{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ตั้งใจฟังธรรมต่ออีก เอาให้แลกไปล่ะ มันมีอะไรในชีวิตเราเนี่ย เราก็ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ธรรมเทศนากัณฑ์นี้ผ่านมาแล้ว 2,590 กว่าปีแล้ว หลังจากการตรัสรู้ได้ วันเพ็ญเดือน 6 ตรัสรู้ และแสดงธรรมวันเพ็ญเดือน 8 ธรรมเทศนากัณฑ์นี้ก็ประมาณ 2,590 กว่าปีได้เป็นมาแล้ว
คือเรื่องอะไร คือเรื่องของเรานี่แหละ เรื่องของคน ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของเรา แม้แต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าพุทธเจ้าเพราะผู้ที่ไม่มีครูอาจารย์ ได้ศึกษาเอากายเอาใจนี้เป็นตำรับตำรา เกิดบรรลุธรรม ได้ตรัสรู้ เหนือการเกิดแก่เจ็บตาย <ดังแก้วเล็บปางนาง> ซึ่งได้ชื่อว่าตรัสรู้
มีผู้ที่ฟัง เอามาฟังแล้วพูดตาม อันที่คำบอกคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่าพระสงฆ์ มีขณะนั้นโกณฑัญญะ ได้รู้เรื่องนี้ เกิดเป็นพระอริยสงฆ์รูปแรก จนเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ มา ประมาณ 8-9 เดือนนับแต่วันนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้น 1,250 รูป ภายใน 8 เดือน 9 เดือน
จนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังจะมีอยู่แหละ เรื่องคุณธรรมอย่างนี้ กับคนเหล่าที่ผู้ที่มีความสนใจศึกษา จนมาถึงยุคนี้ สมัยนี้ เอาจริงเอาจังกัน เพราะเหตุการณ์บังคับ บางทีก็สิ่งแวดล้อมบ้าง บางทีก็ในชีวิตเรานี้บ้าง อะไรที่ควรจะทำให้มันเกิดมีในชีวิตเรา เราก็ปฏิเสธไม่ได้ มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า มีความทุกข์หยั่งเอาแล้ว
ทำอย่างไร การทำที่สุดแห่งกองทุกข์เหล่านี้จึงจะหมดไป เท่านี้แหละ ก็ทำตามคำสอน จนตอนถึงพวกเราทุกวันนี้ เรามาเอาเริ่มต้น สมัยครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ พระองค์ทำอะไร แล้วก็เรียนตามตรงนั้น สมมติว่าทุกข์หรือ ตัณหา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา <ได้แก้วเล็บปาง> ทำให้สลัดคืน ทำให้ไม่มี มันเกิดขึ้นทำให้สลัดคืนไป บอกคืนไป ทำให้สิ่งเหล่านั้นไม่มี
จาคะ จาคะอะไรที่เราได้ฟัง หีโน คมฺโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย มัคโค หีโน คมฺโม จาคะ จาโก สละคืน คมฺโม ทำให้ไม่มีไม่เป็น แล้วเรามาทำอย่างไร เรามามีสติ มันเป็นเครื่องมือที่ทำให้สลัดคืน บอกคืน
จึงมามีคำพูดว่ามีสติเห็น เห็นอะไร เห็นกาย อะไรที่มันสลัดคืนในกาย เห็นกาย มีอะไรที่มันจะเกิดซ้อนที่นั้นอีก เป็นตัวเป็นตน อะไรที่มันเกิดกับกาย มีเยอะแยะ ความปวด ความเมื่อย ความร้อน ความหนาว ความอะไรต่างๆ มันเกิดขึ้นมา การสลัดคืนทำให้เห็น สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เป็นการสลัดคืน
