ ท่านยังสอนให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ตาม ท่านสอนให้มีสติรู้อย่างนี้นี่เอง จึงมีวิธีทำ เพราะคนเราระดับสติปัญญาไม่เหมือนกัน การกระทำแบบนี้คนแก่ก็ทำได้ พ่อบ้านแม่เรือนก็ทำได้ คนหนุ่มคนสาวก็ทำได้ เด็กนักเรียนก็ทำได้ 

     

    เพียงเรานั่งเก้าอี้ก็ได้ นั่งพับเพียบก็ได้ นั่งขัดสมาธิก็ได้ ที่สุดนอนก็ทำได้ เราพลิกมือขึ้น-รู้สึกตัว มีจังหวะท่าทีทำ คว่ำมือลง-ให้รู้สึกตัว แต่ไม่ใช่ว่ารู้พลิกมือคว่ำมือไม่ใช่รู้อย่างนั้น เพียงเอารู้น้อยๆ ว่า เราพลิกมือขึ้น-รู้ มันไหวขึ้นไป คว่ำมือลงมัน-รู้ ไหวขึ้นไป ให้มันรู้เหมือนพริบตา รู้เหมือนหายใจ เราพริบตา เราหายใจ มันเป็นอย่างนี้ตลอดมา เราไม่เคยรู้มัน และการเคลื่อนการไหวของภายนอกนี่ มันเคลื่อนไหวไปมาอยู่อย่างนั้น เราไม่เคยรู้ 

     

    ดังนั้นจึงว่า กลับมาศึกษาที่ตัวจริงของมัน เป็นธรรมชาติ ศึกษาธรรมะกับธรรมชาติของมันจริงๆ จึงมีวิธีทำ มีวิธีสร้างจังหวะขึ้น พลิกมือขึ้น-รู้สึกตัว ยกมือขึ้น-รู้สึกตัว เอามือขึ้นเข้ามาหาสะดือของเรา-รู้สึกตัว เลื่อนมือขึ้นที่สะดือมาไว้ที่หน้าอก-รู้สึกตัว เอามือออกจากหน้าอกไปไว้ตรงข้าง-รู้สึกตัว ลดมือลงที่ขาเราหรือเอาไว้ที่ไหนก็ตาม ถึงที่แล้ว-เราก็รู้สึก คว่ำลง ทำกันอยู่อย่างนั้น 

     

    เรื่องนี้ไม่นาน ถ้าทำจริงทำจังแล้วไม่เกิน ๓ ปี เพราะในตำรามีอยู่ว่า ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างถูกต้อง ให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ ท่านว่าอย่างนั้น อย่างนาน ๗ ปี อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๗ วัน หรือ ๑๕ วัน มีอานิสงส์สองประการ หนึ่ง.เป็นพระอรหันต์ได้ในปัจจุบันชาตินี้หรือภพนี้ ท่านว่าอย่างนั้น สอง.ถ้าหากไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ก็ต้องได้เป็นพระอนาคามีแน่นอนที่สุด ท่านว่าอย่างนั้น 

     

    แต่ทีนี้ไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ ไม่ต้องเป็นพระอนาคามี ทุกข์นั้นจะลดน้อยไป ความสงสัยกังวลใจจะลดน้อยไป ความขัดแย้งทางจิตใจก็จะลดน้อยไป ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดขึ้น เอาเพียงอานิสงส์อย่างนี้ ดังนั้นการกระทำอย่างนี้จึงไม่ขึ้นอยู่กับใครทั้งหมด จึงว่ารับรองได้ อย่างนาน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๙o วัน รับรองได้ นี่ความจริงมันต้องรับรองได้ ถ้าคนรู้จริงเห็นจริงตามจริง มันต้องรู้สึกได้ 

     

