{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ขอบพระคุณ ที่ได้กรุณาให้โอกาสมานั่งอยู่ ณ ที่นี้ อันที่จริงดิฉันรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นเลยใช่ไหมคะ ที่ดิฉันจะต้องมานั่งอยู่ในที่นี้ในค่ำคืนวันนี้ แล้วก็พูดกับท่านผู้มีเกียรติในนามของพรรคพลังธรรมอันที่จริงแล้วไม่จำเป็น ที่ว่าไม่จำเป็นก็เพราะว่าธรรมะทั้งหลายเชื่อว่าเต็มเปี่ยมอยู่ในใจของท่าน เพียงแต่ว่าท่านจะหยิบมาใช้หรือไม่ใช้นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านผู้ใดขี้เหนียวธรรมะก็เก็บเอาไว้ในธนาคารของใจ..ไม่หยิบมาใช้ แต่ท่านผู้ใดที่มีใจกว้างขวางเผื่อแผ่ ก็จะหยิบธรรมะมาเจือจานแก่ผู้อื่นด้วย นอกจากว่าจะให้แก่ตัวเอง ดิฉันจึงรู้สึกว่าเกือบจะไม่จำเป็นเลยที่ดิฉันจะต้องมา แต่ดิฉันก็มา มาทำไม มาเพื่อจะมาสนับสนุนอีกสักเสียงหนึ่งนะคะ ถึงความแน่ใจมั่นใจของทุกท่านที่ได้อุตส่าห์เสียสละชีวิตเพื่อพระธรรม ถึงแม้ว่าท่านอาจจะเรียกตัวท่านว่าเป็นนักการเมือง แต่เมื่อเป็นนักการเมืองในนามของพรรคพลังธรรม นั่นก็คือท่านอุทิศชีวิตเพื่อพระธรรม ที่จะนำพระธรรมอันเป็นความสงบร่มเย็นผ่องใสแก่เพื่อนมนุษย์ ดิฉันจึงมาเพื่อสนับสนุนว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นจุดหมายปลายทางอันเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องของชีวิตแล้ว จงได้โปรดดำเนินต่อไปนะคะ แล้วดิฉันก็เชื่อว่าท่านคงจะไม่ทิ้งจะเดินต่อไปเป็นแน่
ฉะนั้น ในเมื่อสิ่งที่ดิฉันจะพูดไม่ใช่สิ่งใหม่..เป็นสิ่งเก่า และบางทีอาจจะคร่ำครึด้วยซ้ำไปสำหรับท่านที่เป็นผู้คนสมัยใหม่ ก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้านะคะ ถ้าหากว่าสิ่งที่พูดนี้ไม่มีอะไรใหม่หรือว่าไม่ทันสมัย หรือว่าไม่เข้ากับสมัยนิยม แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็จะพูดอย่างคนเก่าคนครึ เพราะความเก่าความครึอย่างนี้นะคะเป็นลมหายใจของเรา ใครจะรู้สึกหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นลมหายใจของเรา ถ้าหากว่าผู้ใดไม่หายใจกับธรรมะ หรือไม่มีธรรมะเป็นลมหายใจ เราพบเสมอใช่ไหมคะว่าผู้ที่ประพฤติตนปฏิบัติตนเช่นนั้นๆ ลงเอยอย่างไร เราพบอยู่เสมอนั่นคือตัวอย่าง และดิฉันไม่ต้องยกตัวอย่างก็เชื่อว่าทุกท่านประจักษ์อยู่ในใจแล้ว สำหรับการบรรยายในวันนี้นะคะ เนื่องจากว่าท่านพลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ไม่สามารถจะมาได้ และก็ดิฉันได้รับทราบจากท่านวิทยากรว่า ฉันคงจะต้องอยู่ที่นี่หมายความว่าพูดเรื่อยไป ไม่ว่าท่านจะพอใจฟังหรือไม่ก็ตามนะคะ เพราะฉะนั้นก็จึงจะเรียนว่าในตอนแรกขออนุญาตพูดตามที่ดิฉันคิดว่าควรจะพูดอะไรบ้างในหัวข้อที่ชื่อว่า “คุณธรรมกับการเมือง” แล้วก็หยุดพักรับประทานอาหาร จากนั้นก็เป็นการอภิปราย ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในสิ่งที่ดิฉันได้พูด แล้วก็เมื่อหมดแล้วก็เชิญแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องของธรรมะ ว่าเป็นไปได้หรือที่เราจะนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในฐานะของความเป็นนักการเมือง แล้วก็ถ้ามีเวลาเหลือก็สุดแล้วแต่ว่าท่านเห็นสมควรว่าจะทำอย่างไรนะคะ เมื่อดิฉันมาที่นี่ในคืนนี้ ก็เป็นอันว่าเต็มใจให้เวลาเต็มที่นะคะ
สำหรับดิฉันพอได้ยินหัวข้อว่า..คุณธรรมกับการเมือง ก็นึกถามในใจว่า คุณธรรมกับการเมืองนี้ไปกันได้ไหม ดิฉันเชื่อว่าไปได้เป็นแน่เลย ถ้าหากว่าไม่เป็นไปได้ เชื่อว่าท่านผู้จัดรายการนี้ คงไม่กำหนดหัวข้อนี้ลงไป คุณธรรมกับการเมืองแยกกันเดินมิได้ จำเป็นที่จะต้องไปด้วยกัน ฉะนั้นจึงได้อุตส่าห์สละเวลาให้มีการพูดกันในเรื่องนี้ ทีนี้เมื่อพูดในหัวข้อว่า คุณธรรมกับการเมือง ดิฉันก็นึกต่อไปว่า การเมืองคืออะไร ครั้นดิฉันจะบอกว่า ดิฉันไม่ใช่นักการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมือง ก็อาจจะมีคำพูดย้อนมาว่า ใครบ้างที่จะหนีการเมืองได้ ไม่ว่าจะมีชื่อเป็นนักการเมืองหรือไม่มีชื่อเป็นนักการเมืองก็ตาม ใครจะหนีการเมืองได้ หนีไม่ได้ เพราะเราอยู่ในบ้านในเมือง เราจำเป็นจะต้องเกี่ยวข้อง ดิฉันก็เลยนึกถึงความหมายของคำว่าการเมืองแบบชาวบ้านนะคะ อาจจะไม่เข้ากับหลักวิชาในเรื่องการเมืองของหนังสือเล่มใดเลยนะคะ ดิฉันก็บอกว่าการเมืองนี่มันก็คือการจัดบ้านจัดเมืองใช่ไหมคะ การเมืองคือการจัดบ้านจัดเมือง เพราะฉะนั้นนักการเมืองก็คือผู้ที่มีหน้าที่จัดการบ้านเมือง ดิฉันจะเรียกนักการเมืองว่า เป็นผู้จัดการบ้านเมือง จัดการบ้านเมืองอย่างไร ก็เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย และก็ให้มีความเจริญรุ่งเรือง อยู่ด้วยความมีอารยธรรมที่แท้จริง คำๆ นี้ค่ะ ที่ดิฉันคิดว่า เราต้องวิเคราะห์กันมากเลย คำว่าอารยธรรม ประเทศที่กำลังพัฒนาเวลานี้ทั่วโลก ก็พัฒนาเพื่อที่จะให้ประเทศนี้ไปสู่ความเป็นอารยประเทศ และความเป็นอารยประเทศที่กำลังกระทำกันอยู่นี้เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราจะต้องวิเคราะห์คำว่า อารยธรรม ว่าหมายความว่าอะไร ดิฉันถึงได้เน้นว่าอารยธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่อารยธรรมอย่างที่เราพูดกันหรือว่าเรานึกกัน แล้วก็สมมุติกันอยู่ที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น
อารยธรรมที่แท้จริงนั้นทุกท่านก็ทราบดีแล้วว่าต้องมาจากข้างใน อารยชนนั้นต้องมาจากข้างใน คือมาจากความเป็นผู้มีจิตเจริญ จิตเจริญนี่พอดิฉันนึกถึงคำนี้ดิฉันรู้สึกว่า แหม..ไพเราะ ไพเราะจริงๆ จิตเจริญแต่ว่าไม่ค่อยได้ยินชื่อคุณพ่อคุณแม่ตั้งชื่อลูกว่า..จิตเจริญ สักเท่าไหร่เลยนะคะ มีแต่คำว่าเจริญ แต่คำว่าจิตเจริญไม่ค่อยจะมี แล้วก็ยังเข้าใจความหมายของคำว่าเจริญนี่ผิดเพี้ยนไขว้เขวไปอีกเยอะแยะเลย เพราะฉะนั้นอารยธรรมที่แท้จริงหรืออารยชนที่แท้จริง ก็คือชนที่มีจิตอันเจริญจากข้างใน นั่นคือจิตที่ไม่เห็นแก่ตัว จิตที่เห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าที่จะเห็นแก่ตัวเอง ซึ่งเราหาได้ยากอารยประเทศอารยสังคมก็น่าจะเป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยชนที่มีจิตอันเจริญ แล้วสมาชิกของบ้านเมืองก็จะมีความอบอุ่นเป็นสุข มีความมั่นใจว่าผืนแผ่นดินนี้เป็นบ้านของเรา ดิฉันคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของนักจัดการบ้านเมือง จะต้องทำให้บ้านเมืองนี้ ให้คนที่อยู่ในบ้านเมืองนี้มีความรู้สึกว่าแผ่นดินนี้เป็นบ้านของเรา ที่เราจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นอิสระ อย่างมีโอกาสเท่าเทียมกันตามสถานะแห่งตน ดิฉันใช้คำว่าสถานะแห่งตนเพราะคำนี้นะคะจะช่วยจำกัดหรือว่ายุติข้อโต้เถียงที่บอกว่ามีโอกาสเท่าเทียมกันนะ ทำไมละ..ฉันถึงไม่มีบ้านใหญ่เท่ากับคนนั้น ทำไมถึงไม่มีเงินในธนาคารเท่ากับคนนู้น ทำไมถึงไม่มีตำแหน่งการงานเหมือนใครๆ เขาบ้าง แต่เมื่อเราใช้คำว่าสถานะแห่งตน..จะยุติข้อโต้แย้ง ยุติข้อโต้เถียง เพราะคำว่าสถานะแห่งตนนั้นหมายถึงว่ามีโอกาสเท่าเทียมกัน แต่ในความเท่าเทียมกันนั้นจะต้องเกิดจากปัจจัยตามธรรมชาติของแต่ละคน ปัจจัยตามธรรมชาติของแต่ละคนนั้นก็เช่นเป็นต้นว่า สุขภาพอาจจะไม่แข็งแรงเท่ากัน สติปัญญาอาจจะไม่เฉลียวฉลาดเท่ากัน ความถนัดตามธรรมชาติก็มีแตกต่างกันไม่เหมือนกันทุกคน หรือนิสัยใจคอที่ได้รับการอบรมมาจากสิ่งแวดล้อมอาจจะแตกต่างกันได้หลายอย่าง นี่คือความหมายของสถานะแห่งตน