แต่เป็นคำพูด มันเป็นความในใจ มันเป็นการกระทำ ถ้าได้ถึงคำว่ากายเฉพาะกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เป็นการกระทำแล้ว สลัดแล้ว ทำให้ไม่มีแล้ว ไม่มีตรงที่มันมี มันเป็นกูร้อน กูหนาว กูปวด กูเมื่อย กูหิว กูชอบ กูไม่ชอบ สลัดไปแล้ว มีเท่าไหร่สลัดไปแล้ว บอกคืนไปแล้ว ไม่มีแล้ว บอกไปแล้ว เราก็พ้นไปแล้ว
จนถึงกับว่า เวทนาสุขทุกข์สลัดคืนเหมือนกัน เห็นดังที่พูดสั้นๆ ว่า เห็นไม่เป็นเนี่ย อะไรก็ตามอยู่ตรงนี้ เห็นไม่เป็น พ้นจากการเป็น มันคืออะไรตรงนี้ ปริวัฏฏ์ 3 อาการ 12 ในหลักอริยสัจ 4 โดยตรงเลยทีเดียวเนี่ย แล้วไม่ต้องไปอ่านหนังสือตำรับตำรา
เห็นไม่เป็น พ้นจากการเป็น ทุกข์เป็นสิ่งกำหนดรู้ สมุทัยละ ละแล้ว นิโรธแจ้งแล้ว 3 ลักษณะเห็นแล้วไม่สงสัย นี่คือทุกข์ นี่คือดับทุกข์ ดับไปแล้ว เห็นไม่เป็น พ้นจากการเป็น มันแล้วจริงๆ ตรงนี้ ไม่ได้ไปทำ มันเป็นการกระทำในกรรมฐาน มันก็แล้วอย่างเนี่ย
ทำไมจึงไม่ทำตรงนี้กัน เมื่อไม่ทำก็ไม่แล้วสักที ทุกข์เป็นทุกข์ หลงเป็นหลง พอใจเป็นพอใจ ไม่พอใจเป็นไม่พอใจอยู่ ถ้าเรามาทำซะ มันก็แล้วไป เห็นไม่เป็น พ้นจากการเป็น ได้แต่ทุกข์ เห็นมันทุกข์ ไม่เป็นผู้ทุกข์ พ้นจากทุกข์
จะมีอะไรที่มันเกิดกับกายกับใจ ทำลักษณะเดียวกันนี้ เรียกว่า จะเรียกว่าทฤษฎีในภาคปฏิบัติเลยทีเดียว เอามาเป็นตัวปฏิบัติ เอามาเป็นตัวการกระทำ เดี๋ยวนี้มีผู้สอน มีผู้สอนชัดเจนเรื่องนี้ โดยเฉพาะหลวงพ่อเทียน เราได้วิธีการดำเนินชีวิตจากหลวงพ่อเทียนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราผูกพันกับหลวงพ่อเทียน เพราะมันเป็นการทำได้ เราทำแบบที่หลวงพ่อเทียนสอนนะ มันก็จะย่ออย่างเนี่ย
ในยุคนี้สมัยนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลย ตรงทีเดียวเลย แม้จะอ่านหนังสือได้ไม่ได้ไม่เป็นไร มีสติเห็นกายเคลื่อนไหวไปมา เห็นจิตใจที่มันคิด อย่าเข้าไปเป็นกับมันทั้งหมด ให้เห็น ให้เห็น ให้เห็น ให้เห็น อย่าเป็น อย่าเป็น นี่เป็นการกระทำที่สรุปทั้งหมดเลย กำมือเดียว ความทุกข์ ความดับทุกข์ ดับไปด้วยเหตุแห่งทุกข์ เป็นลักษณะแบบนี้
จึงน่าจะขยันขันแข็งกระตือรือร้นกัน เป็นกอบเป็นกำขึ้นมา ได้ผ่านความหลงมาเท่าไหร่ แม้มีทุกข์ผ่านมาแล้วหรือยัง มันมีความโกรธผ่านมาแล้วหรือยัง มันมีตัณหาผ่านมาแล้วหรือยัง ภวตัณหาผ่านมาแล้วหรือยัง วิภวตัณหาผ่านมาแล้วหรือยัง ถ้าไม่ผ่านมันก็ยังมีงานอยู่ งานค้างอยู่ งานอกุศล งานค้างคาเป็นกอง ยิ่งไม่ทำก็ยิ่งมากขึ้น