    นี่ศึกษากับธรรมชาติ เพราะการเคลื่อนการไหววิธีใดก็ต้องรู้ อย่าไปฝืนธรรมชาติมัน ธรรมดาตามันอยากมองให้มันมอง-แต่ให้รู้มันมอง มันพริบตามันเหลือบซ้ายมันแลขวา-ให้รู้ มันอยากเหลียวหน้าเหลียวหลัง-ก็ให้รู้ นี่ท่านว่าอย่างนั้น คนโบราณท่านจึงสอนว่า ไปไหนมาไหนต้องมองหน้ามองหลัง ท่านว่าอย่างนั้น อย่าไปมองแต่ข้างหน้าอย่างเดียว อันนี้เราไม่ฟัง เราแก้ปัญหาตรงนี้แหละไม่ได้ ฟังคำพูดตรงนี้แหละไม่เป็น คำว่าเหลียวหน้าเหลียวหลังก็ต้องหมายถึง มองไปข้างหน้ามองไปข้างหลัง ให้มันเห็น แล้วมองมาดูตัวเองให้มันเห็น ท่านว่าอย่างนั้น 

     

    อันนี้เรามองไปแต่ข้างหน้า คิดไปแต่ข้างหน้า คิดเป็นเรื่องทำดี คิดไปเรื่องทำไม่ดี คิดไปเรื่องสวรรค์ คิดเป็นเรื่องนิพพาน เราคิดไปอย่างนั้น อันสวรรค์นิพพานนั้นมันอยู่ในกำมือของเรานี่เอง ถ้าหากเราไม่รู้จะเรียกว่าสวรรค์มันก็ไม่รู้ ถ้าเรียกว่านิพพานมันก็ไม่รู้ ถ้าเรารู้แล้วมันเอื้อมมือเดียวเท่านั้นเอง เพราะมันอยู่ในตัวเรา คนโบราณท่านจึงสอนเอาไว้ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ พระนิพพานก็อยู่ที่ใจนี่ มันอยู่ที่ใจทั้งนั้น 

     

    เมื่อใดจิตใจหมกมุ่นหดหู่หมักดองอยู่กับสิ่งที่สกปรก จิตใจเศร้าหมองจิตใจหดหู่ จิตใจหงอยแง่ จิตใจขุ่นมัว จิตใจเฉยชา ในขณะนั้นเรียกว่าจิตใจเป็นทุกข์ จิตใจผิดปกติ ท่านสอนให้เรารู้อย่างนี้ อันนั้นมันเป็นหน้าที่ของคนหรือเป็นหน้าที่ของสัตว์ แต่หน้าตาแข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคน แต่จิตใจมันทำเป็นได้เหมือนสัตว์ เป็นอย่างนั้น ดังนั้นสัตว์กับคนมันจึงอยู่ในตระกูลเดียวกัน สวรรค์กับนรกมันอยู่ในตระกูลเดียวกัน เขาเรียกว่าโลกียธรรมโลกุตตรธรรมก็ได้ สวรรค์นิพพานก็ได้ แล้วแต่จะสมมุติพูดขึ้นมาให้มันรู้เรื่องกันเท่านั้นเอง สวรรค์กับนิพพานมันไปสายเดียวกัน 

     

    สวรรค์คือเรายังไกล ห่างไกลจากนิพพาน แต่มันจะไปนิพพานเราไปติดวิธีนั้นเราไปติดวิธีนี้ เราไม่ตั้งใจเดินไปหานิพพาน เอาสมมตินั้นไปใช้ เราอยู่บ้านเรา เราจะเดินทางไปจังหวัดไหนก็ตาม เราไม่ตั้งใจเราจะไปแวะที่นั่นเราจะไปแวะที่นี่ ผลที่สุดไม่ถึงจังหวัดนั้น เขาเรียกว่าเอิ้น(เรียก) โลกิยธรรม แต่ตั้งใจไปแต่ไปไม่ถึงเขาเอิ้นโลกียธรรม คือตั้งใจทำการทำงานอะไรก็ตามแล้ว แต่ตั้งใจจะทำให้มันเสร็จ มันทำไม่ให้เสร็จ นั้นเขาเรียกว่าโลกิยธรรม 

     