ฉะนั้น ก็จะมีความจะมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ในความเท่าเทียมกันนั้นมันมีความแตกต่างอยู่ตามธรรมชาติ แต่ผู้จัดการบ้านเมืองก็พร้อมที่จะให้โอกาส และก็ให้ความเป็นอิสระในการแสวงหาความสำเร็จให้แก่ชีวิตของพลเมืองหรือสมาชิกของบ้านเมืองนั้นอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าในเรื่องของการศึกษา เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของอาชีพ เรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน แม้ว่าเขาจะเป็นคนพิการ แม้ว่าเขาจะเป็นคนไม่แข็งแรงมากนัก แม้ว่าเขาจะเป็นคนไม่เฉลียวฉลาด แต่เขาก็รู้ว่าโอกาสมี โอกาสมีโอกาสเปิดให้ พร้อมกับการกระตุ้นเตือนที่ให้เขาสามารถทำให้ได้ ฉะนั้นความรู้สึกอบอุ่นเป็นสุขก็จะเกิดขึ้น แต่การที่จะทำแล้วให้บรรลุผลอย่างนี้ได้นั้น ก็เชื่อว่ายากมากนะคะ ท่านนักจัดการบ้านเมืองก็เถียงอยู่ในใจ เป็นไปไม่ได้เป็นอุดมคติ แต่มันเป็นไปได้ถ้าเราตั้งใจจะทำ ทั้งนี้ก็จะบรรลุผลได้ถ้าหากว่าทั้งสองฝ่ายมีคุณธรรมเหมือนๆ กัน นั่นก็คือฝ่ายให้..หมายถึงฝ่ายผู้จัดการบ้านเมืองนั้น จะให้ด้วยความเต็มใจให้ด้วยความไม่เห็นแก่ตัวและก็ให้อย่างภูมิใจที่จะให้ด้วย ส่วนฝ่ายรับจะรับด้วยความยินดี ความเบิกบานใจ และด้วยความสำนึกคุณ ฉะนั้นถ้าการเปิดโอกาสให้เท่าเทียมกันได้ในลักษณะนี้ตามสถานะแห่งตน ผู้รับจะรับด้วยความสำนึกคุณ เรียกว่ารับด้วยความนอบน้อมอยู่สม่ำเสมอ ฉะนั้นการจัดการบ้านเมืองที่จะให้สัมฤทธิ์ผลในลักษณะเช่นนี้เป็นงานยาก แต่ก็เป็นงานใหญ่หลวงนะคะ แล้วก็เป็นงานที่ท้าทายด้วย ท้าทายอย่างยิ่งต่อมนุษย์ที่มีใจใหญ่ ดิฉันใช้คำว่าใจใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป ใจใหญ่ในความหมายของดิฉันก็คือ เป็นใจที่ใหญ่ด้วยคุณภาพของความเป็นมนุษย์ที่สามารถทนทานต่อความเย้ายวนของลาภ ทรัพย์สินเงินทอง ยศศักดิ์ ตำแหน่ง เกียรติยศ คำสรรเสริญเยินยอ อำนาจชื่อเสียง ตลอดจนบริวารที่สอพลอ
สิ่งนี้สำคัญมากยั่วยุมากจะทำให้คนบางคนคิดว่าเก่งกว่าที่เก่งจริง ฉลาดกว่าที่ฉลาดจริง ทำอะไรๆ ได้มากกว่าคนอื่นจริง ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่ใจใหญ่อย่างนี้จะต้องสามารถทนทานต่อความเย้ายวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบริวารที่สอพลอ เราจะเห็นคนที่เป็นใหญ่เป็นโตมากมาย เป็นคนดี น่าเสียดายแต่ว่ามาหักเสียกลางคันก็เพราะทนไม่ได้ต่อคำสอพลอ ที่ทำให้เกิดความหลงผิดในตนเอง ฉะนั้นดิฉันจึงเรียกว่าต้องการมนุษย์ที่ใจใหญ่ เพราะท้าทายผู้ที่มีใจใหญ่อย่างนี้ เพราะสิ่งที่ยั่วเย้าเหล่านี้จะรุมล้อมเข้ามายั่วยุให้ผู้จัดการบ้านเมืองเกิดความฮึกเหิมทระนงในความเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ได้เจตนา ไม่รู้ตัว ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็เป็นใช่ไหมคะ ไม่ได้รู้ตัว และดิฉันเชื่อว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้นี่เป็นผู้ที่มีใจใหญ่ทุกท่าน ถ้าใจท่านไม่ใหญ่ท่านไม่เข้ามาหรอกในวงการนี้ ใจเล็กๆ เข้ามาไม่ได้มันตายเสียนานแล้ว แต่นี่เพราะใจใหญ่จึงอยู่ได้ และดิฉันว่าจะอยู่ได้ต่อไป แต่ถ้าหากว่าเมื่อใดที่ไม่ใหญ่จริงก็จะไม่สามารถรักษาสัจจะวาจาตามที่ตั้งปณิธานเอาไว้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยกำกับให้ผู้จัดการบ้านเมืองสามารถรักษาคุณพิเศษของความใจใหญ่ไว้ได้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรมนั่นเอง ถ้าปราศจากคุณธรรมเสียแล้ว..รักษาไว้ไม่ได้ ใจที่ใหญ่นั่นนะคะมันลีบมันเหี่ยวมันแห้งมันเน่าไปในที่สุดไม่เหลือหลอ ทีนี้คุณธรรมคืออะไร ถ้าไปดูตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็อธิบายว่า สภาพคุณงามความดี ซึ่งดิฉันจะต้องขอขยายความว่า สภาพคุณงามความดีนั้นนะหมายความว่าอย่างไร..ในทัศนะของดิฉันนะคะ ดิฉันขยายความว่าเป็นความดีของความพอดี ในความคิด ในวาจา ในการกระทำ ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา ถ้าเป็นความพอดีโดยธรรมแล้วจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา เมื่อใดที่เกิดปัญหาตามมาโปรดทราบ นั่นเกินความพอดีไปแล้ว มันเป็นความสุดโต่งเสียแล้ว
เพราะฉะนั้น คุณธรรมในความหมายของดิฉัน ก็หมายถึงความดีของความพอดี ในความคิด ในวาจา ในการกระทำ ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา ความคิดที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาก็คือ ความคิดที่ไม่เกิดจากความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวก็คือ ความคิดที่คิดแต่จะเอาๆๆๆ จะเอาให้ได้ จะเอาให้มาก จะเอาให้มี จะเอาให้เป็นอะไรๆ มากกว่าคนอื่นเขา นั่นคือความคิดที่จะเอา แล้วก็ให้ไม่เป็น ยอมไม่ได้ในความคิดที่จะเอา วาจาที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาก็คือวาจาที่ไม่แสดงความเห็นแก่ตัว ซึ่งดิฉันขยายความว่าไม่เป็นวาจาที่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยความก้าวร้าว ส่อเสียดยุยง เยาะเย้ยถากถาง ไม่เป็นวาจาที่พยายามจะให้ได้เปรียบทุกทาง ไม่ว่าพูดอะไรเมื่อไหร่ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ขอให้ได้เปรียบไว้ก่อน นิดเดียวก็เอา ยิ่งมากยิ่งดี การกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาก็คือการกระทำที่ไม่เห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน นั่นก็คือการกระทำที่ไม่มุ่งแต่จะเอาด้วยการยื้อแย่ง กอบโกย เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์อย่างไม่มียางอาย นั่นแหละคือการกระทำที่เห็นแก่ตัว แล้วก็เป็นการกระทำที่เกินความพอดี เพราะฉะนั้นผู้มีคุณธรรมก็คือผู้ที่สามารถควบคุมความคิด ควบคุมวาจา ควบคุมการกระทำให้อยู่ในความพอดี ที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าปัญหาที่จะตามมานี้มีลักษณะอย่างใด ถ้าใช้เรื่องของธรรมะเข้ามาพิจารณา นั่นก็คือพอทำไปแล้วใจมันไม่สบาย..รู้อยู่ในใจแล้ว เพราะว่าเราขนาดนี้แล้วสามัญสำนึกความผิดถูกก็น่าจะมีกันทั้งนั้น เพียงแต่จะชนะหรือจะแพ้กิเลส..รู้เอง เพราะฉะนั้นเมื่อทำไปแล้วใจไม่สบาย ไม่ผ่องใส รู้อยู่ในใจว่านี่ทำทั้งๆ รู้นะ แล้วถ้าหากว่าสามัญสำนึกแห่งมนุษย์ยังมากอยู่..ก็อาย แต่ถ้าทำมากๆ ก็เลยลืมอายเพราะมันชินมันชา เพราะฉะนั้นอันนี้นะคะ ความพอดีคือตรงไหนที่จะไม่เกิดปัญหา ก็ดูตรงนี้ ถ้าทำแล้วสบายใจ อิ่มใจ พอใจ ชื่นใจ เบิกบานใจ เพราะเราได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์นะ วันนั้นจะไม่กินข้าวเลย ไม่ดื่มน้ำเลย แต่ก็อิ่ม อิ่มอยู่ที่ใจ ซึ่งเป็นความอิ่มที่เปรียบเทียบไม่ได้กับความอิ่มใดๆ ทั้งสิ้น ที่ว่าอิ่มอย่างเลิศรส ก็อิ่มสู้ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ที่พูดความพอดีที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา ถ้าจะว่าไปแล้วนี่คือมัชฌิมาปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราเรียกว่าทางสายกลางนั่นเอง สุดโต่งเมื่อใด ผิดไปแล้วจากความพอดี นี่เป็นสิ่งที่เราจะรู้ได้ง่ายๆ นะคะ ทีนี้ธรรมะที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้จัดการบ้านเมืองสามารถรักษาคุณธรรมให้สถิตมั่นคงอยู่ในจิตได้ ดิฉันก็อยากจะอ้างถึงพระบรมราโชวาท ๔ ประการ ขององค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทุกท่านคงทราบดี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ .. ๔ ประการ ถ้าหากว่ามีคุณธรรม ๔ ประการ หรือมีธรรมะ ๔ ประการอยู่ในจิต ย่อมสามารถรักษาคุณธรรมคือความพอดีที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาเอาไว้ได้ Albert Einstein ซึ่งทุกท่านทราบดีว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกได้กล่าวถึงอุดมคติของมนุษย์ต่อเพื่อนมนุษย์ไว้ในหนังสือ Out of My Later Years แล้วก็มีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า..