หลงทีไรก็เป็นหลง มันก็ใหญ่โตขึ้นได้ ทุกข์ทีไรก็เป็นทุกข์ โกรธทีไรก็เป็นโกรธ การหลงตัวเนี่ยมันตัวการใหญ่ ลักษณะสิ่งที่ปรับกับความหลงก็คือความรู้ตัวนี้ เคียงบ่าเคียงไหล่ได้ ชิดไหล่ได้ เปรียบเทียบได้ มันตรงกันข้ามเหมือนของที่แก้กัน มีความหลงก็มีความไม่หลง มีความร้อนก็มีความไม่ร้อน มีกลางคืนก็มีกลางวัน มันเป็นคู่กันอยู่อย่างเนี่ย มันมาเป็นคู่ ไม่ใช่มาโดดเดี่ยว
มีการเกิดก็ต้องมีการไม่เกิด มีการแก่ก็มีการไม่แก่ มีการเจ็บก็มีการไม่เจ็บ มีการตายก็มีการไม่ตาย มันมาเป็นคู่แบบนี้ ตั้งแต่เนี่ย ตั้งแต่หลงนั่นแหละ เริ่มต้นนั่น แล้วก็พอเรามาทำก็ได้ ได้ต้นตอเลยทีเดียว เจอความหลง เจอความรู้ ใครก็ปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้
ถ้ามาเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 มาดูกาย จะเจอความหลง จะพบเห็นความหลง พบเห็นไม่ใช่คิดเห็น แล้วพบเห็นและมีการกระทำด้วย ไม่ใช่พบเห็นไม่ได้ทำอะไร ถ้าหลักกรรมฐาน เห็น ได้ทำแล้ว เห็นความหลง ไม่ทำกับความหลงแล้ว ได้ทำความรู้ขึ้นล่ะ ได้มีความรู้กลับมารู้ มันก็เป็นการกระทำโดยตรงเหมือนมัดมือชก นี่จึงจะเป็นกรรมฐานจำแนกไป มันจึงศักดิ์สิทธิ์ กรรมที่ศักดิ์สิทธิ์
ใครจะเป็นอย่างไรมาก็ศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนได้ มันต่อหน้าต่อตา เหมือนกับเราเห็นปัญหาที่เกิดกับลูกที่เราเลี้ยงดู ไม่มีใครปฏิเสธ รีบแก้ไข กระตือรือร้น การช่วยตัวเองเนี่ยมันก็เป็นสมควรที่จะช่วยมากที่สุดแล้ว
แล้วมันหลงนั่นแหละ รู้ขึ้นมาเนี่ย เป็นการช่วยด้วยความพอใจ เป็นการงานชอบ เป็นการคิดชอบ เป็นการตั้งใจชอบ เป็นการกระทำที่ชอบ มันก็ชอบไปทั้งหมดแหละ ได้ทำสิ่งที่มันผิดให้เป็นเรื่องถูก มันก็จะขยันกระตือรือร้น อยากเห็นมันหลงและจะทำให้มันสมน้ำหน้ามัน อยากเห็นความโกรธ ถ้ามันมีทุกข์ โกรธอยู่ก็ต้องอยากจะทำความโกรธลงไปให้มันหมดไป ไม่ให้มันมีความทุกข์ ขยันตรงที่มันจะทำความทุกข์ให้มันหมดไป
ความไม่ทุกข์มันเป็นงานชอบอย่างนี้แล้ว ไม่มีการงานใดที่ชอบเท่ากับเปลี่ยนหลงเป็นรู้ เปลี่ยนทุกข์เป็นไม่ทุกข์ เปลี่ยนโกรธเป็นไม่โกรธ เป็นก้าวไปอย่างนี้ โดยลักษณะเดียว เห็นไม่เป็น มันไม่ยาก ทำให้ไม่มี ถ้าเห็นไม่เป็น ทำให้มีสิ่งที่มันเป็นไม่มีแล้ว เป็นอะไร เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นหลงเป็นโกรธ ไม่มีแล้ว แม้ไม่หมดไป 2 ครั้ง 3 ครั้งก็จางคลาย เรียกว่าจาโกจางคลาย วิราโกเบื่อหน่ายจางคลาย เบื่อหน่ายไป
