PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๖๕ ข้อคิดถวายพระทุกรูป ก.ย.๒๘
ท.๑๖๕ ข้อคิดถวายพระทุกรูป ก.ย.๒๘ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๖๕ ข้อคิดถวายพระทุกรูป ก.ย.๒๘
  • เสียง
  • 14519 ท.๑๖๕ ข้อคิดถวายพระทุกรูป ก.ย.๒๘ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-35-25.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

    • ผู้ถอดคำบรรยาย :  แววตา

      ผู้ตรวจคนที่ 1 :

      ผู้ตรวจคนที่ 2



    ท. ๑๖๕ ข้อคิดถวายพระทุกรูป ก.ย. ๒๘

     

    ญาติโยมก็ตั้งใจฟัง ทำตัวของเราให้สงบ เมื่อทุกคนตั้งใจฟังและทำตัวของเราให้สงบแล้วเราก็สงบได้ โดยส่วนมากคนเราต้องการความสงบ แต่ไม่รู้ว่าความสงบนั้นอยู่ที่ไหนไม่รู้เลย ยกตัวอย่างในขณะนี้ในปัจจุบันนี้เอง ว่าตั้งใจฟังและทำความสงบนั้นก็ยังสงบไม่ได้ เพราะว่าเราพูดคุยกันต้องมีมาไม่ได้ ดังนั้นโดยเฉพาะคนไทยถือศาสนาพุทธแต่ไม่เข้าใจว่าพุทธศาสนาจริงๆ นั้นสอนอย่างไร มีความหมายอยู่ที่ตรงไหน เป็นการเข้าใจกันได้น้อย จึงว่าไม่เข้าใจหลักพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงแต่เพียงถือกันว่า เป็นการทำบุญให้ทานรักษาศีลหรือเจริญสมถกรรมฐานแล้วก็เรียกว่าเราได้ทำถูกต้องแล้ว เข้าใจอย่างนั้น อันนั้นมันเป็นเรื่องประเพณีที่ทำกันมาก่อนแล้ว

     

    ในสมัยครั้งพระพุทธเจ้าของเรานี่เกิดขึ้นมา คนที่เคยได้ศึกษาเล่าเรียนในประวัติคงจะรู้ไม่มากก็น้อย เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะกุมารเกิดขึ้นมาก็มีการให้ทานกัน เรียกว่าทำบุญให้ทานกันนี่เคยได้ยิน ดังนั้นเมื่อท่านมีอายุเรียกว่าเป็นคนหนุ่มขึ้นมาก็มีครอบครัว ในขณะนั้นก็เรียกว่ายังไม่ได้เป็นพุทธศาสนาเป็นเพียงศาสนาเท่านั้น จากนั้นมาท่านปรากฏในตำราว่ามีครอบครัวมีบุตรคนหนึ่งชื่อราหุล เมื่อได้บุตรหนึ่งแล้วก็ไปบวช เมื่อไปบวชแล้วก็ปรากฏในตำราว่าไปศึกษาอยู่กับสองอาจารย์ 

     

    อาจารย์คนแรกเรียกว่าอาฬารดาบส อาจารย์คนนี้สอนกรรมฐานและสมาบัติ ๗ สมาบัติ ๗ นี้เราพูดกันว่ารูปฌาณ ๔ อรูปฌาณ ๓ เรียกว่า ๗ อันนั้นก็ยังไม่ได้เป็นพุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาเท่านั้นเรียกว่าศาสนาพราหมณ์ศาสนาประจำโลก และความทุกข์ความเดือดร้อนก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ทำสมาบัติ ๗ ไปแล้วก็ยังมีความโกรธความโลภความหลงได้อยู่ จากนั้นมาท่านก็ไปศึกษากับอาจารย์คนที่สอง ชื่อว่าอุทกดาบส คนนี้เป็นคนที่มีความรู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมามากกว่าคนที่หนึ่ง คนที่สองนี่ศึกษาอยู่กับท่านอาจารย์คนนี้ได้สมาบัติ ๘ สมาบัติ ๘ นั้นเราเรียกกันว่ารูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ อันนี้ก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นเพียงศาสนาสอนให้คนละชั่วทำดีเท่านั้น แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเป็นคนไทย ถือศาสนาพุทธ แต่เรายังไม่เข้าใจยังไม่ศึกษาเรื่องศาสนาพุทธจริงๆ วันนี้จะได้นำเรื่องพุทธศาสนามาเล่าสู่กันฟังเพราะว่ามีงานบวชนาค 