เขียนไว้เมื่อเป็นไม้ใกล้ฝั่ง เชื่อว่าพอฟังได้..ใช่ไหมคะ เพราะคนใกล้จะตายนี่มักจะไม่ค่อยอยากโกหก แล้วก็จะพูดอะไรที่เป็นความจริงมากกว่าความเท็จ เพราะฉะนั้นพอดิฉันไปเผอิญไปได้หนังสือเล่มนี้มาเมื่อไม่นานนะคะ ก็เปิดอ่านเข้า เออ..อันนี้เชื่อได้นะ เขากล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์ต้องยึดถือสัจจะในการติดต่อสัมพันธ์ทุกแง่มุมกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คำพูดนี้ก็เชื่อว่ายืนยันความสำคัญของสัจจะ ว่าถ้าสิ้นสัจจะเสียแล้วก็คือการสิ้นสุดของศรัทธาแห่งความเป็นมนุษย์นั่นเองใช่ไหมคะ เมื่อใดที่สัจจะไม่มี ไร้เสียซึ่งสัจจะนั่นคือการสิ้นสุดศรัทธาของความเป็นมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย จนคนบางคนที่หนีโลกไปด้วยการฆ่าตัวตายเพราะสิ้นศรัทธาในความเป็นมนุษย์ล้อมรอบๆ ตัว ไม่รู้จะมองไปทางไหน หน้าตาก็เป็นคน..แต่ใจทำไมไม่เป็นคน เพราะฉะนั้นนี่เองคือจุดที่ทำให้สัจจะมีค่า แล้วก็แสดงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ฉะนั้น คำพูดที่กล่าวว่า ไม่มีมิตรไม่มีศัตรูที่ถาวรในทางการเมือง ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นคำพูดนี้ประโยคนี้นะคะดิฉันคิดว่า นักการเมืองผู้มีคุณธรรมต้องลบมันออกไปเสียจากข้อเขียน จากคำพูด จากที่ใดๆ อย่าได้มีการเอ่ย เพราะถ้าหากว่าเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมานั่นแสดงว่าสัจจะไม่มีแล้วในนักการเมืองทั้งหลาย คุณธรรมไม่เกิดขึ้นแล้ว ฟังแล้วดูมันเก๋นะคะเวลาพูด แต่ถ้านึกว่าคนอื่นเขาฟังแล้วรู้สึกอย่างไร อยากจะบอกว่าเป็นคำพูดของคนสิ้นคิด สิ้นคิดที่ไม่มีปัญญาจะแก้ตัวอย่างอื่น จึงใช้คำพูดวาจานี้ออกมา ว่าเป็นธรรมดา ธรรมดาเสียแล้ว ไม่มีศัตรูไม่มีมิตรที่ถาวรในวงการเมือง..ไม่มี ตราบใดที่ยังถือคำพูดประโยคนี้เป็นคติประจำใจ ตราบนั้นอย่าหวังเลยว่านักการเมืองจะมีคุณธรรม อย่าหวังเลยว่าจะมาจัดการบ้านเมืองให้พลเมืองอยู่เย็นเป็นสุข เพราะตัวเองยังอยู่ไม่สุขเลย แล้วจะไปจัดการให้คนอื่นสุขได้อย่างไร ใจที่ปราศจากคุณธรรมย่อมมีแต่ความร้อน ความเย็นไม่มี เพราะว่าร้อนที่จะเอา ร้อนที่จะกวาด ร้อนที่จะกอบโกย แล้วความเย็นจะมาจากไหน แล้วจะไปแบ่งให้กับใครได้ที่ไหนอย่างไรนะคะ เพราะฉะนั้นสัจจะนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แม้แต่ท่านมหาตมะคานธีซึ่งทุกท่านก็รู้จักดี เป็นบุรุษที่เรายอมรับว่าเป็นมหาบุรุษ ร่างกายท่านก็เล็กนิดเดียว เมื่อเวลาเรามีการอบรมสมาธิภาวนา หรืออานาปานสติภาวนาให้กับพวกฝรั่งที่เวลานี้มีมามากทั่วโลก เขาก็มักจะถามว่า ทำไมพูดถึงว่าถ้ามาปฏิบัติธรรมแล้วก็ทำใจให้มีคุณธรรม แล้วใจจะมีพลัง พลังนี่มันต้องอยู่ที่กำลังกายไม่ใช่เหรอ ดิฉันก็อดจะยกตัวอย่างไม่ได้ท่านมหาตมะคานธีนะ ซึ่งฝรั่งเขารู้จักดี ดิฉันก็ถามว่าตัวใหญ่ตัวเล็ก ตัวท่านก็เล็กนิดเดียว แล้วทำไมท่านถึงมีพลังมาก พลังที่จะจูงใจคนทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนประชาชนในประเทศอินเดีย..ให้ยอมทำตามท่าน
เพราะฉะนั้น พลังของคนไม่ได้อยู่ที่กำลังกายที่ล่ำสันแข็งแรง คนล่ำสันแข็งแรงใหญ่โตนะพอถึงภยันตรายมาเฉพาะหน้า อาจจะวิ่งหนีก่อน แต่คนตัวเล็กๆ ที่มีพลังใจแห่งคุณธรรม นี่ต่างหากที่จะเป็นพลังใจที่อยู่นาน แล้วก็ยืนนาน ท่านก็กล่าวเอาไว้ว่าสัจจะเป็นพระเจ้า เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า แล้วก็มีคำต่อไปที่ท่านกล่าวอีกว่า มนุษย์จะสูญพันธุ์ถ้าความเป็นพระเจ้าไม่ปรากฏในใจของมนุษย์ ซึ่งพระเจ้านี้คือสัจจะนั่นเอง ถ้าสัจจะปราศจากใจของมนุษย์..คือหายไปจากใจของมนุษย์เมื่อใด เมื่อนั้นสูญพันธุ์เสียแล้วความเป็นมนุษย์ ยังมีอยู่หรอก แต่ว่าสูญพันธุ์เสียแล้ว เพราะฉะนั้นนี่แสดงถึงความสำคัญของสัจจะ จึงได้มาเป็นข้อแรกในพระบรมราโชวาทขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่การที่จะรักษาสัจจะนั่นมันยากเหลือเกินนะคะ และดิฉันเชื่อด้วยว่ามนุษย์เรานี่ปรารถนาจะรักษาสัจจะ บางทีนะรักษาจนกระทั่งมันดิ้นอยู่ข้างใน คือมันดิ้นด้วยความหนัก ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ที่จะรักษาไว้ให้ได้ แต่มันยาก เพราะฉะนั้นจึงต้องมีคุณธรรมข้อที่สองตามมานั่นคือ ทมะ .. ทมะก็คือ ความข่มบังคับใจให้สามารถรักษาสัจจะวาจาอันนั้นไว้ให้จงได้ ไม่ว่ามันจะเจ็บปวด มันจะหนัก มันจะเหน็ดเหนื่อย มันเหลือจะทนทานเพียงใด ต้องข่มบังคับใจให้จนได้ จนกระทั่งแม้เสียชีพก็ไม่ยอมเสียสัตย์ อย่างที่มีมานานนักหนาแล้ว นี่คือเรียกว่า ทมะ แล้วก็ต้องตามด้วย ขันติ ขันติก็คือต้องทั้งอดทนทั้งอดกลั้น อดทนต่อความหนักเหน็ดเหนื่อยในภาวะที่รับผิดชอบ ในภาระที่รับผิดชอบทั้งหลาย อดกลั้นต่อสิ่งที่ยั่วยุอารมณ์ให้ไหลเทไปตามกิเลส คือความโกรธ ความโลภ ความหลง และในขณะเดียวกันก็พยายามอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำการ..จาคะ คือการบริจาคความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มีอยู่ในใจให้เบาบางลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
มนุษย์ส่วนมากมักจะคิดว่าการบริจาคทางวัตถุ ทรัพย์สินเงินทอง นั่นแหละเป็นการบริจาคที่สำคัญ เพราะมีชื่อ มีการกล่าวขวัญถึง มีการถ่ายรูป แต่การบริจาคที่สำคัญที่สุดก็คือ การบริจาคสิ่งที่คนไม่เห็น..แต่ตัวเองเห็นเอง เพราะมันอยู่ข้างใน คือความโลภที่จะเอา ความโกรธที่อยากจะทำลายเบียดเบียนคนอื่น ความหลงวนเวียนอยู่ในเรื่องของความที่ต้องการจะเอา ความที่ต้องการจะได้ การบริจาคอย่างนี้สำคัญ ถ้าสามารถบริจาคได้เท่าใดก็จะเกิดความหนักแน่นในการที่จะรักษาสัจจะ มีอัตรากำลังเพิ่มพูนแข็งแกร่งขึ้น บุคคลใดสามารถจาคะ คือบริจาคได้ซึ่งกิเลสทั้ง ๓ ตัวนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นการบริจาคทานที่พระบรมศาสดาทรงสรรเสริญทรงสาธุการ อะไรจะเป็นมงคลยิ่งกว่านี้ ใช่ไหมคะ อะไรจะเป็นมงคลยิ่งกว่านี้ ยิ่งไปกว่าคำสรรเสริญและคำสาธุการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นนี่คือความวิเศษของธรรมะ หรือความวิเศษของพุทธศาสนา ที่แสดงว่าทุกคนสามารถเป็นเศรษฐีได้เท่าๆ กัน คนจนก็บริจาคได้ ไม่เฉพาะแต่คนมั่งมี เพราะว่าการบริจาคโลภะ โทสะ โมหะที่อยู่ข้างใน ไม่ต้องลงทุนสักสตางค์เดียว แม้จะไม่มีใครเห็น ไม่มีใครมาถ่ายรูป ไม่มีชื่อในหน้าคอลัมน์สังคม แต่มันชื่นใจอิ่มใจอยู่ในใจ เพราะรู้ว่าสิ่งที่หนักหน่วงอยู่ในใจกำลังเบาบางลงทุกที ฉะนั้นสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ จึงเป็นธรรมะที่สำคัญที่จะช่วยหล่อหลอมจิตใจของผู้ที่ประสงค์จะรักษาคุณธรรมให้แน่นแฟ้นเอาไว้ได้ ทำไมถึงต้องผดุงรักษาคุณธรรม รักษาไว้ทำไมคุณธรรม เพื่ออะไร ก็ขออนุญาตพูดตามความเห็นของดิฉันนะคะ ซึ่งก็อาจจะซ้ำกับของหลายท่าน ข้อแรกก็เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมยุคปัจจุบันกลับไปสู่ยุคป่าเถื่อนที่ไม่มีผู้ใดปรารถนา