เหมือนกับคนที่... เหมือนกับเราที่เป็นเด็กเคยเล่นขี้โคลน ก็โตขึ้นมาก็ มันจะเล่นไม่ได้ มันเบื่อหน่าย เราลงผ้าสะอาดจะไปใส่ผ้าสกปรก มันเบื่อหน่าย มันรีบ มันรีบซัก รีบแก้ไข ชีวิตที่มันไปเปรอะไปเปื้อนกับความทุกข์ ความโกรธ ความโลภ ความหลง มันทิ้งไม่ได้ มันรีบแก้ไขทันที คงบริสุทธิ์หมดจดแก่เราอยู่เพียงใด เราได้ทำได้แล้ว
คุยโอ้อวด ถ้าจะพูดแล้วอวดปัญจวัคคีย์ ความหมดจดมีอยู่เพียงใด เราทำได้แล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว ความทุกข์ไม่กำเริบเกิดขึ้นแก่เราอีกได้แล้ว ความหลง ความโกรธ ไม่เกิดขึ้นแก่เราอีกได้แล้ว เราจึงได้ชื่อว่าตรัสรู้ จะพร้อมเฉพาะหน้าแล้ว ประกาศให้ปัญจวัคคีย์ฟัง
โกณฑัญญะก็ฟังตามไป มันก็ทำไปด้วย ขณะที่ฟังน่ะ เหมือนกับการเห็นที่เป็นการบอกให้เห็น ทุกข์มีอยู่ไหม สมุทัยเห็นไหม เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์เห็นไหม เป็นทางไป โกณฑัญญะก็ฟังธรรมในใจไป บางทีก็ยิ้มๆ ไป อืม อืม มีว่ารู้ อืม อืม อืม เอาว่า อืม อืม อืม มันทำได้แล้ว
แล้วก็จะอาจมีบ้าง อืม มันหลง อืม รู้ขึ้นมา มันทุกข์ อืม ไม่มีคำว่าทำไม มันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันน่าจะเป็นอย่างนี้ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ จะไม่มีคำพูด จะไม่มีความคิดแบบนี้ ถ้าเป็นนักกรรมฐานมีแต่ อืม เห็นความหลง อืม ได้เปลี่ยนหลงเป็นไม่หลงนั่นแหละที่ว่า อืม เห็นความทุกข์ อืม ได้เปลี่ยนทุกข์เป็นไม่ทุกข์ มีคำว่าอืมขึ้นมา มันแล้ว แล้วไปแล้ว เรียกว่าปัญญา อัญญาแล้ว แล้วไปแล้ว
ไม่ใช่ว่า มันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันน่าจะเป็นอย่างนี้ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ไม่ได้มีคำพูดแบบนี้แล้ว มันอืมไปแบบนี้แหละ กรรมฐานนี่มันแน่วแน่ชัดเจนแม่นยำ แม่นยำ เปรียบเทียบได้เลยทีเดียว ระหว่างหลงกับระหว่างรู้ ไม่หลง ระหว่างทุกข์ ระหว่างไม่ทุกข์ ระหว่างมันโกรธ ระหว่างไม่โกรธ แน่วแน่ที่สุดเลย เป็นธรรมที่สุดเลย มั่นใจมาก
จะบังคับข่มขืนไม่ได้ ข่มขืนคนอื่น มันข่มขืนตัวเราเองก่อน เราโกรธมันข่มขืนเราแล้ว จึงไปด่าคนอื่น จึงทำให้คนอื่นเดือดร้อน เหมือนระเบิดมันทําลายตัวมันแล้ว จึงไปทำลายสิ่งอื่นคนอื่นได้ ความโกรธอยู่ในคน ความทุกข์อยู่ในคน จึงทำให้สิ่งอื่นเป็นทุกข์ได้
แล้วเรามาเห็นอย่างเนี่ย เหมือนกับเราช่วยทั้ง 2 ฝ่าย เห็นตัวเราก็เท่ากับช่วยคนอื่น สิ่งอื่น วัตถุอื่น เห็นความทุกข์ เห็นความหลงเอา ทำลายความทุกข์ ความหลง ความโกรธลงได้ จึงเห็นบุญคุณพวกนี้ จึงเห็นบุญคุณพ่อแม่ เห็นบุญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เห็นบุญคุณทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดความเมตตากรุณา เป็นอัปปมัญญา กว้างใหญ่ไพศาล คิดอยากจะช่วยอันนั้นช่วยอันนี้ กระตือรือร้น เสียอกเสียใจที่มันได้ใช้ชีวิตผิดพลาดมา เหมือนกอบกู้อะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง
กระตือรือร้น แต่กระตือรือร้นแล้วนี่ไม่ใช่รีบไปทำที่อื่น รีบมาดูตัวเองให้มากขึ้น มากขึ้น ขยัน ขยันชำระล้างตัวเองได้อย่างพึงพอใจ ไม่มีงานใดที่งานชอบเท่ากับล้างบางของทุกข์นี่แหละ ให้หมดไปจากชีวิตเราแล้ว มันไม่น่าจะทำไม่ได้ ใครๆ ก็ทำได้ แล้วนี่กระตือรือร้นขึ้นมา
โดยเฉพาะกรรมฐานนี่ตรงทีเดียวเลยล่ะ ไม่ใช่อ้อมแอ้ม เป็นการกระทำลงไป เอากายมาทำ เอาใจมาทำทันทีเลยทีเดียว วิธีที่เราปฏิบัติอยู่เนี่ย มันไม่ใช่เรื่องที่จะใช้มันสมอง จับปั๊บก็ถึงตัวทันที ไม่ต้องไปคิดเรื่องอะไร มีสติดูกายก็เห็นทันที ไม่ต้องมีอธิบาย ไม่ต้องไปใช้สมอง คิดหาเหตุหาผล
สัจธรรมมันเหนือเหตุเหนือผล เหตุผลไม่ใช่สัจธรรม เหตุผลฆ่ากันตายก็ได้ ทำลายตัวเองก็ได้ ถ้าสัจธรรมทำเนี่ยมันเหนือเหตุเหนือผล เช่นความหลงกับความไม่หลง ถ้าเราเห็นจริงๆ นะ อะไรเป็นสัจธรรม ต้องถามใครไหม ความหลงเป็นอย่างไร ความไม่หลงเป็นอย่างไร ความหลงจริงไหม ความไม่หลงมันจริงไหม อะไรมันจริงกว่ากัน
ความโกรธกับความไม่โกรธ อะไรมันจริงกว่ากัน เลือกได้ สัจธรรมตัดสินใจได้เลย ความทุกข์กับความไม่ทุกข์เป็นสัจธรรม ความทุกข์ไม่ใช่สัจธรรม ความไม่ทุกข์เป็นสัจธรรม ไม่มีคำถาม คนอื่นตอบให้ไม่ได้ เราต้องตอบเอง ไม่มีอะไรที่จะบอกเราได้ชัดเจนเท่ากับตัวชีวิตเราเนี่ย มันอยู่ในชีวิตเราทั้งหมด
เช่นความโกรธเป็นสมมติบัญญัติ ความไม่โกรธเป็นปรมัตถสัจจะ ความทุกข์เป็นสมมติบัญญัติ ความไม่ทุกข์เป็นปรมัตถสัจจะ มันบอกแบบนี้ ปัญหาเป็นสมมติบัญญัติ ปัญญาเป็นปรมัตถสัจจะ จริง มันจริงด้วย ไม่ใช่จริงแบบสมมุตินะ
สมมติว่า ทรัพย์สิน เงินทอง ไร่นา บ้านเรือน จริงแบบสมมติบัญญัติ บุตรภรรยาสามีจริงแบบสมมติบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ สมมติใช้กัน นี่เป็นนาของคนนั้น บ้านของคนนี้เป็นสมมติบัญญัติ แต่ความจริงเป็นจริงกว่านั้น มันเป็นปรมัตถสัจจะ อันนี้เป็นสมมติ จริงแบบสมมติ จริงแบบปรมัตถ์
มันหมายถึงชีวิตเรานี่แหละ วัตถุบัญญัติ วัตถุ ปรมัตถ์อาการ แล้วก็วัตถุเป็นรูป นามธรรมเป็นสมมติ เหมือนกัน เช่น ความโกรธเป็นสมมติบัญญัติ เป็นนามธรรม ความโกรธเป็นนามธรรม ความทุกข์เป็นนามธรรม เป็นสมมติบัญญัติ ให้เหมือนกับบ้านเรือนไร่นา เป็นวัตถุ เป็นสมมติบัญญัติ ชื่อเสียงเรียงนามเป็นสมมติบัญญัติ