     

    เมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าของเราศึกษามาแล้วสองอาจารย์แล้ว ได้สมาบัติ ๘ แล้วยังไม่ได้เป็นทางดับทุกข์ดับร้อน ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นมาก็มาทำวิธีทุกรกิริยาอีก เรียกว่าอดข้าวไม่กินข้าว อดน้ำไม่กินน้ำ กลั้นลมหายใจไม่หายใจ และก็ไม่กลืนน้ำลายผ่านลงลำคอ เพราะว่าเข้าใจว่ากิเลสเหล่านั้นมันต้องอยู่กับสิ่งเหล่านี้ นี่เข้าใจอย่างนั้น ทีนี้ท่านก็ได้ทำทุกรกริยาอย่างนั้นจนแทบจะหมดลมหายใจ อันนี้ก็ยังไม่เป็นทางตรัสรู้ ไม่เป็นทางดับทุกข์ ยังไม่ใช่เป็นพุทธศาสนา โยมฟังกันให้ดีนะ ถ้าฟังให้ดีก็จะได้ยินจดจำได้ ถ้าฟังกันไม่ดีก็ไม่ได้ยินจดจำไม่ได้ 

     

    จากนั้นมาท่านมาทำอยู่เช่นนั้น พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เป็นผู้ให้ความร่วมมืออุปถัมภ์ บางครั้งบางคราวก็เห็นพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นี่ทำ บางครั้งบางคราวก็ได้ยินจากหูที่เขาพูดคุยกัน ความพอใจและความไม่พอใจก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ฉะนั้นความโกรธความโลภความหลงมันไม่ได้อยู่ที่เนื้อที่ตัว มันไม่ได้มีที่ไหนเลย เมื่อท่านพิจารณาแล้ว ความโกรธความโลภความหลงมันไม่ได้มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว มันคงจะอยู่ที่ใจ ท่านคิดอย่างนั้น ก็เลยละเลิกทำความเพียรที่ทำมาแล้วนั้นก็มาฉันมะขามข้อบักค้องอ(ลุกตะคร้อ) เดินไปคนเดียว พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เห็นว่าท่านทำความเพียรเลิกละความเพียรแล้วคงจะไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ คงจะมีกิเลสเหมือนเดิมเข้าใจอย่างนั้น พระองค์ก็ไปคนเดียว พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็หนีไม่ให้ความร่วมมือเลย 

     

    เมื่อท่านเดินไปคนเดียวก็ได้กินข้าวนางสุชาดาที่มาบวงสรวงเทวดา การบวงสรวงบูชาเทวดาก็มีอยู่แล้วอันนั้นก็มีอยู่เหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็ได้กินข้าวนางสุชาดานี่แหละ แล้วก็มีรูปเนื้อหนังสมบูร์ขึ้นมา เมื่อตอนกินข้าวนางสุชาดานี้ปรากฏในตำราว่า เอาขันนางสุชาดาที่บรรจุอาหารหรือบริขารนั้นมาถวายพระพุทธเจ้า สมัยนั้นยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเอาไปให้ท่านท่านก็ฉันอาหารนั้นหมดแล้ว ท่านก็เลยจับขันนั้นไปริมแม่น้ำ ไปอธิษฐานที่แม่น้ำว่า ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั้นให้ขันใบนี้ทวนกระแสของน้ำ ถ้าหากจะไม่ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าให้ขันใบนี้ล่องลอยไปตามกระแสของน้ำ จึงวางขันลงไป 

     

    พอดีวางขันลงไป ขันก็ทวนกระแสของน้ำขึ้นไป ไปจมที่หัวพญานาคในตำราเขาพูดแบบนั้น อันนี้เราไม่เข้าใจที่ตรงนี้แหละ วันนี้เราต้องพูดกันที่ตรงนี้ให้มาก เมื่อคำว่าขันนี่ เราเข้าใจว่าขันธ์หมายถึงสิ่งที่เรารัก เราเข้าใจว่าขันธ์ ๕ คือขันธ์ ๕ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มันคิดขึ้นมาอะไรแล้วเราจะไม่ทำไปตามใจชอบของกิเลส วันนี้จะพูดกันเรื่องกิเลสให้ฟัง ดังนั้นโยมในขณะนี้กำลังนั่งฟังอาตมาอยู่ขณะนี้แหละ คนใดตั้งใจฟังนั้นแหละจะได้ยินชัดดี คงจะไม่มีความโกรธ ความโลภ ความหลง ไม่มีจริงๆ ในขณะนี้ แต่เราไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นไม่ได้เข้าใจขณะนี้แหละ เราไปทำบุญเพราะเอาบุญ ก็เลยไม่ได้มาศึกษาที่ใจของเรา 