แล้วก็ตัวอย่างจากเหตุการณ์ที่ปรากฏในสังคมทุกวันนี้ ก็เป็นกลิ่นสัญญาณอันตราย หรือเป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งว่า ยุคของความเป็นป่าเถื่อนอาจจะคืบคลานมาก็ได้ ถ้าไม่ระมัดระวัง ถ้ามนุษย์ปัจจุบันนี้ไม่ระมัดระวัง ตัวอย่างที่ดิฉันก็มาเป็นคนวัดแล้ว ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ดูสื่อสารมวลชนสักเท่าใด ก็มีตัวอย่างเช่น .. การฆ่ากันอย่างทารุณโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ยิงทีเดียวไม่พอต้องหลายๆ ที ปืนสั้นไม่พอต้องใช้ปืนยาว ปืนใหญ่ ปืนสงคราม ฟันอย่างเดียวไม่พอ ต้องสับต้องตัด ต้องหั่น ต้องแยกส่วนต่างๆ ออกไป นี่มันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ หรือการสมสู่กันทางเพศอย่างไม่เลือกกาล เวลา สถานที่ บุคคล อย่างไร้ยางอาย มีกันอยู่เต็มไปหมด ทุกท่านทราบดีกว่าดิฉัน หรือการข่มขืนฆ่าด้วยวิธีการวิตถารต่างๆ นี่ปรากฏอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อดิฉันยังสอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัย วิชาหนึ่งที่สอนก็คือเกี่ยวกับเรื่องของวรรณกรรมทางวารสารหนังสือพิมพ์ แล้วก็ดิฉันก็จำต้องอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษที่พิมพ์ในกรุงเทพฯ แล้วก็ต้องบอกตามตรงว่า แหม..วันไหนไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ วันนั้นมีความสุข ไม่ใช่มีความสุขเมื่ออ่าน มีความสุขเมื่อวันไหนเราไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ แต่เราต้องอ่านทุกวันเพราะเราต้องสอน เพราะฉะนั้นต่อวันไหนปิดเทอม ตอนไหนปิดเทอมไม่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์..สบาย เพราะมันไม่ต้องประสบกับข่าวคราวอย่างนี้ แต่นี่มันก็ ๑๐ กว่าปีก่อนแล้ว แต่เดี๋ยวนี้มันยิ่งกว่า พอเปิดหนังสือพิมพ์ขึ้น พบสิ่งเหล่านี้ แต่นี่แหละคือสิ่งที่เป็นสัญญาณเตือนภัยให้คนทั้งหลายได้สำนึกว่า กำลังเข้ามาถึงแล้วนะ..ยุคป่าเถื่อน ถ้าไม่ระมัดระวัง แต่ก็น่าสมเพช ดิฉันกำลังจะพูดว่าน่าอัศจรรย์ ดิฉันเปลี่ยนเสียใหม่ น่าสมเพช น่าสมเพชที่คนเดี๋ยวนี้กลับเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดา พออ่านหนังสือพิมพ์ พบเขาฆ่ากัน เขาข่มขืนกัน หรือว่ากระทำอะไรที่ผิดไปต่างๆ นี่ธรรมดา เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แล้วก็บอกว่า เดี๋ยวนี้นะปัญหามันรุนแรง ปัญหามันแหลมคม
แต่ดิฉันบอกว่ากิเลสต่างหากที่แหลมคม เดี๋ยวนี้กิเลสแหลมคมขึ้น ไม่ใช่ปัญหาแหลมคม เมื่อกิเลสมันแหลมคมขึ้นก็ทำให้ปัญหาต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้นทุกทีๆ เพราะฉะนั้นเมื่อกิเลสแหลมคม อำนาจชั่วร้ายต่างๆ ก็เกิดขึ้น นี่ก็เป็นความรู้สึกของดิฉัน ข้อแรกว่าจำเป็นที่เราจะต้องผดุงรักษาคุณธรรม เพื่อระมัดระวังยื้อยุดเอาไว้ก่อน อย่าให้สังคมปัจจุบันนี้กลับไปสู่ความป่าเถื่อนนักเลย ถ้าเราสามารถหยุดมันได้ นั่นคือบุญกุศลของผู้ที่เป็นนักจัดการบ้านเมือง เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่ากุศลอื่น ข้อที่ ๒ ที่ดิฉันมานึกก็คือว่า เราจำเป็นต้องมีคุณธรรม เพื่อให้โอกาสแก่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้เกิดขึ้นจริงๆ เสียทีเถอะ ได้ยินแต่บ่นพูดกันมานะคะ ครึ่งใบบ้าง ไม่เต็มใบบ้าง ไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์บ้าง อายุประชาธิปไตยเมืองไทยเท่าไหร่ .. ๖๑ ปี ถ้านับเปรียบกับอายุคนเข้าวัยเกษียณแล้วใช่ไหมคะ วัยเกษียณนี่เป็นวัยของการพักผ่อน นั่งสบายอยู่ที่บ้านมองดูลูกดูหลานดูเหลนที่จะเล่นจะหัวกัน ให้เขาอยู่เย็นเป็นสุข แล้วก็ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นสุข มีชีวิตเย็นเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น แล้วทำไมละ..ประชาธิปไตยถึงไม่เต็มใบ ก็เพราะอะไร ก็เพราะว่าการให้ concept ที่ผิดเกี่ยวกับความหมายของประชาธิปไตยนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงพูดกันถึงเรื่องแต่สิทธิเสรีภาพ แต่ส่วนอีกคำพูดค่อยๆ ..หน้าที่.. แต่สิทธิเสรีภาพดังเหลือเกิน แต่หน้าที่ค่อยๆ เพราะอะไรจึงหน้าที่ค่อยๆ เพราะคุณธรรมไม่มี ถ้าหากว่าคุณธรรมมีแล้ว แน่นอนที่สุดหน้าที่จะต้องมาก่อน สิทธินั้นตามมา เพราะเหตุว่าสิทธิกับหน้าที่หรือหน้าที่กับสิทธิเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ตามเหตุตามปัจจัยของมัน หน้าที่เป็นเหตุสิทธิเป็นผลแต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเอาสิทธิขึ้นมาก่อน การเรียกร้องต่างๆ ที่ดิฉันได้ยินได้ฟังหรือว่าอ่านจากหนังสือพิมพ์ จะเป็นการเรียกร้องขององค์การ ของสหภาพ หรือของกลุ่มชน ของม็อบอะไรก็ตาม ดิฉันเงี่ยหูฟังว่าจะมีการเรียกร้องของกลุ่มไหนบ้างนะ ที่จะบอกว่าขอโอกาสหน่อยให้ได้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์หน่อย ขอโอกาสให้ทำหน้าที่บ้าง ไม่เคยได้ยิน มีแต่เรียกร้องขอสิทธิ สิทธิเพื่อให้ได้ทำงานน้อยลงให้ได้เงินมากขึ้น ให้ได้ตำแหน่งเร็ว ให้มีการเลื่อนชั้นเลื่อนอำนาจ นี่แหละค่ะ เป็นสาเหตุที่ทำไมประชาธิปไตยจึงไม่เต็มใบ เพราะมัวแต่มุ่งเรียกร้องกันเรื่องสิทธิ เรียกร้องเรื่องเสรีภาพ แต่ละเลยในเรื่องของหน้าที่
เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยจึงจำเป็นที่จะต้องมีคุณธรรมเป็นรากฐาน และคุณธรรมที่เป็นรากฐานนั้นจะต้องเริ่มด้วยคำว่า..ทำหน้าที่ ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ถ้าหากว่าทำอย่างนี้ได้แล้ว อธิปไตยนั้นจะไม่เป็นของผู้ใด ไม่ต้องเรียกร้องว่าเป็นของคนนั้นคนนี้ แต่อธิปไตยนั้นจะเกิดขึ้นจากการกระทำที่ถูกต้อง การกระทำที่ถูกต้องตามหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ นั่นอธิปไตยความเป็นใหญ่เกิดขึ้นที่ตรงนั้น เพราะคนเราจะมีชื่อจารึกอยู่ จะจารึกในทางลบหรือทางบวกก็ตาม ขึ้นอยู่กับการกระทำของผู้นั้นทั้งสิ้น และเมื่อนั้นแหละเราก็จะได้ประชาธิปไตย ที่เกิดอยู่บนรากฐานของความไม่เห็นแก่ตัว อันที่จริงถ้าเราจะมาดูแล้วก็จะเห็นว่า ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวไว้นั้น มีลักษณะของความเป็นประชาธิปไตยที่ท่านทรงบอกว่า ถ้าต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องรู้จักคำว่าอนัตตา แต่จะมีใครละยอมรับฟัง อนัตตา..ฟังไม่รู้เรื่อง ถ้าอัตตารู้เรื่อง อัตตาคือตัวเรา อีโก้ตัวใหญ่ที่เกิดขึ้นรู้เรื่อง ถ้าพูดกันอัตตาพูดได้ อนัตตาคอยไว้ก่อน คอยไว้ให้เราสัก ๗๐ ๘๐ ก่อนเราทำอย่างอื่นไม่ไหว นั่นแหละเราจะมาฟังเรื่องอนัตตา ไม่มีเวลาฟังแล้ว มีเวลาแต่จะพาขึ้นเชิงตะกอน เพราะฉะนั้นอนัตตาตอนนั้นคือความสูญสิ้นของร่างกายนี้ ซึ่งไม่ได้มีความหมาย แต่อนัตตาของพระพุทธเจ้าที่ท่านทรงสอน ถ้าผู้ที่สนใจประชาธิปไตยที่แท้จริงศึกษาดูก็จะรู้ว่า อ้อ..นี่นั่นแหละท่านสอน ทรงสอนไว้ว่าทำหน้าที่นะ ทำหน้าที่อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ในความเห็นแก่ตัว ประชาธิปไตยอยู่ตรงนั้น แล้วก็เป็นการทำหน้าที่ด้วยความสดชื่นเบิกบานด้วย นี่ก็เป็นความเห็นของดิฉันนะคะ ในเรื่องของประชาธิปไตยที่ไม่เคยเรียนเรื่องประชาธิปไตย