แล้วก็มาพบเห็นรูปเนี่ย เป็นสมมติบัญญัติ เห็นนามเป็นสมมติบัญญัติ ปรมัตถสัจจะมีอยู่ในนี้ จริงแบบสมมติ จริงแบบปรมัตถ์ ภาษาที่เราพูดกันเป็นสมมติบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ พูดไม่ถูก อย่างนิพพานนี่จะเรียกว่าเอาสมมติมาพูด นิพพานคืออะไร คือเย็น คือเย็น หรือว่าสังขาร วิสังขาร สังขารคือปรุง วิสังขารคือไม่ปรุง แล้วจับเอาอะไรมาสมมติ ต้องเอาสมมติแบบนี้มาพูดกัน
ปรมัตถ์จริงๆ ไม่มีคำพูด ปิดปาก ปิดปาก ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถ้าพูดก็เป็นสมมติบัญญัติ ปรมัตถสัจจะคือมันไม่เป็นอะไร จะมีอะไรไปสมมติสิ่งที่มันเป็นไม่ได้ อย่างรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น ทั้งที่เป็นสังขารและเป็นวิสังขารทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
อย่างที่เราสวดน่ะ สิ่งที่เป็นสังขารสิ่งที่เป็นอะไร สัพเพธัมมา อนัตตาติ สัพเพธัมมา สัพเพสังขารา อนิจจา สัพเพสังขารา ทุกขา สัพเพธัมมา อนัตตา สิ่งที่เป็นสังขารและไม่ใช่สังขารทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ควรถือว่าเรา ว่าตัวเรา ว่าของเรา ว่าตัวเราของเรา มันมีแต่สมมติบัญญัติ
ก็เลยเกลี้ยงเกลาในชีวิตของเราเนี่ย แต่อาศัยสมมุติมาพูดกัน ชอบไม่ชอบ แต่สมมติบัญญัติ ปากอย่างหนึ่ง ใจอย่างหนึ่ง อันนี้ดีนะ อันนี้ไม่ดีนะ พูดได้ แต่สิ่งดีเป็นสมมุติ สิ่งที่ดีอันเป็นสมมุติ เช่นเอาของ 2 อย่างมาวางไว้ด้วยกัน เอาแก้วน้ำ เอากระโถนมาวางไว้ด้วยกัน อะไรดีสมมติได้ อะไรไม่ดีสมมติได้ จริงแบบสมมุติเฉยๆ แต่จริงแบบปรมัตถ์มันมีอยู่ มันไม่จริง มันก็ไม่ได้ดี มันก็ไม่ได้ไม่ดี
เอาจริงว่าคนนี้เป็นคนดี คนไหนเป็นคนไม่ดี นี่ก็สมมติบัญญัติ แล้วก็เลยเป็นความหลง ปรมัตถสัจจะมันก็ครอบงำไม่อยู่ แล้วไปเอาความโกรธว่าเป็นตัวเป็นตน เอาความสุขว่าเป็นตัวเป็นตน
ถ้ามีความสุขหรือว่าสังขาร ปุญญาภิสังขาร สังขารคือบุญ อปุญญาภิสังขาร อภิสังขารคือบาป อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารคืออเนญชา คือยังไม่ใช่เป็นบุญ ยังไม่เป็นบาป มันพร้อมจะเป็นบุญ มันพร้อมจะเป็นบาป ทำมายุ่งสมอง ก็อยากจะพูดไปนะ เพราะว่ามันปรมัตถสัจจะเนี่ย สมมติสัจจะ
ความหลงเป็นสมมติ ความไม่หลงเป็นปรมัตถ์ อธิบายความไม่หลงเป็นอย่างไร ก็เลยอยากจะพูดว่าไม่เป็นอะไรกับอะไร มีอะไรจึงไม่เป็นอะไรกับอะไร มีสิ่งที่ไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไร ไม่มีสิ่งที่มันเป็นอะไร อ้าว มีสิ่งที่ไม่เป็นอะไร ไม่มีสิ่งที่มันเป็นอะไรอะไร ไม่มีสิ่งที่เป็นอะไรอะไร แต่มีในสิ่งที่ไม่เป็นอะไรอะไร มันไม่มีสิ่งที่เป็น มันมีสิ่งที่ไม่เป็น