     

    พระพุทธเจ้าของเราก็มาทำธุระทางจิตตัวนี้ วางขันลงพอดีทวนกระแสของน้ำไป แล้วก็กลับคืนมานั่งอยู่ต้นโพธิ์ คำว่าต้นโพธิ์นี่เราไม่เข้าใจ เข้าใจว่าต้นโพธิ์เป็นต้นเป็นลำจริงๆ ต้นโพธิ์หมายถึงตัวของเรานี่เอง โยมเคยได้ยินไหมที่ว่า คนหนุ่มคนสาวเมื่อแต่งงานก็เชิญเอาคนเฒ่าคนแก่หรือนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ ไปทำเป็นพิธีเป็นปริตะมงคล คนเฒ่าคนแก่ก็ไปเป็นต้นโพธิ์ตัวห่มให้ลูกให้หลาน แล้วพระไปสวดปริตะมงคลให้เป็นชัยยะมงคลแก่ลูกแก่หลาน อันนี้แหละเราไม่เข้าใจ คนเฒ่าคนแก่นี่ควรจะทำเป็นตัวอย่างของลูกของหลาน และลูกหลานจะได้ประพฤติปฏิบัติตาม 

     

    ต้นโพธิ์หมายถึง คนทุกคนเป็นต้นโพธิ์ได้ เมื่อท่านมาพิจารณาถึงจิตใจ จิตใจจริงๆ ตัวชีวิตจริงๆ นั่นแหละมันไม่ได้มีความโกรธความโลภความหลง ไม่ได้มีจริงๆ อาตมารับรองได้ ๑oo % ว่าความโกรธความโลภความหลงไม่ได้มีในจิตใจคน คำว่าคนนี่เราไม่เข้าใจ คนนี่ว่าคนมีสองตาสองหูสองแขนเรียกว่าคน อันนี้คนหมายถึงมีทุกสิ่งทุกอย่างผสมอยู่ในนั้น มีความโกรธก็มี ความไม่โกรธก็มี ความดีใจก็มี ความไม่ดีใจก็มี มันมีอยู่ในคน ถ้ายังไม่เข้าใจอันนี้ชื่อว่าเราศึกษาหลักพุทธศาสนายังไม่ถูกต้อง แม้เราจะไปเจริญกรรมฐานในป่าในดงในที่ใดก็ตาม จะทำบุญให้ทานมากมายเท่าไหร่ก็ตาม ชื่อว่ายังได้บุญน้อย ฉะนั้นบุญนั้นหมายถึงความไม่มีทุกข์ 

     

    ในขณะไหนเรามีทุกข์เรียกว่าเรามีนรกเกิดขึ้นแล้วภายในจิตใจ ในขณะไหนที่เราไม่มีทุกข์ก็หมายถึงว่าเรามีสวรรค์เกิดขึ้นแล้วในภายในจิตใจ ที่อาตมาพูดวันนี้บางคนอาจจะสงสัยว่า อ้าวทำไมทำบุญชาตินี้แล้วตายอันนั้นต้องไปเกิดสวรรค์ อันนั้นเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ สวรรค์ใครไปเห็นมา สวรรค์แปลว่าอารมณ์ดี คือ ตาเห็นไม่มีสิ่งร้าย หูฟังเสียไม่มีสิ่งร้าย จมูกได้กลิ่นลิ้นได้รสกายถูกสัมผัสจิตใจนึกคิดไม่ยินดียินร้าย อันนี้เขาเรียกว่ามีสวรรค์ คืออารมณ์เกิดขึ้นทางจิตใจ บัดนี้ตรงกันข้าม ตาเห็นรูปพอใจไม่พอใจ หูฟังเสียงจมูกได้กลิ่นลิ้นได้รสกายถูกสัมผัสจิตใจนึกคิดเกิดพอใจและไม่พอใจ อันนี้มันเป็นความทุกข์เรียกว่ามีนรกเกิดขึ้นแล้วภายในจิตใจของเรา 

     