แล้วก็ข้อที่ ๓ ก็คือ เพื่อยุติการโยนกลอง หรือการซัดทอดกันระหว่างเรื่องของระบบกับคนเสียที ตลอดเวลาเหล่านี้พอปัญหาเกิดขึ้น..คนไม่ดี คนไม่มีคุณภาพ คนไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนคนก็จะต้องอ้างว่า ก็ระบบมันไม่ดีนี่ สร้างระบบมาอย่างนี้แล้วจะมาให้คนทำดีได้ยังไง ไม่ให้โอกาสแก่คน ฟังมาไม่รู้กี่สิบปีแล้วนะคะ จนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ แล้วก็คงจะมีไปอีกนาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราหันมาศึกษาคุณธรรม มาผดุงคุณธรรม ให้เกิดขึ้นในจิตแล้วก็ให้คงทนอยู่ การซัดทอดกัน การโยนกลองกันระหว่างระบบกับคนมันยุติเป็นแน่ เพราะว่าเราท่านก็รู้ดีอยู่แล้วว่า ระบบนะเกิดขึ้นเองไม่ได้ มันเกิดขึ้นจากคน คนคือผู้สร้างระบบ กำหนดกฎเกณฑ์ระบบต่างๆ ขึ้นมา ถ้าคนดีมีคุณธรรม ระบบมันก็ดี และระบบดีที่สังคมสร้างขึ้นมานี่แหละก็จะช่วยคนในยุคต่อไป รุ่นลูกรุ่นหลานให้สามารถดำเนินหรือว่าดำเนินการ ดำเนินชีวิตอย่างชนิดมีโอกาสเท่าเทียมกัน มีโอกาสที่จะใช้ความรู้ความสามารถความถนัดของเขาได้ อย่างเต็มสติกำลัง แทนที่จะโยนกลองไปมา โทษระบบโทษคน ทำไมไม่หันมาดูว่าอะไรคือต้นเหตุ ต้นเหตุก็คือการขาดคุณธรรมนั่นเอง นอกจากนี้ซึ่งดิฉันรู้สึกว่า การมีคุณธรรม หรือผดุงรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมนั้น จะช่วยปรับเปลี่ยนสิ่งที่มีความสำคัญมาก นั่นก็คือค่านิยม มนุษย์เราตกเป็นทาสของค่านิยม เพราะว่ายอมจำนนต่อคำว่า เราเป็นสัตว์สังคม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ก็เลยยอมจำนนว่าจะต้องทำอะไรตามค่านิยมของสังคม ลืมไปว่าค่านิยมที่เกิดขึ้นนะ ใครสร้างใครกำหนด คนใช่ไหม แต่พอคนยอมตนเป็นสัตว์สังคม เลยไม่สามารถจะแก้ไขค่านิยมได้ ต้องก้มหน้าก้มตาทำตามเขาไป จะชอบหรือไม่ชอบ จะขัดแค้นข้างในเพียงใดก็ทำตามเขาไป เพราะกลัวเขาจะไม่ยอมรับว่าเป็นสมาชิกของสัตว์สังคมด้วยกัน
เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าการที่เรายอมให้ค่านิยมที่เป็นมิจฉาทิฏฐินำสังคม นำชีวิตคน นี่คือความเพี้ยนที่ทำให้ชีวิตของมนุษย์เรา แทนที่จะเดินไปตามหนทางที่ถูกต้อง มันผิดเพี้ยนไป เพราะฉะนั้น การที่มีคุณธรรม หรือว่าบำรุงรักษาคุณธรรมไว้ได้ ก็จะช่วยปรับเปลี่ยนค่านิยมที่เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ให้เข้าสู่ครรลองของความเป็นสัมมาทิฏฐิได้ ทิฏฐิก็คือความเห็น ซึ่งมนุษย์เรามีความเห็นกันทุกคน พอเกิดมาก็มีความเห็นกันทั้งนั้น เด็กๆ เล็กๆ ก็มี ไปดูหนังมาเรื่องหนึ่ง พูดกันถึงเรื่องหนังนั้น ทุกคนต่างก็มีความเห็น ไปดูด้วยกัน ๓ คน แต่ความเห็นก็แตกต่างกันไป นี่คือทิฏฐิธรรมดา แต่ก็มีหน้าที่ มนุษย์ก็มีหน้าที่ที่จะต้องรู้จักพัฒนาปรับเปลี่ยนทิฏฐิ ที่ทำให้ชีวิตมีปัญหานั้น เป็นทิฏฐิที่ถูกต้อง คือเป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นค่านิยมจึงคิดว่ามีความสำคัญต่อชีวิตมากนะคะ ค่านิยมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิจะทำให้ชีวิตหลงทาง แล้วก็คนที่ยอมตนตกอยู่ใต้ค่านิยมนี้ นั่นก็คือเกิดจากเพราะความกลัว ความกลัวที่เกิดขึ้นในใจ กลัวอย่างเขลาๆ ค่านิยมข้อแรกที่ทุกท่านทราบดี แล้วก็เป็นค่านิยมที่น่ากลัวที่ทำให้สังคมของเรามีการเบียดเบียนกันอย่างใหญ่หลวง นั่นก็คือค่านิยมของความยึดมั่นหรือบูชาในวัตถุ ข้าวของเงินทอง เป็นพระเจ้า ฉะนั้นการเบียดเบียนประหัตประหารกันทุกวันนี้ จึงมีอย่างรุนแรงในทุกวงการและก็ทุกรูปแบบ ตลอดจนการทำลายธรรมชาติอย่างปราศจากความกตัญญูรู้คุณ เพราะอะไร ก็เพราะความที่ยอมตนเป็นทาสของวัตถุของเงินทองจึงยอมทำลายธรรมชาติที่มีบุญคุณต่อมนุษย์อย่างใหญ่หลวง ภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ ลำคลอง ทะเล สัตว์ป่า ถูกทำลายหมดทั้งสิ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุสนองความต้องการของกิเลส สร้างความเสียหายสิ้นเปลืองแก่เพื่อนมนุษย์อย่างเหลือล้น ทุกวันนี้เราต้องเสียอะไรต่ออะไร เสียเวลา เสียเงิน เสียความคิด แล้วก็เสียแรงงาน เพื่อจะต้องทำอะไรอีกหลายๆ อย่าง เพราะเหตุว่าคนยอมหลงบูชาวัตถุ ยอมเป็นทาสของเงินทอง จึงทำให้เกิดการเบียดเบียนกันอย่างใหญ่หลวง
หรือบางทีเรามีเห็นตัวอย่างว่า แม่ยินดีให้ลูกสาวไปเป็นโสเภณี หรือบางทีหญิงสาวเองยอมตัวเป็นโสเภณี เพื่ออะไร..ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุทรัพย์สินเงินทอง หนังสือปกขาว Video-ลามก คอมพิวเตอร์ที่เขาให้ใช้เอาไว้เพื่อช่วยเหลือในทางวิชาการเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่กลายเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายจิตใจของคนหนุ่มคนสาว หรือแม้แต่เด็กเล็กๆ ที่นิยม กลายเป็นจิตใจที่มัวเมา แล้วก็ถูกมอมเมา ผลเสียหายที่ร้ายแรงที่ตามมาของค่านิยมที่ตกเป็นทาสของวัตถุก็คือ พอเด็กเริ่มลืมตาขึ้นมาก็เริ่มตกเป็นทาสของวัตถุตั้งแต่รู้ความ ต่างก็แย่งกันเวลาคุยล้วนแต่เรื่องว่าเรามีไอ้โน่นมีไอ้นี่ ถ้าเราไม่มีพ่อเราก็มี ถ้าพ่อเราไม่มี ปู่เราก็มี ทวดเราก็มี นี่ก็คือ เพื่อที่จะแสดงถึงความต้องการในเรื่องของความใหญ่ยิ่งในทางวัตถุ ยิ่งกว่านั้นยังมีบุคคลผู้รับผิดชอบในวงการไม่น้อย ใช้วัตถุนี่แหละเป็นเหยื่อล่อลูกน้องในการทำงาน เช่น การคุมสอบ ซึ่งเดี๋ยวนี้หายากเหลือเกินผู้คุมสอบไม่ค่อยมีใครอยากจะรับคุมสอบ เพิ่มเงินให้เงินค่าคุมสอบ กำลังของคนก็มีอัตราจำกัด มีความจำกัดอยู่ในตัวเอง ถึงแม้อยากได้เงิน เอาเงินให้ แต่มันจะช่วยได้อย่างไร ที่จะให้การคุมสอบมีคุณภาพ หรือเลื่อนขั้นเลื่อนซี (ระดับ) จะมีการเพิ่มกรมเพิ่มกอง เพื่อประโยชน์ที่จะให้รู้ว่าจะเพิ่มตำแหน่งของบุคลากร จะได้จาก ซี ๗ เป็น ซี ๘ เป็น ซี ๙ เป็นถึง ซี ๑๑ จะได้เลื่อนขั้นเงินเดือน จะได้มีหัวหน้ากอง ผู้อำนวยการมากขึ้น ล้วนแล้วแต่เอาวัตถุเป็นเหยื่อ เพื่อที่จะให้คนทำงานให้ดีขึ้น แต่หาได้มองดูว่า ทำไมคนจึงทำงานไม่ดีขึ้น ประสิทธิภาพหายไปที่ไหน หายไปเพราะใจที่ขาดคุณธรรมต่างหาก
สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเพราะว่าจิตที่ตกเป็นทาสของค่านิยม ของวัตถุหรือของเงินทอง จนแม้แต่ชีวิต ก็เลยตีราคากันด้วยวัตถุ หัวนี้เท่าไหร่ ห้าพัน ห้าหมื่น เป็นแสน ลูกปืนก็ราคาถูก นี่เพราะอำนาจของวัตถุทั้งนั้น จนกระทั่งทำให้ชีวิตที่เกิดมาอย่างทะนุถนอมหวงแหน กลายเป็นไม่มีค่า ไม่มีราคาถูก ถ้าเป็นชีวิตของคนอื่น เป็นชีวิตของเขา เป็นชีวิตของมัน ไม่มีราคา ชีวิตของเราเท่านั้นต้องมีราคา แต่ผลที่สุดก็ไม่เห็นมีใครที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ นอกจากนั้นค่านิยมที่ดิฉันคิดว่าควรที่จะได้มีการพูดกันให้มากๆ นั่นก็คือค่านิยมที่ผิดเพี้ยนไป เช่น คำว่าเกียรติยศ ที่ตีความหมายกันอย่างผิดเพี้ยน ถือเอาการเข้าโรงเรียนดังได้ ลูกของใครเข้าโรงเรียนดัง เข้าวิทยาลัยดัง มหาวิทยาลัยดัง โอ้..นี่เป็นเกียรติ พ่อแม่ก็ไปคุย ๓ วัน ๗ วัน ว่าลูกฉันเข้าโรงเรียนได้ แต่ทำไมถึงไม่คิดว่า เอ๊ะ..ทำไมทุกโรงเรียน ทุกวิทยาลัย ทุกมหาวิทยาลัย ทำไมมันไม่ดังให้เหมือนกัน ทำไมไม่ทำให้มันดังให้เหมือนกัน ทำไมต้องมีโรงเรียนนั้นดัง โรงเรียนนี้ดับ ทำไมไม่ดังให้เหมือนกัน นี่เป็นหน้าที่ของผู้จัดการบ้านเมืองใช่ไหม ที่จะต้องทำให้มันดังเหมือนกัน ถ้าเราต้องการจะให้โอกาสอย่างเท่าเทียมกันแก่คนที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่กลับกลายเป็นว่าถ้าหากว่าเข้าโรงเรียนดังได้ นั่นเป็นเกียรติยศ หรือเกียรติยศอยู่ที่ปริญญาบัตร อยู่ที่ตำแหน่ง อยู่ที่เงินในธนาคาร อยู่ที่บ้านใหญ่รถยนต์ยาว อยู่ที่อำนาจ แล้วก็อยู่ที่บริวาร อยู่ที่อะไรๆ อีกตั้งหลายๆ อย่าง ก็ทำให้เด็กๆ หรือเยาวชนเกิดความคิดไขว้เขวไปคิดว่านั่นแหละคือ..เกียรติ จึงได้ตะเกียกตะกายที่จะยื้อแย่งให้ได้สิ่งเหล่านั้น ทั้งๆ ที่พอได้มาแล้วก็รู้ว่า..มันหาได้นำความสุขที่แท้จริงให้ไม่ หรือคำว่า..เจริญ..ที่กำลังไขว้เขวเป็นอันมาก คำว่า..พัฒนา..ก็เช่นเดียวกัน อะไรคือความเจริญ ประเทศที่เจริญคืออย่างไร ก็คือประเทศที่มีตึกสูง มีมหาวิทยาลัยมาก มีโรงพยาบาลมาก แล้วก็โรงพยาบาลประสาทมาก โรงพยาบาลโรคจิตมาก นี่คือลักษณะของประเทศที่เจริญเช่นนั้นหรือ?