    บัดนี้คนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะไปอำเภอนั้นตำบลนี้จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ตั้งใจลงเราไป ไปให้ถึงจังหวัดนั้นอำเภอนี้ตำบลนั้นตำบลนี้ เห็นผู้คนลักษณะกิจกระทำการงานของตำบลนั้นอำเภอนั้นจังหวัดนั้น อันนั้นเขาเรียกว่าไปถึงจุดหมายปลายทาง เรียกว่าโลกุตตรธรรม หรือจะว่านิพพานก็ได้ มันเป็นอย่างนั้น แต่เราไม่เข้าใจในคำพูดคำสอนเหล่านั้นเพราะมันเป็นศัพท์เป็นแสง คำพูดของคนอินเดียมันไม่ใช่เป็นคำพูดของคนไทย แต่คนไทยแท้ๆ อย่างที่ผมหรือหลวงพ่อพูดนี่ก็ยังไม่เข้าใจบางคน พูดให้ฟังมาหลายครั้งหลายหนแล้ว 

     

    อย่างที่เราเคยทำบุญเคยอุทิศอะไรต่างๆ เราว่า “สุทินนังวะตะ เม ทานัง อาสวักขะยาวะหัง โหตุ” ข้าพเจ้าทั้งหลายยินดีในทานการถวายของข้าพเจ้านี้ จงถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะกองกิเลส กองกิเลสนี่สำคัญเครื่องดองสันดาน ท่านกล่าวว่า พระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน่นเทอญ แต่เราไม่ยอมเสียสละไม่ละกิเลสที่มันปกคลุมหรือห่อหุ้มดวงใจหรือดวงสติดวงปัญญาของเรา เราไม่ยอมเบิกยอมถางเหล่านี้ เรียกว่าเป็นโลกิยธรรม ท่านว่าธรรมประกอบด้วยโลก ธรรมอยู่กับโลก แม้จะทำดีเท่าใดก็ทำอยู่กับโลก มันไปนิพพานไม่ได้ มันไปโลกุตรธรรมไม่ได้ 

     

    ดังนั้นคำพูดความสอนนี้มันจึงสำคัญ ให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจแล้วเราจะไปติดคำพูดคำสอนศัพท์แสงเหล่านั้น ดังนั้นคำว่าสวรรค์ สวรรค์นี่ถ้าเราอยู่ดีกินดีนอนดีไปดีสบายดี แต่ไปให้มันถึงที่สุด คำว่าไปให้มันถึงที่สุดนี่ไปที่ไหน เราก็ดูใจเรา จิตใจเรามันคิดสับสนวุ่นวาย โอ้ไม่ได้ ผิดปกติแล้วนี่ เราก็ทิ้ง เฉยๆ ลักษณะเฉยๆ นี่ไม่ต้องไปทำอะไรมัน ไม่ต้องไปทำให้มันยุ่งขึ้นมา มันมีอยู่แล้ว ว่าเฉยๆ มันคิดขึ้นมา-เราก็ทำความรู้สึกตัว-รู้สึกใจ ความคิดมันถูกหยุดไปเอง มันก็เฉยๆ ลักษณะเฉยๆ นั้นท่านว่า เป็นปกติ ปกติมันมีอยู่ทุกคน  

     

    ดังนั้นอันเฉยๆ นี่ ผู้หญิงก็มีเฉยๆ ผู้ชายก็มีเฉยๆ พระสงฆ์องค์เจ้าก็มีเฉยๆ คนเฒ่าคนแก่ก็มีเฉยๆ คนหนุ่มคนสาวก็มีเฉยๆ ลักษณะเฉยๆ นี้ท่านเรียกว่า ถ้าพูดเป็นศัพท์แสงธรรมะท่านว่า อุเบกขาก็เอิ้น(เรียก) เรียกว่าอุเบกขาวางเฉยก็เอิ้น เรียกว่าสงบก็เอิ้น ท่านจึงว่าสุขอื่นนอกจากความสงบไม่มี ความสงบนั่นแหละท่านเรียกว่านิพพาน อันเฉยๆ นั่นแหละท่านเรียกว่าสงบ ไม่ใช่ไปนั่งสงบ มันเฉยๆ มันสงบ ทำการทำงานด้วยความสงบ ตากแดดตากฝนตากลมทำการทำงานด้วยความสงบ นั่นแหละท่านเรียกว่า สุขอื่นนอกจากความสงบไม่มี 

     