    ดังนั้นจะไปแก้ปัญหาเรื่องสวรรค์นรกต่อเมื่อตายไปแล้วนั้น เป็นไปไม่ได้ เราต้องแก้ในขณะนี้ กำลังเรายังมีชีวิตอยู่ที่ตรงนี้ เมื่อเรามาทำให้เห็นแจ้งในชีวิตจิตใจของเราจริงๆ แล้ว เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกสัมผัส จิตใจนึกคิด เราต้องรู้เท่าทันเหตุการณ์นี้ เรียกว่าวิชาหรือปัญญาเห็นแจ้ง ในขณะไหนจิตใจของเรานึกคิดเราไม่เห็นไม่รู้ไม่เข้าใจ คือวิชาถูกปิดไปแล้วเรียกว่าเป็นคนประมาท เรียกว่ามีความหลงผิดแล้ว คำว่าความหลงนั้นไม่ได้หมายถึงหลงอันนั้นอันนี้ หมายถึงหลงชีวิตจิตใจของเรา เพราะทุกคนต้องมีชีวิตจิตใจ แต่ทำไมเราไม่ศึกษาชีวิตจิตใจของเรา เราไปศึกษาเรื่องคนอื่น เราก็เลยไม่ได้ศึกษาหลักพุทธศาสนาจริงๆ 

     

    บัดนี้ก็เลยมาพูดกันเรื่องศาสนา วันนี้ที่มาบวชนี่มาเจริญหรือมาทำให้ศาสนาพุทธเจริญขึ้น อันนั้นเป็นเรื่องของบวช วันนี้อยากจะขอร้องหรือแนะนำหรือชักชวนให้ทุกคนมีศาสนาของตน ให้ทุกคนเข้าถึงศาสนาของตนให้ได้จริงๆ ให้ทุกคนมีพุทธศาสนาของตน และให้ทุกคนเข้าถึงพุทธศาสนาของตนอย่างจริงๆ เมื่อทุกคนเข้าถึงศาสนาของตนทุกคนรู้พุทธศาสนาของตน เมืองไทยไม่ต้องเดือดร้อนเพราะทุกคนรู้จักศาสนาจริงๆ ที่เราเดือดร้อนในขณะนี้เพราะเราไม่รู้ว่าศาสนาคืออะไร เราไปเข้าใจว่าต้องมีโบสถ์มีวิหารมีกุฏิหรือมีพระพุทธรูปเป็นตัวศาสนา อันนั้นเป็นเรื่องสมมุติ 

     

    ตัวศาสนาจริงๆ นั้นคือตัวคนทุกคนนั่นแหละ ทั้งหญิงทั้งชาย จะเป็นคนชาติไหนภาษาใดก็ตาม ตัวศาสนาจริงๆ คือตัวคนทุกคน ในตำราเขาพูดว่า ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ คนที่รู้สอนก็ต้องสอนเข้าหูเรา ตาก็ต้องมองดู หูต้องฟัง เมื่อตาเห็นหูได้ยินมันจะผ่านเข้าไปในสมองของเรา มันจะเข้าไปถึงจิตใจแทรกซึมเข้าไปในจิตใจ เราจะได้รู้ได้เห็นความสงบแห่งจิตใจของเราจริงๆ อันนั้นแหละตัวพุทธศาสนาจริงๆ 

     

    ดังนั้นในตำราพูดว่า คนใดทำลายศาสนาคนนั้นเป็นบาป ตายแล้วไปตกนรก ตายแล้วไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตายแล้วไปเป็นเปรต ตายแล้วไปเป็นอสูรกาย เพราะทำลายศาสนา การทำลายศาสนาหมายถึงการฆ่าคนหรือตีคนด่าคนโกหกมดเท็จ อันนี้เป็นการทำลายศาสนา ไม่ใช่ว่าตัวพระพุทธรูปนั้นเป็นเรื่องสมมุติ เขาจึงมีสมมติบัญญัติ และปรมัตถ์บัญญัติ อัตถะบัญญัติ อริยะบัญญัติ ที่อาตมาพูดนี้ คนไม่เคยได้ยินได้ฟังอย่างนี้จะหาว่าพูดนี่อย่างนี้ไม่เคยได้ยิน ก็ไม่สนใจในหลักพุทธศาสนา เข้าไปในวัดบางคนเห็นพระสงฆ์ก็เรียกว่าพระสงฆ์ อันนี้เป็นเรื่องสมมุติ อย่างที่จะมาบวชกันนี่ก็เป็นเรื่องสมมุติ 

     