แต่ว่ามนุษย์เราก็ไขว้เขวไป ดิฉันได้ยินคำของ.. ไม่ใช่คำของดิฉันเองนะคะ ของพระฝรั่งรูปหนึ่งซึ่งมีนักข่าวไปสัมภาษณ์ท่านว่า ทำไมถึงมาบวชเป็นพระ ยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลย เรียนจบมหาวิทยาลัยได้ปริญญาตรีเกียรตินิยมด้วย..ทางจิตวิทยา (Psychology) แล้วเรื่องอะไรถึงได้มาบวช อายุก็ ๒๐ กว่าๆ แล้วก็นักข่าวก็ได้ไต่ถามต่อไปถึงสภาวะความเป็นอยู่ของชาวตะวันตกในประเทศของท่าน ซึ่งชาวตะวันออกมักจะเห็นว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ท่านก็บอกว่าเมืองนอกนะเหรอ มีแต่ผู้ใหญ่ใจเด็กกันทั้งนั้น อายุมากๆ กันก็จริงแต่ใจเป็นเด็กทั้งนั้น มีผู้ใหญ่ใจเด็กเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะความเจริญของการศึกษา ความเจริญของวัตถุ ความเจริญของสิ่งที่อำนวยความสะดวกสบาย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และมีแต่ผู้ใหญ่ใจเด็ก ผู้ใหญ่ใจเด็กเป็นยังไง เด็กเป็นยังไง..เด็กก็ชอบทะเลาะกัน ชอบตีกัน ชอบโกรธกันอย่างไม่มีเหตุมีผล เดี๋ยวก็ดีกัน ชอบกันเกี่ยวก้อยกัน เอาขนมให้กินกัน เดี๋ยวก็ผลักไสกัน เดี๋ยวก็โกรธกันอีก นี่คือผู้ใหญ่ใจเด็กมีอยู่ทั่วไปหมด และผู้ใหญ่ใจเด็กที่มาเป็นเด็กได้เพราะอะไร ก็เพราะขาดคุณธรรม ขาดหิริขาดโอตตัปปะขาดความละอาย ความละอายใจที่กระทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ใจเด็กนี้อาจจะทำอะไรๆ ที่น่าขบขัน ที่น่าอาย แต่ว่ามันน่ากลัวกว่าเด็กๆ ที่ใจเด็ก เพราะเด็กๆ ใจเด็กไม่มีอำนาจที่จะไปทำให้ใครเดือดร้อน นอกจากตัวเองเดือดร้อนคนเดียว แต่ผู้ใหญ่ใจเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไปนั่งเก้าอี้ตัวโตๆ เมื่อเป็นเด็กใจเป็นเด็กขึ้นมานี่ มันสามารถจะเอาใจเด็กนี่ไปก่อความเดือดร้อนให้แก่ลูกน้อง ไปก่อความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนร่วมงาน ไปก่อความเดือดร้อนให้คนที่อยู่ในวงการเดียวกัน หรือเพื่อนมนุษย์ในสังคมได้เป็นอันมาก เพราะฉะนั้นการที่ไขว้เขวกันในเรื่องของค่านิยมเกี่ยวกับความเจริญหรือเกียรติยศ เป็นสิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือความน่ากลัวของการที่เราจะมีผู้ใหญ่ใจเด็กเกิดขึ้นอีกมากๆ ซึ่งมิใช่สิ่งที่เป็นดัชนีชี้ถึงความเจริญที่แท้จริงเลย
นอกจากนี้ อีกอันหนึ่งก็คือค่านิยมของคำว่าความสำเร็จของชีวิต เราจะเห็นว่าในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย ล้วนแล้วแต่สอนลูกศิษย์ว่าต้องมีความสำเร็จในชีวิต และความสำเร็จในชีวิตก็ไปมุ่งเอาว่าต้องมีมากกว่าเขา ได้มากกว่าเขา แล้วก็เป็นอะไรๆ เร็วกว่าเขาในเพื่อนรุ่นเดียวกัน ยิ่งก้าวไปข้างหน้ากว่าเขาได้มากเท่าไหร่..นั่นแหละคือความสำเร็จในชีวิต นี่คือการกระตุ้นความเห็นแก่ตัวให้เกิดขึ้นในใจของเด็กเล็กๆ ใช่ไหมคะ นี่คือการให้ยาพิษแล้ว ให้ยาพิษกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในโรงเรียนประถมไปถึงมัธยม ไปถึงวิทยาลัย ถึงมหาวิทยาลัย จนจบปริญญาเอกก็เน้นอยู่แต่ในเรื่องของความเห็นแก่ตัว นี่เป็นยาพิษที่หยดลงไปๆๆ ความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนมันก็รุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้นพอมีโอกาสแสดงออกก็เต็มที่เลยในทุกวงการ อย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นความสำเร็จในชีวิตตามค่านิยมที่ว่าต้องมีมากได้มากนี้ ไอน์สไตน์เขาก็กล่าวว่าคุณค่าของมนุษย์อยู่ตรงจุดที่ว่าเราได้ให้อะไรกับสังคมบ้าง เราได้ให้อะไรกับสังคมบ้างนี่คือคุณค่าของมนุษย์ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าได้รับอะไรจากสังคม เพราะฉะนั้นการที่จะสอนว่าความสำเร็จของชีวิตนั้นจะต้องเป็นเป้าหมายเป็นอุดมคติของชีวิตจึงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ถ้าเราจะเปลี่ยนสักนิดหนึ่งว่า..ความสำเร็จที่งดงามยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์นะ อยู่ที่ว่าสามารถแบ่งปันโอกาสของตนให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้มีโอกาสอย่างเราบ้าง แม้จะไม่เท่าเทียมกันเหมือนไม้บรรทัด แต่ก็ให้เขาได้ชื่นใจว่าเขามีโอกาส นี่แหละถ้ามนุษย์คนไหนสามารถแบ่งปันโอกาสให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยใจกว้าง ด้วยความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นี่แหละคือความสำเร็จที่แท้จริงของมนุษย์ ดิฉันว่าเราน่าจะช่วยกันเอาสิ่งนี้ใส่ลงไปในใจของเด็ก และแทนที่จะเป็นยาพิษนี่คือน้ำผึ้ง น้ำผึ้งของชีวิตที่ทำให้ชีวิตมีความหอมหวาน มีความเบิกบานมีความร่มเย็นเป็นสุข และค่านิยมอีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอเสนอไว้ตามความเห็นของดิฉันนะคะ ก็คือค่านิยมของคำพูดที่ว่า..ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด นี่ได้ยินมานานตั้งแต่ดิฉันยังเล็กๆ อาจจะมีตั้งแต่ก่อนดิฉันเกิดก็ได้
อันที่จริง คำพูดนี้ในสมัยโบราณนั้นดิฉันว่ามีความหมายที่งดงามนะคะ เพราะหมายถึงความนอบน้อมถ่อมตน ความรู้จักเคารพกันตามอาวุโส ความมีมารยาท แล้วก็นอกจากนั้นยังจะช่วยให้เด็กๆ นี่รู้จักที่จะรับฟังคำแนะนำคำปรึกษาของผู้ใหญ่ ทำให้มีชีวิตที่รอบคอบในการทำงาน ในการดำเนินชีวิต แล้วก็เกิดคุณประโยชน์แก่ชีวิต เพราะเหตุว่าได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านผู้มีประสบการณ์ด้วยวัยวุฒิ ด้วยคุณวุฒิ และก็ด้วยคุณธรรม ในสมัยโบราณโน้นดิฉันว่าคำพูดนี้ดีมีความหมายที่งดงาม แต่ในปัจจุบันนี้น่าเสียดายที่ถูกเบี่ยงเบนไป คือความหมายอันงดงามนั่นเบี่ยงเบนไปเสียแล้ว กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ต้องตามหลังผู้ใหญ่ไปก่อน ผู้ใหญ่ชี้นกเป็นแมวก็ต้องเป็นแมว ชี้แมวเป็นลูกหมาก็ต้องเป็นลูกหมา เพราะอะไร..เพราะความกลัว ความกลัวอย่างเดียวที่สิงอยู่ในใจ กลัวความมั่นคงปลอดภัยของตัวจะหมดไป กลัวจะไม่ได้ก้าวหน้า กลัวจะไม่ได้เลื่อนชั้น กลัวจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง กลัวจะถูกตำหนิติเตียน นี่ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากความเห็นแก่ตัว นึกถึงความปลอดภัยของตัวก่อนเป็นเบื้องต้นเป็นเบื้องแรก เรียกว่าตามไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของฉัน อย่างนี้ดิฉันอยากจะบอกว่า..ตามด้วยใจมืด ถ้าจะว่าไปแล้วสังคมทุกวันนี้หรือโลกเราทุกวันนี้ มีไฟฟ้าที่สว่างมากกว่าสมัยที่เราเด็กๆ เยอะเลยใช่ไหมคะ ท่านที่มีอายุอยู่ในวัย ๕๐ ๖๐ หรือว่า ๔๐ ย้อนหลังกลับไปดู หรือเดี๋ยวนี้บ้านนอกบางแห่งยังมีความมืดอยู่ แต่ทั้งที่เดี๋ยวนี้ความสว่างมีมาก ไฟฟ้าวิทยาศาสตร์ให้ความสว่างทั่วไป แต่ว่าทำไมใจถึงมืดลงๆ ข้างในถึงมืดลงๆ มันถึงกลัวมันถึงยอมตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดด้วยลักษณะนี้
ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของคนกล้า ไม่ใช่ลักษณะของคนที่มีใจใหญ่ แต่มีใจเล็กอย่างยิ่ง ถึงได้มาเปลี่ยนค่านิยมที่งดงาม ที่ผู้ใหญ่ปู่ย่าตาทวดท่านบอกเอาไว้ กลายเป็นตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัดด้วยความเห็นแก่ตัว อย่างนี้แทนที่จะได้รับความเจริญ ความเสื่อมกำลังตามมาโดยไม่รู้ตัว ดิฉันอยากจะบอกว่านี่เป็นค่านิยมที่เป็นอันตราย หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชีวิตทั้งแก่ส่วนตนและก็ส่วนรวม เพราะถ้าเผอิญไปตามหลังผู้ใหญ่ใจเด็กเข้า ลองนึกสิคะจะเป็นยังไง ถ้าไปตามหลังผู้ใหญ่ใจเด็กจะเป็นยังไง แล้วชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร สังคมจะเป็นอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องของค่านิยมที่ดิฉันคิดว่าเราผดุงรักษาคุณธรรมเอาไว้ เพื่อจะปรับเปลี่ยนค่านิยมที่เรารู้สึกว่ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น นอกจากนี้เราต้องการผดุงคุณธรรมก็เพื่อกำจัดความรู้สึกหว้าเหว่ เดียวดาย เปล่าเปลี่ยว ออกจากจิตใจของสมาชิกของบ้านเมือง เวลานี้ประชากรเมืองไทยเท่าไหร่นะคะ ๖๐ ล้านใช่ไหมคะ เมื่อสมัยดิฉันยังเด็กนะก็ ๑๐ กว่าล้าน เดี๋ยวนี้ ๖๐ ล้าน ประชาชนมากขึ้น อยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด แต่ความเหงาเปล่าเปลี่ยวยิ่งเพิ่มมากขึ้น เราอยู่ใกล้ชิดกันทำไมเราไม่สนุกสนานเบิกบาน ทำไมไม่รื่นเริงบันเทิงใจ มีเพื่อนมีฝูงแต่ทำไมมันถึงกลับเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายมากขึ้น เหมือนอย่างที่หนังสือพิมพ์ลงเมื่อเร็วๆ นี้ ที่แม่อุ้มลูกแล้วกระโดดให้รถเมล์ทับตาย ถ้าไม่เปล่าเปลี่ยวเดียวดายอ้างว้างวังเวงจนมองหาอะไรไม่เห็น..จะทำอย่างนั้นหรือ นี่คือแสดงถึงความเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายที่กำลังเกิดขึ้นในใจของสมาชิกในสังคมปัจจุบันนี้มากไม่น้อย
เพราะฉะนั้น ถ้าผดุงคุณธรรมไว้จะช่วยกำจัดผลักดันความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวเดียวดายออกได้ ถ้ารู้ว่าความเหงานี่แหละเป็นอันตรายต่อจิตใจต่อชีวิต เพราะทำให้ใจที่เหงานั้นเป็นเหยื่อได้ง่ายที่สุดเลยใช่ไหมคะ เหมือนอย่างการอัตวินิบาตกรรมหมู่ในอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ ๘๐ กว่าชีวิต ทำไมถึงไปหลงเชื่อคนๆ เดียว ก็เพราะใจมีปัญหา ปัญหาเกิดจากความเหงา เปล่าเปลี่ยว ไม่รู้ว่าจะไปหาหนทางที่ไหนจะแก้ปัญหาได้ เมื่อมีคนเขาพูดเก่ง เขามีจิตวิทยาดี เขามีกำลังใจเข้มแข็ง ก็เลยยอมตามเขา และผลที่สุดก็คือการเผาตัวเองตายไป เพราะฉะนั้นชีวิตของความเหงา เป็นสิ่งที่ต้องกำจัดต้องแก้ไข โรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลโรคจิตที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ยินคำร้องทุกข์อยู่เรื่อยๆ ว่าไม่เพียงพอๆ มีโรงพยาบาลใหญ่ๆ อยู่ ๔ แห่ง โรคจิตโรงพยาบาลประสาทไม่เพียงพอ แล้วก็คนกำลังวิ่งเข้าหาธรรมะเข้ามากๆๆ แต่สถานที่ที่จะให้ธรรมอย่างถูกต้องก็ไม่เพียงพออีกเหมือนกัน นี่แสดงถึงภาวะของความเหงา ความต้องการที่พึ่งของพลเมืองไทย ฉะนั้นถ้าหากว่าเรามีผู้จัดการบ้านเมืองที่มีคุณธรรมย่อมจะช่วยเหลือ และก็จะผ่อนปรน มิให้พลเมืองไทยต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ที่ฉวยโอกาส หรือไม่ตกเป็นเหยื่อของการชดเชยด้วยการประทุษร้ายตนเอง เอาล่ะมันดีไม่ได้ก็ชั่วเสียเลย หรือว่าตกไปเป็นเหยื่อของยาเสพติดต่างๆ นานา นี่ก็เพราะสังคมมันเหงา นอกจากนั้นก็เพื่อกำจัดทำลายความเห็นแก่ตัวที่เป็นรากเหง้าของปัญหาทุกชนิด แล้วก็ปลูกฝังความรักความเห็นแก่ผู้อื่นให้เกิดมากขึ้น คุณธรรมเกิดขึ้นในใจมากเพียงใด ความรักผู้อื่นจะเพิ่มมากขึ้น ความยิ้มแย้มแจ่มใสจะเกิดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องบังคับ
.. จะต้องถึงเวลารับประทานอาหารใช่ไหมคะ ดิฉันพูดไม่จบแน่เลย อาจจะนึกไม่ควรเชิญคนนี้มาพูดเลยนะคะ แกพูดมาก แต่พูดไม่จบแน่ข้อสุดท้ายนี่เพราะเป็นเรื่องยาว ..