    แต่เราต้องไปนั่งให้มันสงบ อันนั้นมันก็ดี แต่มันไม่เข้าใจ ความไม่เข้าใจนั่นแหละท่านว่าเป็นโทษอย่างหนักเป็นโทษอย่างมหันต์ ท่านว่าอย่างนั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ความเข้าใจ ความรู้ ความเห็น ฟังแล้วก็เข้าอกเข้าใจ ประพฤติปฏิบัติตาม นั่นแหละท่านว่า เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นมหาศาล หาอะไรจะเปรียบปานหรือเท่าเทียมไม่ได้ เพราะความรู้สึกอันนี้นี่เอง 

     

    ดังนั้นจึงไม่ต้องทำอะไร ศึกษากับธรรมชาติ ถ้าผิดธรรมชาติก็ผิดปกติ ถ้าผิดปกติก็ผิดธรรมชาติ ดังนั้นศึกษาธรรมะศึกษากับธรรมชาติ ให้รู้ธรรมชาติมันจริงๆ คนเราต้องมีการกิน มีการนอน มีการไป มีการมา มีการอาบน้ำ มีการล้างหน้าแปรงฟัน มีการเข้าห้องน้ำห้องส้วม มีการเข้าไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะ มันเป็นไปตามหน้าที่ของมัน จึงศึกษาให้รู้ 

     

    พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์ สอนคนให้รู้จักเรื่องทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นเพราะที่ไหน ไม่ใช่ทุกข์ ไม่มีเงินไม่มีทองหรือเจ็บหัวปวดท้อง ไม่ได้หมายถึงทุกข์เหล่านี้ ทุกข์ที่หลวงพ่อหรืออาตมาพูดนี่ ทุกข์หมายถึงความคิดมันถูกปรุงแต่ง มันคิดสับสนวุ่นวาย คิดมาแล้วหยุดไม่ได้ คนนักเรียนนักศึกษาเรียนมากๆ คิดๆๆ หยุดไม่เป็น เป็นบ้าไปก็มี นี่มันเป็นอย่างนั้น 

     

    อันนี้แหละจึงว่า ความคิดมันสำคัญที่สุด เราต้องศึกษาต้องปฏิบัติ ให้รู้ ให้เข้าใจ มันคิดแล้วต้องทิ้ง อย่าเข้าไปในความคิด ความคิดนี่เหมือนกับกระแสน้ำ เหมือนกับกระแสน้ำเราเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว พระพุทธเจ้าก่อนที่จะได้ตรัสรู้ จับเอาถาดหรือขัน นางสุชาดาเอาข้าวไปถวายพระพุทธเจ้านึกว่าเป็นเทวดา พระพุทธเจ้าได้กินข้าวในขันของนางสุชาดาแล้วถามนางสุชาดาว่า จะถวายแต่ข้าวหรือจะถวายทั้งหมดถามนางสุชาดา นางสุชาดาก็บอกว่าถวายทั้งหมดไม่เอาอะไรกลับคืนเลย 

     

    พระองค์ก็จับถาดหรือขันอันนั้นแหละลงไปริมแม่น้ำ เอาไปนั่งอธิษฐานว่า ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสตาย คายกิเลสหลุด เอาชนะทุกข์ได้ วางถาดหรือขันใบนี้แหละลงบนผิวน้ำนี่ ให้ถาดและขันใบนี้แหละ ทวนกระแสของน้ำไปถึงต้นน้ำโน่น ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากจะไม่ได้ตรัสรู้ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสไม่ตายคลายกิเลสไม่หยุดเอาชนะทุกข์ไม่ได้ วางถาดและขันใบนี้ลงไปบนผิวน้ำนี่ ให้มันไหลไปตามกระแสของน้ำ ว่าอย่างนั้น 

     

    พอดีพูดจบแล้วก็เลยวางถัดขันอันนั้นลงไป ถาดขันอันนั้นก็ทวนกระแสของน้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำ ก็ไปจมลงที่ตรงพญานาคนอนหลับอยู่ ไปซ้อนเข้าเป็นหมอนให้พญานาคนอน อันนั้นมันเป็นบุคลาธิษฐาน ให้เข้าใจ จึงว่าธรรมธิษฐาน บุคลาธิษฐาน ธรรมาธิษฐานท่านว่าเรื่องธรรมะ ตัวไปตีเป็นบุคคลขึ้นมา อันพญานาคนอนหลับนั้นคือว่า เหมือนเรานี่แหละนอนหลับทับสิทธิ์ หลงตนลืมตัว ไม่คิดถึงจิตถึงใจ เรียกว่านอนหลับทับสิทธิ์ 