    เรื่องพระจริงๆ นี่มีอยู่แล้วในคนทุกคนไม่ยกเว้น อาตมาจึงกล้ายืนยันรับรอง ทุกคนศึกษาได้ อย่างนานที่ที่สุดไม่เกิน ๓ ปี และอย่างกลางให้เวลา ๑ ปี อย่างเร็วที่สุด ๑ วันถึง ๙o วัน ถ้าศึกษาเจริญวิธีอย่างถูกต้องแล้ว พุทธศาสนาจะปรากฏขึ้นมาภายในใจของเรา ทุกคนเห็นได้ รู้ได้ เข้าใจได้เหมือนกัน เข้าถึงสัจธรรมได้เหมือนกัน คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้หายไปที่ไหนเลย อยู่กับคนทุกคน 

     

    เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ศึกษาตรงนี้ เราไปศึกษาในผี ไปศึกษาเรื่องเทวดา ไปศึกษาเรื่องอะไรไม่รู้ ไม่ศึกษาในชีวิตจิตใจของเรา จึงเราไม่เห็นชีวิตจิตใจของเรา คนทุกคนมีชีวิตมีจิตมีใจ มีรูปมีนาม มีกายมีใจ เราต้องมาศึกษาที่ตรงนี้ ความทุกข์เกิดขึ้นพอใจและไม่พอใจ ก็หาว่าคนนั้นคนนี้มาทำให้เรา มันไม่เข้าใจกันเลย ใครจะมาทำให้เราได้ ความพอใจเกิดขึ้นว่าเขามาทำให้เรา ไม่ใช่เลย เราหลงชีวิตของเรา 

     

    สมมุตินะนี่ คำว่าคนนี่ หมายถึงมีทุกสิ่งทุกอย่างในตะกร้าหรือในอะไรที่ผสมกันแล้ว พอดีเราหลับตาไปจับเอา ไปจับเอางูพิษมันต้องกัดเรา ถ้าไปจับเอามดมันก็กัดไม่แรง ถ้าไปจับเอาแมลงวันแมลงหวี่ตัวเล็กๆ มันก็กัดไม่แรง ถ้าไปจับเอาเสือหรืองูพิษจับมันก็กัดเอาเจ็บหรือถึงต้องตาย อันนี้เขาเรียกว่าคน มนุษย์หมายถึงเข้าไปดูเข้าไปตรวจหา อะไรควรจับอะไรไม่ควรจับ เขาก็ไปจับเอาชีวิตของเขาจริงๆ เมื่อจับเอาตัวชีวิตจริงๆ ก็ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น อันนี้เรียกว่ามนุษย์ 

     

    บัดนี้พระอริยบุคคล อริแปลว่าข้าศึก ยะแปลว่าต้องไป เขาจะจับเอาไม่ต้องเลือกเฟ้นเอา เพราะเขาศึกษามาดีในชีวิตของเขาจริงๆ ดังนั้นความทุกข์จึงไม่ได้มี ทุกคนศึกษาหลักพุทธศาสนาแล้วความเดือดร้อนจะหายไปเอง ความสงบจะเกิดขึ้นมาเอง เพราะความสงบมันมีอยู่แล้ว เราไม่เข้าใจความสงบนี้เอง ถ้าไปทำกรรมฐานก็ต้องไปนั่งให้มันสงบ อย่างญาติโยมนั่งอยู่ขณะนี้นะ คนที่ไม่สงบคือใคร พูดกันตรงๆ นะ คนไม่สงบคือคนพูดคนคุย ถ้าสงบกันจริงๆ แล้ว คือไม่พูดไม่คุยนั่นแหละสงบ เราต้องมองที่ตรงนี้ 

     

    มีนิทานเรื่องหนึ่ง อย่างที่พวกเราเดินทางไปด้วยกันหรือสมมุติมาฟังเทศน์ที่อาตมาพูดนี่ก็เหมือนกัน จิตใจเทียบเป็นเทียนคนละเล่ม จิตใจขึ้นมันก็ร้อนคนนี้ก็จับเทียนขึ้นมีไฟ คนนี้ก็จับเทียนขึ้นมีไฟก็ร้องโวยวายขึ้นว่า โอ๊ยร้อนเกินไป ร้อนจัดๆ ไฟมันร้อนจัด ไฟมันร้อนจัดพูดอย่างนี้ แล้วมีบุคคลหนึ่งที่ฉลาดก็ช่วยกันดับไฟในมือเสีย ช่วยกันดับไฟในมือเสีย เราเลยไม่สนใจดับไฟที่มือเรา เราก็ไปเอะอะโวยวายว่ามันร้อนๆ ความร้อนอยู่ที่เราจับไฟ เราช่วยกันดับไฟในมือเราแล้ว ไฟมันดับลงไปแล้วความร้อนก็หายไปเอง ดังนั้นความสงบไม่ต้องไปขอร้องจากผีเทวดาที่ไหนทั้งนั้น 