มันเต็มไปด้วยอะไร มันเต็มไปด้วยความไม่เป็น มันเต็มไปด้วยความเป็น เข้าใจไหม เต็มไปด้วยความเป็น อะไรก็ชอบ อะไรก็ไม่ชอบ เต็มไปด้วยความเป็น นี่ฉันชอบ นี่ไม่ชอบ นี่ชอบ นี่ไม่ชอบ เต็มไปด้วยความเป็น เรียกว่ามีภพมีชาติ
เต็มไปด้วยอะไร เต็มไปด้วยความไม่เป็น นี่ไม่มีภพไม่มีชาติบ้าง ว่าง ว่างจากอะไร ว่างจากความมีความเป็น ว่างจาก เต็มไปด้วยอะไร เต็มไปด้วยความไม่มีไม่เป็น ถูกทั้ง 2 อย่าง เต็มไปด้วยอะไร เต็มไปด้วยความไม่มีไม่เป็น เต็มไปด้วยความมีความเป็น ว่างด้วยกับอะไร ว่างด้วยความไม่มีไม่เป็น แล้วก็มีทั้ง 2 อย่างในความว่าง ในความเต็ม
บางทีอธิบายความว่าง ว่างในความไม่มีไม่เป็น มีแต่ความมีความเป็น ความมีความเป็นเต็มไปหมด มันเลยว่างด้วยความไม่มีไม่เป็น มันก็ถูกทั้ง 2 อย่าง แล้วแต่เราจะไปใช้ อย่าไปแย้งกัน
อย่างที่เราสวดธรรมจักรเมื่อกี้นี้ กามตัณหา ตัณหาในกาม ภวตัณหา ตัณหาในความมีความเป็น วิภวตัณหา ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น ทำไมหลวงพ่อจึงพูดว่าไม่มีไม่เป็น มันเป็นวิภวตัณหานั่นแหละ แยกได้เหมือนกันนะ วิภวตัณหา ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น ธรรมจักรที่เราสวดเมื่อกี้นี้
ทำไมหลวงพ่อจึงพูดแต่ความไม่มีไม่เป็น หรืออธิบายอย่างไร ความไม่มีไม่เป็นร้ายกาจนะ ตัวนี้ วิภวตัณหา ตัณหาร้ายกาจ กามตัณหา ตัณหาธรรมดาๆ ภวตัณหา ตัณหาทำให้เกิดภพ อยากมีครอบมีครัว อยากมีลูกมีเต้า อยากมีเมียมีผัว เรียกว่าภวตัณหา ก็ดีสิเนาะ จะได้อาศัยกัน ใช่ไหม อยากมีสามีจะได้อาศัย อยากมีภรรยา จะได้อาศัยกัน นี่เรียกได้ว่า <วิภวตัณหา> จะมีภรรยา จะมีสามีขึ้นมา อยากมีบ้าน อยากมีรถ อันนี้เป็นธรรมดา ไม่ค่อยจะเดือดร้อน
แต่ผู้ที่เป็นฆราวาส ผู้ครองเรือน วิภวตัณหาคืออะไร ในความไม่มีไม่เป็น อยากมีเมียก็ข่มขืน อยากได้ทรัพย์ก็ปล้นจี้ นี่วิภวตัณหา มันร้ายขนาดนี้ ไม่ได้ต้องทำ ไม่ต้องทำ ไม่ต้องรับผิดชอบ เรียกว่าวิภวตัณหา อยากได้เงินก็ปล้นเอา ลักขโมยเอา อยากมีลูกมีเมียก็ข่มขืนเอา จนเกิดปัญหาบ้านเมือง นี่วิภวตัณหา
วิภวตัณหา ตัณหาที่ไม่มีไม่เป็น ปฏิเสธอะไรทั้งหมด มันจึงอันตราย ถ้าจะพูดว่า กามตัณหา ตัณหาในกาม ภวตัณหา ตัณหาเกิดภพ ภวคือภพ ภพคืออะไร อยากมีลูกมีเมียเป็นภพ อยากมีเงินมีทองเป็นภพ จนมีเงินมีทอง มีลูกมีเมียเป็นภพใหม่ เป็นภพใหม่ แต่ก่อนเป็นคนจน ตอนนี้มีภพใหม่ เป็นคนมั่งมีสะดวกสบาย อันนี้ไม่ทำให้เดือดร้อน สำหรับผู้ครองเรือน