     

    ดังนั้นทวนกระแสของน้ำคือ ทวนกระแสของความคิด มันคิดอยากไป เราไม่ต้องไป มันคิดอยากขับรำทำเพลง เราก็ไม่ต้องขับรำทำเพลง มันอยากดื่มสุรา เราก็ต้องไม่ดื่มสุรา มันอยากใช้สิ่งของอะไรต่างๆ แปลกๆ ทันสมัยเข้า ก็ไม่ต้องใช้อย่างนั้น ให้ใช้ชีวิตเป็นธรรมดา เป็นธรรมดา ใช้ชีวิตเป็นธรรมดาเป็นธรรมดา ธรรมะจึงเป็นธรรมดา ผิดธรรมดาไปแล้วไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นอธรรม ท่านว่าอย่างนั้น 

     

    ดังนั้นการพูดการสอน และผู้ฟังกับผู้สอน ให้เข้าใจกัน แม้จะเรียนพระไตรปิฎกจนแตกฉานก็ตาม ถ้าหากไม่ทำ จะไม่รู้เรื่องเลย ไม่ได้เรียนหนังสือเขียนไม่ได้อ่านไม่เป็น แต่ทำ ก็ต้องรู้เช่นเดียวกัน ดังนั้นคนโบราณท่านจึงสอนเอาไว้ การพูดนั้นดีแล้ว พูดร้อยคำพันคำหมื่นคำแสนคำล้านคำก็ตาม สู้การกระทำครั้งเดียวไม่ได้ การกระทำนั้นทำอย่างไร “ทำให้รู้สึกตัว ตื่นตัว ทำให้รู้สึกใจ ตื่นใจ” 

     

    คนโบราณท่านจึงสอนเอาไว้ว่า “อย่าหลงตนอย่าลืมตัว อย่าหลงกายอย่าลืมใจ” นี่ท่านสอนเอาไว้ แต่เรามันหลงตนลืมตัว หลงกายลืมใจ ไม่รู้เท่าทันของความคิด มันเป็นกลเป็นไกความคิดนี้ คนโบราณท่านจึงสอนเอาไว้ว่า ความคิดคนนี้เหมือนกับลิง ท่านว่าอย่างนั้น ความคิดมันกลอกกลับได้ไว ความคิดคนเหมือนกับลิง ลิงนี้มันอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ เราต้องเอาไม้ไปแหย่มัน มันก็กระโดดโลดเต้นจับโน่นจับนี่ มันเป็นอย่างนั้น 

     

    ความคิดก็เหมือนกันท่านว่า “ความคิดของคนนี้ ปลิ้นปลอกกลอกกลับได้ไว ดุจมีลานไขในตน เราท่านควรบังคับกล ให้จิตยนต์หมุนมาแต่ในทางข้างดี ถ้าปล่อยให้จิตหมุนไปในทางข้างกลี ธรรมที่มีก็จักหนีจักหน่ายหายสูญ อธรรมเข้าครอบงำความระยำสัมบูรณ์ก็ปลิ้นปลอกหลอกตน”  นี่มันหลอกเรา ดังนั้นพวกกรรมฐานไปนั่งภาวนา แล้วเห็นเลขเห็นบัตรเบอร์ เพราะไม่เห็นจิตใจนี่เอง เพราะไปฝึกกรรมฐาน มันไม่ได้ฝึกตัวเอง มันไปฝึกนั่งหลับตาไปฝึกอะไรต่างๆ นั่น มันเลยผิดธรรมชาติผิดธรรมดา เมื่อผิดธรรมชาติผิดธรรมดาก็แสดงว่าไม่รู้ธรรมชาติไม่รู้ธรรมดา มันก็หลอกเราเอาเสีย นี่เป็นอย่างนี้ 

     