     

    เมื่อเราทุกคนศึกษาตัวชีวิตจิตใจของเราจริงๆ แล้ว ความสงบคือความไม่พูดไม่คุย ความสงบคือ ความไม่มีโกรธ ไม่มีโลภ ไม่มีหลง ความสงบคือความไม่เดือดร้อน ความสงบคือความไม่มีอะไรทั้งนั้น อันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านสอนที่ตรงนี้ ดังนั้นที่อาตมาได้ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตใจในวันนี้เรียกว่า เรามาทำการบวชนาค เป็นการต่ออายุพระพุทธศาสนา ขอให้ทุกคนจดจำนำเอาไว้ ต้องศึกษาที่ชีวิตจิตใจของเรา ให้เราเป็นพระขึ้นมาได้จริงๆ ผู้หญิงก็เป็นพระได้ ผู้ชายก็เป็นพระได้ จะเป็นคนไทยคนจีนเป็นพระได้ทั้งนั้น พระแปลว่าประเสริฐ คนประเสริฐนั้นคือ คนไม่มีความโกรธ ไม่มีความโลภ ไม่มีความหลง อย่างที่ญาติโยมนั่งอยู่ในขณะนี้เป็นพระได้จริงๆ 

     

    บัดนี้พระที่ตรงกันข้าม โกนหัวนุ่งผ้าเหลืองมีคนมาพูดแล้วเอะอะโวยวายขึ้น นั่นผี เขาเรียกว่าผีปลอมแปลงมาในโครงผ้าเหลือง เขาว่าผ้าเหลืองเป็นเครื่องมืออร่ามหากินอย่างงามง่ายและว่าอิ่มดี โยมไม่รู้จักพระ เห็นผีในผ้าเหลืองก็สาธุท่านพระครูเอาให้ไปถวายไปเลย แล้วก็เอาให้แล้วก็ยังสาธุยกมืออีกครั้งหนึ่ง แล้วโยมเห็นพระอยู่ที่ตรงไหน อันนี้ก็ขอฝากโยมเอาไว้ ให้โยมศึกษาหลักพุทธศาสนาให้ถูกต้องจริงๆ ถ้าโยมศึกษาหลักพุทธศาสนาให้ถูกต้องแล้ว ความเป็นพระนี่ก็มี 

     

    ผ้าเหลืองนี่หมายถึงบุคคลที่จะไปทำงานในพุทธศาสนา …………………………………………………………….. (เสียงซ่าประมาณ ๙ นาที ไม่สามารถฟังได้ชัด) ………………………………………………………………………… 

     

    สมมุติมันมีอยู่ในโลก อย่างศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o ศีล ๒๒๗ มันมีอยู่ในโลกแล้ว ถึงจะมีพระพุทธเจ้าก็ตามไม่มีพระพุทธเจ้าก็ตาม มีอยู่แล้ว มีคนมาหลายล้านปีแล้ว แต่เราไม่ศึกษากัน ในสมัยที่พระพุทธเจ้าของเราเป็นพระอรหันต์ คนจึงมามีการทำบุญให้ทานรักษาศีลทำกรรมฐานจนได้รูปนามสัณฐานแล้วจึงได้เป็นชาวพุทธ เมื่อพระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมให้พยายามดับความโกรธที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ เมื่อพยายามทำความโกรธที่เกิดขึ้นภายในจิตใจให้ได้ อันนี้จึงว่าการดับทุกข์จริงๆ จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ผลเมื่อมีอันนี้แล้ว 

     