สำหรับผู้ที่เป็น... ผู้ที่เป็นพระ เป็นนักบวช เป็นอนาคาริก ไม่มีบ้านมีเรือน ก็สะดวกแบบนี้ ไม่ต้องมีภาระ เหมือนกับนกมีปีก บินไปไหนก็ได้ ไม่พะรุงพะรัง เพื่ออะไร เพื่อการงาน มันก็สะดวก แบบการช่วยทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ต้องมีใครมาเรียกร้อง มาแบ่งปันชีวิตเพื่อคนอื่น สิ่งอื่น วัตถุอื่นโดยตรง
สำหรับชีวิตฆราวาสผู้ครองเรือน ก็ลูกก็เมีย ก็ญาติพี่น้อง ทำมาหากินธรรมดา เป็นคนดี มีศีลมีธรรม พวกเราเป็นอนาคาริก ก็อาศัย แต่ส่วนวิภวตัณหาเนี่ยร้ายที่สุด ตัวนี้ มันไม่ใช่ว่าไม่มีไม่เป็นนะ ไม่มีไม่เป็น อธิบายได้ 2 อย่างใช่ไหม
ไม่มีไม่เป็นนี่ อยากได้เงินก็ไม่ต้องทำงานล่ะ ไปฉกเอา ไปปล้นไปจี้เอา อยากมีครอบครัว มีลูกมีเมียก็ข่มขืนเอา นี่เรียกว่าวิภวตัณหา ไม่ใช่ตัณหา ความไม่มีไม่เป็น หลวงพ่อพูดว่าไม่มีไม่เป็น แตกต่างกันไหม นะ แตกต่างไหม
ไม่มีไม่เป็นอะไร ไม่มีไม่เป็นอันที่มันเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นความพอใจไม่พอใจ อะไรที่เป็นสุขเป็นทุกข์ไม่มี ไม่มีในความเจ็บ ไม่มีในความแก่ ไม่มีในความตาย เป็นผู้ที่ไม่ตายในความตาย ไม่เป็น ไม่เป็นผู้ตายในความตาย ไม่เป็นผู้เจ็บในความเจ็บ ไม่เป็นผู้แก่ในความแก่ ไม่เป็นผู้ทุกข์ในความทุกข์ นี่พูดถึงความไม่มีไม่เป็น
พูดเรื่องนี้ง่ายๆ เมื่อวานไปพูดที่งานเชือก มีคนลพบุรีเขามากราบ หน้าเลอะๆ มา เหมือนคนตกใจ มาทั้งผัวทั้งเมีย หลวงพ่อ หลวงพ่อพูดเมื่อเช้านี้ หลวงพ่อว่าเห็นไม่เป็น ทีแรกผมก็หนักมาตั้งนานน่ะ อะไรของมัน เป็นมามาก มันเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นผิดเป็นถูก เป็นชอบเป็นไม่ชอบ
พอหลวงพ่อพูด ผมถึงหนักมาก หนักมาก แล้วหลวงพ่อพูดว่าเห็นไม่เป็น หลวงพ่อพูดว่าเห็นไม่เป็น มันเห็นตรงไหน ก็เห็นไม่เป็น พอทำลงไป มันก็โล่งงงงงอก ผมเลยปลงไม่รู้จะอยู่ยังไง เดินไปไหนก็ปลงหมดเลยตอนนี้ ฮ่าฮ่า หน้าเลอะๆ เหมือนกับตื่นเต้นอะไรมา ฮ่าฮ่าฮ่า มันเบานะ ผมเห็นแล้วมันเป็นเนี่ย มันผุดไปเยอะแยะเลย มันเป็นอย่างไรหลวงพ่อ มันเป็นอย่างนี้หรือ ไม่รู้เหมือนกัน มันเปลี่ยนได้ไหม เปลี่ยนจิตใจได้ไหม เปลี่ยนได้ ทางเขาล่ะ อันนี้ทางเขาจริงๆ
แต่ก่อนผมเป็นนะ เดี๋ยวนี้จะมีสักคนไหม เห็นไม่เป็น ทำอะไรบ้างใช่ไหม เห็นไม่เป็นนี่ ลองดูสิ โอ้ย ตลอดทางนะนี่น่ะ กำมือเดียว พกใส่กระเป๋าไว้ เอาไปใช้ตลอดชีวิต เห็นไม่เป็นนี่น่ะโยม คนประมาณร้อยสองร้อยคนจะมีคนฟังที่หลวงตาพูดเมื่อวาน ก็ได้มาพูดให้ฟังเท่านี้ เอ้า ก็ดีแล้ว อนุโมทนาเด้อโยมเด้อ เอ้า สมควรแก่เวลา
เครดิตทีมงาน
ผู้ถอดคำบรรยาย: Aw Thanattaporn
ผู้ตรวจคนที่ 1: ธนัฒพร รัศมีทธิ์
ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………
ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………