    ดังนั้น จึงศึกษากับธรรมชาติ ศึกษากับธรรมดา ไม่ให้มันหลอกเรา เรารู้เท่าทันกลไกหรือมายาของจิตใจ นี่มันเป็นอย่างนั้น ธรรมที่มีก็จักหนีจักหน่ายหายสูญ ก็เราไม่รู้นี่เอง อันความไม่รู้นั้นภาษาธรรมะเรียกว่าโมหะ ภาษาพื้นบ้านเรียกว่าหลงตนลืมตัว หลงกายลืมใจ ไม่รู้ตัว ไม่รู้กาย ไม่รู้ใจ ท่านว่าอย่างนั้น ดังนั้นจึงศึกษาหาของจริง  จริงไหมมองเห็นต้นไม้ มองเห็นคนเดินไป มองเห็นคนนั่ง มองเห็นคนนอน อันนั้นจริงไหม นั่นแหละตาหน้าที่ของดู หูจึงเป็นหน้าที่ของฟัง แต่ตาดูตามันไม่รู้ หูฟังหูมันไม่รู้ คือตัวใจมันรู้ มันเป็นทาง มันเป็นทางเดินของจิตของใจ มันเป็นทางเดินของกิเลส มันเป็นทางเดินของอวิชชาคือความไม่รู้ มันเทียวเข้าเทียวออกเดินไปเดินมา เราไม่รู้ 

     

    บัดนี้ เรามาศึกษากับธรรมชาติ เราไปไหนมาไหน มันนึกมันคิด เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ พอดีมันถูกเห็น ความคิดมันถูกหยุดทันที เหมือนกับเราขุดบ่อน้ำอุปมาให้ฟัง เราขุดหาน้ำหรือจะขุดสูงๆ ก็ตาม ขุดเนินภูก็ตาม หรือขุดที่ลุ่มที่ดอนขุดที่ไหนก็ตาม แต่พื้นดินนี้ต้องมีน้ำทุกหนทุกแห่ง ขุดลงไปลึกๆ ไปเจอน้ำแล้ว น้ำกับตมกับเลนมันอยู่ด้วยกัน เมื่อไปเจอน้ำแล้ว ขุดลึกๆ ลงไป เราก็เป็นหน้าที่ตัดตมตัดเลนออกทิ้ง  

     

    น้ำอยู่ข้างในมันจะไล่ตะกอนออกมา มันจะไล่เอามาให้หมดเลย เราก็เป็นหน้าที่ตักตมตักเลนออกให้หมด ตัดออก ตัดออก วิดออก วิดออก ตักกับวิดเป็นอันเดียวกันนะ ตัดออกตมเลนออกหมดแล้ว น้ำมันจะไล่ตะกอนออกมา แต่มันยังขุ่นยังมัวยังสกปรก น้ำนั้นยังใช้ไม่ได้ กวนปากบ่อเข้าให้มันล้างตมล้างเลนล้างตะกอนเหล่านั้นออก ตัดออก ตัดออก เมื่อตัดออกหลายครั้งหลายหนล้างหลายครั้งหลายหน น้ำก็สะอาดขึ้นมา เมื่อน้ำสะอาดแล้วเอาไปใช้อะไรก็ได้ 

     

    ดังนั้น จิตใจที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ ท่านว่าอย่างนั้น จิตใจไม่ต้องฝึกมัน ฝึกกิเลส ฝึกตัวนึกตัวคิดนี่แหละ มันเทียวมา-เราเห็นเรารู้ ถ้าเราไม่เห็นเราไม่รู้ก็แสดงว่าเราไม่ได้ฝึกกิเลส แต่จิตใจนั้นมันดีแล้วไม่ต้องไปฝึกมัน จะไปฝึกมันทำไมจิตใจมันเป็นปกติอย่างนั้น เกิดมาแล้วมันก็มีปกติอยู่อย่างนั้น อันปกตินี่แหละท่านว่า มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นธรรมดา มันเป็นอยู่อย่างนั้น จะทำการทำงานพูดคิด ความปกตินั้นก็มี หรือเปรียบอุปมาหลายอย่างที่นำมาเล่าให้ฟังหลายครั้งหลายหน 

     