    จึงว่า “ธรรมเหล่าใดไปเป็นการเบียดเบียนตนเองและคนอื่นนั้น พระพุทธเจ้าว่าไม่เป็นศีล ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ธรรมหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนตนเองและไม่เบียดเบียนคนอื่น นั้นเป็นธรรม เป็นวินัย” ท่านว่า บัดนี้คนทุกคนยังไม่รู้จักเคารพตนเอง แล้วจะไปเคารพคนอื่นได้อย่างไร คนทุกคนต้องศึกษาให้รู้จักตนเองให้เคารพตนเอง เมื่อเคารพตนเองแล้วเป็นการเคารพคนทั้งโลกทีเดียว อันนี้ตนเองไม่เคารพตนเองแล้วจะถือว่าเราไปเคารพคนอื่นนี่ไม่ได้ อาจเคารพแต่กายแต่ใจอาจไม่เคารพก็ได้นะ อย่างที่คนเห็นกันนั้นไปยกมือไหว้แต่ใจมันอยากฆ่าเขา นี่ก็ยังไม่ถูกต้อง อันนี้เรียกว่าอาบัติ อาบัติหมายถึงการติเตียน ถ้าคนทุกคนนี้ติเตียนพระอันนี้ไม่ดี นี่เป็นอาบัติ เมื่อโยมไม่พอใจกลับเนื้อกลับตัวได้กันไป คัน(หาก)ถ้าต่อเมื่อยังไม่กลับเนื้อกลับตัวก็ชื่อยังไม่ถูก อาบัตินี้เป็นติเตีอนจำให้ดีนะ 

     

    ไม่ใช่ว่าไปจับต้องผู้หญิงต้องสังฆาทิเสส หรือไปทานสุราต้องปาจิตตีย์ นี่เขาว่าอย่างนั้น ..….(เป็นภาษาบาลี ฟังเสียงเทศน์ไม่ชัด)…… เป็นอาบัติ ๖ อาตมาเห็นว่าไม่ ๖ แล้ว ต่อเมื่อว่าต้องไปจับแตะต้องผู้หญิงนั้นมันผิดอาบัตินะจับตัวถูกเลย เพราะว่าทีนี้เราจับต้องผู้หญิงแล้ว สังคมนี้ต่อไปบัดนี้เราจะไม่แตะต้องผู้หญิงเลย เพราะเรากลับเนื้อกลับตัวแล้ว พระภิกษุสามเณรก็เหมือนกัน กินเหล้นี่ต้องปาจิตตีย์ ฮือผมไม่รู้ผมไม่เคยรู้เลย ถ้าหากว่าบังเอิญอาบัติปาจิตตีย์แล้วกลับคืน ปาจิตตีย์ไม่ตกเลยตามความเข้าใจของอาตมา อาบัติปาจิตตีย์เป็นความติเตียนของโลก โลกติเตียนแล้วไม่ควรที่จะทำอันนี้เขาว่าสังคมโลก การทำให้โลกเจริญก้าวหน้าขึ้นไปได้ …เอ้ามีปัญหาอะไร…

     

    ผู้ถาม : คือเราฝึกสติ…..(ไม่สามารถฟังเสียงได้ชัด).....

     

    หลวงพ่อ : หนู หลวงพ่อจะสมมุติให้ฟังนะ คือคนทุกคนเกิดมามีสติอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยรู้ว่าสติคืออะไร เราไม่เคยรู้เลย คือเราทำไปแต่ตามอารมณ์ เอ้าหนู ถามหนู หนูขยิบปากอยู่นี่ รู้ไหม..รู้ รู้เข้าใจได้ไหม แล้วรู้ทุกครั้งไหม นั่น จึงว่าของจริงมีอยู่แล้วเราไม่สนใจ ที่เราไม่รู้นั่นเราก็คิดอยู่อย่างนั้น อันนั้นชื่อว่าเราไม่มีสติ เพราะเราไม่สนใจกับเรื่องนี้ เรื่องนี้มีอยู่แล้วเราไม่สนใจ เรื่องจิตใจนี่พูดให้มันสั้น เรื่องจิตใจมีอยู่แล้วแต่เราไม่สนใจเรื่องจิตใจ เราไปสนเรื่องนาย ก. นายข. เรื่องพอใจไม่พอใจ อันนี้จะเป็นอุปมาให้หนูฟัง สมมุติทุกคนนะหนูเคยเห็นน้ำแข็งไหมว่ามันแข็ง เคยเห็นไหม เคยเห็น ก้อนน้ำแข็งเขาตัดให้มันเป็นรูปก้อนใหญ่ๆ มันเป็นน้ำแข็งจริงๆ พอดีเอามาตากแดดตากลมไว้ ลมพัดแตะต้องน้ำแข็งจะเป็นก้อนได้ไหม ละลายเป็นน้ำเหมือนเดิมไหม 

     