    สมมุติเอา อย่างดวงอาทิตย์หรือพระอาทิตย์หรือตะเวน เราสมมติขึ้นให้มัน บางคนว่าตะเวนหม่นหรือฟ้าหม่นดวงอาทิตย์หม่น เราว่าอย่างนั้น แต่ความจริงตะเวนไม่หม่นดวงอาทิตย์ไม่หม่นหรือฟ้าไม่หม่น มีเมฆ เมฆหรือฟ่าหรือเฟื้อบ้านเรา ว่าเมฆมันลอยไปตามลมแล้วมันไปบังเอาดวงอาทิตย์นั้น แต่ดวงอาทิตย์อตะเวนนั่นมันทำความสว่างมันเต็มดวง แต่เมื่อมีอะไรไปปกคลุมมันไว้มันก็เลยทำความสว่างเอาอยู่ใกล้ๆ แต่มันทำออกไปไกลๆ 

     

    อันตัวปกติของเรา มันก็ทำหน้าที่ของมันอยู่นั้น แต่คนไม่เคยรู้ ไม่เคยดู ไม่เคยเห็น ไม่เคยเข้าใจปกติอันนี้ เมื่อไม่เคยเข้าใจกับปกติอันนี้ก็เลยไปหาธรรมะ ไปหาธรรมะก็เลยว่า ธรรมะคืออะไร อยู่ที่ไหน ไม่รู้เลย แสดงว่าศึกษาธรรมะไม่เข้าหลัก ไม่ว่าคนอื่นแหละตัวเองก็เคยทำอย่างนั้น จึงว่ามันศึกษาไม่ถูกไม่ตรง ดังนั้นการเลือกหาครูบาอาจารย์นั้น ต้องเลือกหาครูบาอาจารย์ผู้สอนของจริง คนมีดีแล้วเอามาพูดให้เราฟัง เอาของดีนั้นแหละมีในตัวนั่นแหละมาพูดให้คนฟัง 

     

    ดังนั้น เมื่อเรารู้ตัวเรา เห็นตัวเรา เข้าใจตัวเรา รู้จิตรู้ใจ รู้ชีวิตของเราจริงๆ แล้ว ยกมือไหว้ตัวเองก็ยังได้ เพราะเราไม่ฝันว่าเรามีดีขนาดนี้ เมื่อเรามาเห็นของดีมีในตัวเราแล้วก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ การไหว้คนอื่นนั้นร้อยครั้งพันหน สู้ยกมือไหว้ตัวเองครั้งเดียวไม่ได้ นี่มันเป็นอย่างนี้ ทำไมมันจึงมีค่ามีคุณมากยกมือไหว้ตัวเองนี่ เมื่อไหว้ตัวเองแล้วก็เป็นการไหว้คนอื่นได้ เพราะเราทำดี เราพูดดี เราคิดดี คนอื่นทุกคนไปต้องการทำดี ต้องการพูดดี ต้องการคิดดี 

     

    ดังนั้นคนใดยกมือไหว้ตัวเองแล้วนั่นแหละ เรียกว่าเป็นคนดี ไม่ใช่ว่ายกมือไหว้คนอื่น เราเห็นตัวเรากำลังยกมือไหว้ เราเห็นจิตเห็นใจกำลังอ่อนน้อมถ่อมตนยกมือไหว้คนนั้นคนนี้ อันนั้นแหละท่านว่าเป็นคนดี อันนี้เราไม่เคยเห็นจิตเห็นใจ เห็นเขายกมือไหว้คนก็ยกมือไหว้ไปตามเขา ไม่เห็นจิตเห็นใจ บางทีคนยกมือไหว้คนอื่นจิตใจคิดอยากไปทำร้ายเขาก็มีนะ มันเป็นอย่างนั้น อันนี้แสดงว่ามันมีการขัดแย้งอยู่ในตัวมันเอง เมื่อมันมีการขัดแย้งอยู่ในตัวมันเองก็มีความสับสนวุ่นวาย เมื่อมีความสับสนวุ่นวายปัญหาก็เกิดขึ้นที่ตรงนั้น จึงคนมันจึงไม่รู้จักหน้าที่ของคน 

     

    ดังนั้น คนเราต้องศึกษาให้รู้จักความเป็นคน ให้รู้จักว่าหน้าที่ของคน ให้รู้จักว่าปฏิบัติหน้าที่ของคน. 

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service