    อันนี้ก็เหมือนกัน เราอย่าไปศึกษาที่ตรงนั้น เราศึกษาที่ของจริง อย่างนั้นคนไปศึกษาเรื่องศีลเรื่องสมาธิเรื่องปัญญาเรื่องนรกสวรรค์ อันนั้นมันไม่จริง มันเป็นก้อนน้ำแข็ง เรามาศึกษาที่ความไม่โกรธนี่มันจริงๆ อันนี้ทุกคนมีอยู่แล้วศึกษาของจริง ความโกรธของคนเราไม่ไปศึกษาที่โกรธ ไม่ได้ไปศึกษาว่าโกรธอยู่ที่ไหน มันโกรธขึ้นมาก็ปวดหัวๆ จะไปปวดหัวทำไมมันไม่ได้ตั้งอยู่นานความโกรธนี้ เราต้องพยายามจัดการความโกรธของเรา เราพยายามทำให้เข้มแข็ง อย่างหนูกับแมว สมมุตินะบ้านเรามีหนู เอาแมวมาเลี้ยงไว้ พอดีหนูออกมาแมวมันกัดทันที เราไม่ต้องไปฝึกมันไม่ต้องไปสอนมันว่าแมวต้องจับหนู ไม่ต้องไปสอนหรอก 

     

    ขอให้เราทำความรู้สึกตัวเรา ทำความรู้สึกกับตัวเราว่า เราปรากฏเราจะทำ หรือปรากฏกำลังจะพูดไป หรือกำลังจิตใจปรากฏมา เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ สติจะเข้าไปคุมอยู่เสมอ อันนี้ท่านผู้รู้หรือพระพุทธเจ้าก็ตาม มีสติรับรู้ในกองสังขารชื่อว่าปัญญา คำว่าปัญญาก็ไม่ได้หมายถึงทำนาทำสวน คือมีสติรอบรู้ในกองสังขารชื่อว่าปัญญา เห็นชีวิตจิตใจของเราชื่อว่าปัญญา เอาชนะความชั่วได้จริงๆ หลวงพ่อรับรองได้เรื่องนี้ เรื่องอื่นหลวงพ่อรับรองไม่ได้ 

     

    เรื่องฝึกสติ เอามาปราบความโกรธ ความโลภ ความหลง หลวงพ่อรับรองได้ หลวงพ่อมีอันนี้หลวงพ่อจึงกล้าได้ อย่างอื่นหลวงพ่อไม่มี หลวงพ่อกล้าได้ เขาจะตะโกนก็เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรานะ เขาโกรธเราจะไปโกรธกับเขาทำไม เขาโกรธเขาทุกข์จะไปทุกข์กับเขาทำไม ก็ให้เขาโกรธคนเดียว แล้วก็พยายามไม่โกรธนะ เราจะเห็นความโกรธขึ้นมาแล้วโกรธเห็นปุ๊บ เราไม่ต้องเลย ถ้าเราศึกษาธรรมะตรงนี้แหละ นี่แหละศาสนาจะเจริญขึ้นมา 

     

    เรื่องจิตใจเราต้องพยายามฝึกบ่อยๆ มันดีใจเราทำการทำงานไปตามหน้าที่ ถ้าเป็นครูต้องเขียนหนังสือ ถ้าเป็นกรรมกรต้องแบกหาม ถ้าเป็นชาวนาต้องขุดดินทำไร่ ถ้าเป็นคนซื้อคนขายก็จะต้องจับนั่นไปนี่ ให้มีสติรู้เท่าทันความคิดของเราเท่านั้นเอง ไม่ใช่กรรมฐานจะไปนั่งหลับหูหลับตาอะไร กรรมแปลว่าการกระทำ ฐานแปลว่าที่ตั้งการงานของเรา นี่คำว่ากรรมฐานหมายถึงที่ตั้งทำการทำงาน ฉะนั้นธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเอาไปใช้กับการทำงานได้ทุกวิธี ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งหลับหูหลับตาแล้วไม่ได้คิดอะไร อันนั้นก็เป็นดีแหละหนู เดี๋ยวนี้ก็ไม่ให้มาก  เอ้า..ใครสนใจที่จะถาม จะให้เวลาถาม

     

    ผู้ถาม : …...(ช่วงเวลาประมาณ ๔o วินาที ไม่สามารถฟังเสียงได้ชัด)......

    หลวงพ่อ : ……(ช่วงเวลาประมาณ ๔.๔๕ นาที ไม่สามารถฟังเสียงเทศน์ได้ชัด).......

     

    จบ.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service