แต่ก็บอกได้ว่าการที่จะปลูกฝังคุณธรรมให้สัมฤทธิ์ผลได้นะคะ มีอยู่คำตอบเดียว สำหรับดิฉันมีคำตอบเดียว..ด้วยการจัดการศึกษาให้ถูกต้อง ไม่มีคำตอบอื่น แล้วก็รักษาเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาเอาไว้ให้ได้ ที่จริงถ้าจะพูดไปก็บอกได้ว่าผู้จัดการการศึกษาได้พยายามทุกยุคสมัยมาละค่ะ ที่ให้การศึกษาแก่เยาวชนหรือแก่ว่าลูกหลานของเราให้ถูกต้องที่สุด ให้เกิดประโยชน์ที่สุด ก็พยายามแก้ไขกันมาเรื่อย แต่ว่าเหมือนกับเขาเรียกอะไรนะคะ ตีอยู่ลอบๆ พุ่มไม้ไม่ได้ตัวนกสักที คือมันไม่แก้ลงไปที่หัวใจ หัวใจของเป้าหมายของการศึกษา ไม่แก้ลงไปที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการศึกษาที่ถูกต้องมันจึงไม่เกิดอย่างสมบูรณ์ เมื่อไม่เกิดอย่างสมบูรณ์คุณธรรมก็สถิตอยู่ในใจของมนุษย์ไม่ได้ คือฝังรากลงไปไม่ได้เพราะการศึกษาไม่ให้โอกาส ทุกท่านก็ทราบดีถึงความสำคัญของการศึกษา การศึกษานี้จะสร้างพ่อแม่ที่ถูกต้อง คำว่าถูกต้องไม่ได้หมายความว่าเป็นแต่เพียงผู้ให้กำเนิดทารกขึ้นมาเป็นชีวิต อย่างนั้นก็ไม่เรียกว่าพ่อ แล้วก็ไม่เรียกว่าแม่ จะเรียกว่าพ่อจะเรียกว่าแม่ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้น ได้ทำหน้าที่ของพ่ออย่างถูกต้อง เลี้ยงดูอบรม ให้การแนะนำ ที่จะให้ชีวิตเขาดำเนินไปด้วยหนทางที่ถูกต้อง ให้ความคุ้มครองป้องกันในวิถีทางที่ถูกต้อง แม่ก็เหมือนกัน และแม่นี่แหละคือบุคคลที่สำคัญที่สุด ที่ใครๆ บอกว่าผู้ชายผู้ครองโลก..ไม่ใช่ผู้หญิงครองโลก ผู้หญิงเป็นผู้ครองโลก เพราะเหตุว่าที่ใครเขาบอกว่าผู้ชายคนนั้นไม่ดี ใช้ไม่ได้ เป็นคนโกง เป็นคนทุจริต เป็นคนขี้ช่อ เป็นคนที่ชอบเบียดเบียนคนอื่น โทษผู้ชายไม่ได้ ต้องโทษผู้หญิง เพราะผู้หญิงที่เป็นแม่ไม่มีเวลาที่จะเป็นแม่ที่ถูกต้อง ที่จะอบรมลูกให้เป็นลูกที่ดี ให้รู้ว่าการเติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่ดีเขาเป็นกันยังไง ถึงจะทำให้ชีวิตของตนมีประโยชน์กับตนเอง แล้วก็มีแก่คนอื่น นี่มาจากการศึกษาทั้งสิ้น ถึงแม้บางท่านอาจจะบอกว่านี่เป็นเรื่องของพ่อแม่ เป็นเรื่องของบ้าน เป็นเรื่องของครอบครัว ก็ไม่พ้นไปจากการศึกษา เพราะก่อนที่จะไปเป็นพ่อเป็นแม่..เป็นนักเรียนมาก่อน อาจจะเป็นนักเรียนที่บ้าน หรืออาจจะเป็นนักเรียนที่โรงเรียนใกล้ๆ บ้าน หรืออาจจะไปเป็นนักเรียนของผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งที่รับสอน แต่ก็เป็นนักเรียน
เพราะฉะนั้น การศึกษานี้คือการสร้างคน สร้างคนไปเป็นพ่อที่ถูกต้อง ไปเป็นแม่ที่ถูกต้อง ไปเป็นนักการเมืองที่มี Spirit เป็นนักการเมืองที่พร้อมที่จะสละชีวิต เพื่อรักษาสัจจะวาจาเอาไว้ คือบอกว่าจะมาจัดการบ้านเมืองเพื่อให้พลเมืองอยู่เย็นเป็นสุข เราไม่ต้องขยายความนะคะ อยู่เย็นเป็นสุขนี่ครอบงำหมดทุกรูปแบบทุกแง่มุม พร้อมที่จะอบรมหรือว่าสร้างคนให้ไปเป็นผู้รับผิดชอบ ทำหน้าที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์ จะเป็นหมอเป็นแพทย์ จะเป็นวิศวกร จะเป็นกรรมกร เป็นนายทุน เป็นประธานกรรมการบริษัท ไม่ว่าตำแหน่งอะไรทั้งนั้น ถ้าหากว่าสามารถอบรมเขาให้ถูกต้องได้แล้ว ก็จะสามารถทำหน้าที่ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้องทุกตำแหน่ง ไม่ว่าตำแหน่งใดทั้งสิ้น นี่คือความสำคัญของการศึกษา เพราะฉะนั้นเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาก็คือ ให้การศึกษาเพื่อความมีชีวิตรอดอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อให้มีอาชีพหาเงินหาทองเลี้ยงตัวเองได้..ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่จะจัดการศึกษาเพื่อความมีชีวิตรอดอย่างแท้จริงนั้น จึงจะต้องจัดการศึกษาให้ตรงกับความเป็นจริงของธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยอะไร ทุกท่านก็ทราบดี ประกอบด้วยกายด้วยใจ ไม่ได้มีแต่ร่างกายอย่างเดียว ประกอบด้วยกายกับใจทั้งสองอย่างนี้ต้องทำงานร่วมกัน จะมีแต่ใจไม่ใช่ชีวิต จะมีแต่กายไม่ใช่ชีวิต ต้องทั้งสองอย่างนี้ทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาก็จะต้องจัดการศึกษาให้สมดุลกันทั้งเพื่อฝ่ายกายและก็ฝ่ายจิต นั่นก็คือจะต้องให้มีการศึกษาทั้งภายนอกและภายใน แต่เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นการให้การศึกษาที่หนักไปในทางให้การศึกษาภายนอก นั่นก็คือให้ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ศาสตร์ต่างๆ ก็ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา ทุกอย่างเหล่านี้ นี่เป็นวิชาความรู้ วิชา ช ช้าง ตัวเดียวนะคะ ที่เราเรียนกันอยู่ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ในสถาบันการศึกษาทั้งหลาย ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์..มีประโยชน์ เพราะว่าจะเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ ให้ชีวิตนี้มีความสะดวกสบายในปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ ที่อยู่ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม แต่เดี๋ยวนี้ก็เพิ่มเติมกันไปไม่รู้จักกี่ปัจจัยแล้วนะคะ อาจจะเป็น ๒๐ ๓๐ ปัจจัย แต่ก็ไม่มีใครนึกถึงปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งของชีวิต
ส่วนการศึกษาภายในก็คือการศึกษาเรื่องของใจ ที่จะให้รู้จักลักษณะอาการธรรมชาติของใจ ขออนุญาตเรียนถามทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้หน่อยได้ไหมคะ ท่านรู้จักใจของท่านแล้วหรือยัง ใจของฉัน ใจของผม ใจของข้าพเจ้า รู้จักใจของท่านแล้วหรือยัง เห็นจะมีน้อยเต็มทนนะคะที่ท่านจะบอกว่ารู้จักแล้วใจของฉัน ใจอยู่ที่ไหนคะ ท่านที่รู้จัก..ใจอยู่ที่ไหน ตอบไม่ได้ เพราะใจไม่มีรูป ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ที่จะสัมผัสจะแตะต้องได้ แต่ก็มีใจและใจนี่แหละนำชีวิต..ใช่ไหมคะ กายจะทำอะไรอย่างไรเมื่อไหร่ ก็แล้วแต่..ใจจะบงการ เพราะฉะนั้นใจนี่เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษา ที่จะต้องรู้จักลักษณะอาการธรรมชาติของใจ และการศึกษาภายใน หรือการศึกษาใจนี่แหละ คือสิ่งที่ขาดหายไปในแผนการศึกษาแห่งชาติ ในหลักสูตร ยิ่งประมวลการสอนไม่ต้องไปถามหา ในแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับสุดท้ายที่ดิฉันมีโอกาสอ่านนิดหน่อยตามหนังสือพิมพ์ ข้อแรก..หลักการของเขา ก็จะต้องมีการพัฒนาในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของวัตถุ แล้วก็จิตใจ..ติ่งเอาไว้หน่อย ติ่งเอาไว้ตอนท้ายหน่อย แล้วก็เป็นมาอย่างนี้ ไม่รู้แผนการศึกษาแห่งชาติกี่ฉบับก็มักจะติ่งอันนี้ไว้ข้างท้าย ทั้งๆ ที่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ มนุษย์คนใดละเลยเรื่องใจมีแต่ลงเหวเท่านั้นนะ เพียงแต่ลงช้าหรือเร็ว แต่ถ้าหากว่าผู้ใดสนใจเรื่องใจ นั่นแหละจะช่วยค้ำจุนชีวิต ผลักดันให้ชีวิตนี้ดำเนินไปในหนทางที่ถูกต้องได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของใจไม่เคยรู้สึก ถ้าจะรู้สึกหรือรู้จัก ก็จะรู้จักแต่เพียงว่า ใจดี..ฉันนี่เป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เคยเห็นแก่ตัวเลย แต่ถ้ามีอะไรมาวางไว้ขอฉันก่อนนะ ยื่นมือออกไปโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไป นี่หรือใจดี นี่หรือใจกว้าง นี่หรือใจที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นใจนี่นะคะในบรรดาสิ่งที่เขาบอกว่ามีเล่ห์เหลี่ยม มีกลอุบายพลิกแพลงที่สุดในโลกนี่ ก็ไม่มีอะไรที่จะพลิกแพลงหลอกลวงเท่ากับใจ โดยเฉพาะใจของมนุษย์ใจของเราเอง เพราะฉะนั้นเรื่องของใจนี่จึงเป็นสิ่งที่ควรจะศึกษาให้มากที่สุด ว่าใจนี้มีธรรมชาติเป็นอย่างไร แล้วก็ฝึกอบรมควบคุมใจให้หนักแน่นมั่นคงอยู่ด้วยสติ คือความระลึกรู้ที่ถูกต้อง สมาธิความมั่นคงหนักแน่น ปัญญาภายในที่จะประจักษ์แจ้งในสิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตนี้เป็นชีวิตที่ไม่เห็นแก่ตัว แต่ว่าเห็นแก่ผู้อื่นเป็นชีวิตที่สามารถทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง
เพราะฉะนั้น ความหมายของคำว่า..ศึกษา..ที่ถูกต้อง จึงต้องดูจากความหมายของคำว่าสิกขา ที่มาจากคำว่า..สิกขา..คือหมายถึง การที่จะต้องรู้จักดูตัวเองไม่ต้องให้คนอื่นเขาดู คนอื่นเขาดูเขาก็ดูได้แต่ข้างนอก มันไม่ค่อยซึ้งถึงข้างในเท่ากับตัวของเราเองที่จะดูใจของเราเอง ในขณะที่เราไม่หลอกลวงตัวเองนะคะ ดูตัวเองแล้วก็ดูเข้าไปข้างใน ข้างในที่ไหน แน่นอนที่สุดไม่ใช่เนื้อหนังที่กำลังหุ้มอยู่นี้ หรือว่ามองดูงาม ไม่ใช่ต้องดูไปข้างในจนกระทั่งเห็นตัวเอง คือเห็นใจของเราเอง เห็นธรรมชาติของใจที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ต้องดูด้วยตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นการศึกษาข้างในเป็นสิ่งที่สำคัญที่ขาดหายไปในเรื่องของการให้การศึกษา ในขณะที่การศึกษาข้างนอก คิดด้วยสมองสมองที่มีไอคิวสูงๆ นี่ เราคิดในขณะที่เราเรียนศาสตร์ต่างๆ เราใช้สมองคิด แต่เมื่อมาศึกษาข้างในเราต้องเปลี่ยนจากการคิดเป็นการดู แล้วการดูก็ไม่ใช่ดูด้วยตาเนื้อ ตาเนื้อนี้ไม่มีประโยชน์เลยในการที่จะมาศึกษาดูข้างใน เราต้องดูด้วยใจข้างใน แต่ถ้าพูดว่าใจข้างในอาจจะเป็นสำนวนมากเกินไป ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือดูด้วยความรู้สึก ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่ข้างในนี่ว่า ความรู้สึกนี้รู้สึกอย่างไร รู้สึกร้อนด้วยความโลภ รู้สึกร้อนด้วยความโกรธ รู้สึกร้อนด้วยความหลง หรือรู้สึกเย็นด้วยการให้ เย็นด้วยการยอม เพราะฉะนั้นการดูคือต้องดูเข้าไปด้วยความรู้สึก แล้วก็ถ้าดูบ่อยๆ ก็จะช่วยควบคุมความคิดให้อยู่ในขอบเขตที่ถูกต้อง คุณประโยชน์ของการศึกษาข้างในมีประโยชน์มาก ประการแรกที่สุดจะช่วยหยุดความคิดที่เกินความจำเป็น ทุกข์ของมนุษย์หรือปัญหาของมนุษย์ทุกวันนี้คือการนอนไม่หลับใช่ไหมคะ นอนทั้งคืนนอนไม่หลับ นั่งก็หาวๆ แต่ถึงเวลานอนตาสว่างตาค้าง อะไรมาทำให้เราไม่หลับ..ความคิดที่ไม่ยอมหยุด
นี่เป็นสาเหตุที่ผลักดันพวกฝรั่งให้มาสนใจการอบรมที่เราจัด Retreat ที่เราจัดอยู่ จนนับไม่ถ้วนเลย เพราะเขาบอกเขาต้องการจะมาตัดกระแสของความคิดที่มันไม่หยุดนิ่งเลย เขาบอกเขาพยายามมาหลายทาง การศึกษาสูงๆ ในมหาวิทยาลัย วัตถุอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เขามี ตลอดจนกระทั่งปรัชญาต่างๆ แม้แต่บางคนนะคะ เขาจะบอกว่าแม้แต่ศาสนาของเขาก็ไม่ตอบปัญหาของเขาได้ อย่างนั้นเขาจึงต้องมา เพราะอยากจะมาตัดกระแสของความคิด ทำไมจึงคิดวุ่นวายนักหนา เพราะเอาแต่คิดข้างนอก คิดจากการที่ศึกษาข้างนอก คิดไปเรื่อยๆๆ จนเกินความจำเป็น คิดได้แล้ววางแผนการได้แล้วยังไม่ยอมจบนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าหมั่นดูภายใน ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจะช่วยหยุดความคิดที่เกินความจำเป็น ทำให้จิตสงบ นอนหลับสบายได้ จะหยุดความรู้สึกที่ซัดส่าย เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดี๋ยวเอาเดี๋ยวไม่เอา เดี๋ยวให้เดี๋ยวไม่ให้ เดี๋ยวยอมเดี๋ยวไม่ยอม เดี๋ยวเป็นมิตรเดี๋ยวเป็นศัตรู เหล่านี้จะหยุด นอกจากนี้ก็จะหยุดการวิพากษ์วิจารณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหา การศึกษาข้างนอกช่วยก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้หมายความว่าการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ ควรกระทำ แต่ถ้าว่าการวิพากษ์วิจารณ์ใดที่ไม่อยู่บนรากฐานของความถูกต้อง การวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็ก่อให้เกิดปัญหา แต่ถ้าหมั่นดูข้างใน สติ สมาธิ ปัญญา ที่อยู่ข้างในจะบอกว่า เมื่อไหร่ควรวิจารณ์ เมื่อไหร่ควรหยุด นอกจากนั้นก็จะช่วยหยุดการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น เพราะการดูข้างในจะช่วยให้สามารถควบคุมความฉลาดที่ได้รับจากการศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ต่างๆ นั้น ให้เป็นความฉลาดที่ถูกต้องด้วยวิชชา วิชชา ช ช้าง ๒ ตัว ดิฉันชอบพูดคู่กันเสมอระหว่างวิชาจากการศึกษาข้างนอก เราได้รับความรู้จนกระทั่งได้ปริญญา แล้วก็มีความสามารถที่จะทำงานมีตำแหน่งการงาน มีความสะดวกสบายในชีวิต แต่เราต้องการวิชชา ช ช้าง ๒ ตัว ที่หมายถึงแสงสว่าง ความรู้อันเกิดจากปัญญาภายใน ที่จะช่วยจบปัญหา หยุดปัญหา ป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นวิชาคือสิ่งที่ขาดหายไปในการให้การศึกษา และนอกจากนั้นนั่นก็จะสามารถมีชีวิตเย็นและเป็นประโยชน์เพราะหยุดความเห็นแก่ตัวได้ นี่ก็คือถ้าสามารถทำได้จะเป็นความสัมฤทธิ์ผลของการศึกษา ดิฉันคงจะต้องจบตอนนี้เสียก่อนนะคะ แต่ยังไม่จบทีเดียว ต้องเชิญท่านโปรดรับประทานอาหารตามกำหนดเวลาก่อน แล้วก็เมื่อเข้ามาก็ขออนุญาตพูดต่ออีกนิดหน่อย พร้อมทั้งเชิญซักถามอภิปรายได้ ขอบพระคุณค่ะ
... ถ้าการศึกษาสนุกคงอยู่กันเยอะกว่านี้ ที่ได้พูดค้างเอาไว้ ก็ได้พูดว่าเมื่อขาดการศึกษาภายใน ก็ทำให้เป้าหมายของการศึกษานั้นขาดหายไปคือเป้าหมายที่สำคัญ หรือดิฉันอยากจะพูดว่าเป็นช่องโหว่ แล้วเสร็จแล้วก็มาใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการใช้วัตถุเป็นเหยื่อล่อ ก็เลยยิ่งการเพิ่มปัญหา ปัญหาทบปัญหาๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ทุกท่านทราบดีว่าปัญหาที่เราจะต้องแก้ไขนั้นมีมากมายท่วมท้นเวลาและความสามารถของเราเพียงใด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาที่กำลังเผชิญหน้าเราจะไม่แก้ เราก็ต้องแก้ แล้วก็ต้องช่วยกันจนถึงที่สุด แต่ในขณะเดียวกันนั้นถ้าเราพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วย คือหันไปแก้เอาเป้าหมายสำคัญของการศึกษาใส่ลงไปด้วยการศึกษาข้างในเพิ่มขึ้นไป ดิฉันคิดว่าไม่เสียหายแล้วก็ไม่ขัดเขิน ทีนี้จะทำอย่างไร นั่นก็คือว่าจำเป็นที่ทำยังไงคะที่เราจะช่วยกันให้แผนการศึกษาแห่งชาตินั้น เขียนเป้าหมายของการศึกษาอย่างที่ว่าแล้วนี่ลงไปไว้ ถ้าหากว่ามีอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ ก็มีหนทางที่จะอยู่ในหลักสูตร เมื่อมีหนทางอยู่ในหลักสูตรก็สามารถจะออกมาในประมวลการสอน เป็นการให้โอกาสแก่ครูอาจารย์ที่ดิฉันเชื่อว่ายังมีจำนวนมากพอสมควร สนใจอยากที่จะสอนจริยธรรมให้แก่ลูกศิษย์ แต่เมื่อโอกาสไม่เปิดให้เขาก็ไม่สามารถจะทำได้ แล้วยิ่งครูอาจารย์ที่ไม่มีจิตใจที่จะสอนในเรื่องของจริยธรรม ก็จะยิ่งพยายามหาหนทางที่จะไม่พูดถึงเลย จะให้แต่วิชาแต่ไม่ยอมที่จะให้วิชชาแก่ลูกศิษย์นะคะ เพราะฉะนั้นประการแรกก็หวังว่าท่านผู้ที่มีโอกาสอยู่แล้วในการจัดการบ้านเมือง ก็ขอได้หวังว่าจะได้โปรดลองคิดในแง่นี้นะคะ ว่าเราจะใส่เข้าไปได้อย่างไร ดิฉันได้มองดูเรื่องของการศึกษามาเป็นเวลานาน อาจจะเรียกว่าตลอดชีวิตของการทำงานของดิฉันก็ได้ ก็อยู่ในวงของการศึกษามาตลอด แม้จะออกมาแล้วก็วิญญาณของความเป็นผู้รักในเรื่องของการศึกษายังไม่ขาดหายไป
เพราะฉะนั้น ก็เรียนตามตรงค่ะว่าที่มาวันนี้นะคะ อยากพูดเรื่องการศึกษา แต่เผอิญมองไปแล้วไม่ทราบว่าท่านที่รับผิดชอบการศึกษาโดยตรงอยู่หรือเปล่า ขอประทานโทษถ้าดิฉันจะถามอย่างนี้ มิได้ค่ะอาจารย์..อาจารย์ดิฉันทราบนะคะ แล้วก็รู้จัก แต่ว่าท่านที่จัดการศึกษาโดยตรงไม่ทราบนะคะ แต่ทีนี้ถ้าจะถามว่าจะทำอย่างไรนะคะ ดิฉันก็คิดว่าเราทำได้เมื่อเรามีหลักสูตร มีแผนการศึกษา มีหลักสูตร แล้วก็ลงมาในประมวลการสอนแล้ว วิธีการสอนที่จะทุ่นงบประมาณในการที่จะไปซื้อหาอุปกรณ์การศึกษาอย่างง่ายที่สุดก็คือ หันมาใช้อุปกรณ์การศึกษาที่ธรรมชาติให้มา ที่เราทั้งหลายมักจะมองข้าม แล้วก็ลงทุนซื้ออุปกรณ์การศึกษาด้วยราคาแพงๆ แล้วเท่าไหร่ก็ไม่พอ นั่นก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับได้ไหมคะว่านี่คืออุปกรณ์การศึกษาที่ธรรมชาติให้มา และแม้แต่ว่าจะเรียนวิชาในศาสตร์ใดๆ ก็ตาม เราก็ต้องใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา แต่เราใช้แต่เพียงเรียนวิชา ไม่ใช้มาเพื่อที่จะเพิ่มพูนหรือพัฒนาวิชชา ช ช้าง ๒ ตัว ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการศึกษามันถึงไม่ให้ผลตรงตามเป้าหมาย หรือไม่สามารถจะสร้างคนให้เป็นมนุษย์ขึ้นมาได้ มีแต่คนก็เป็นแต่เพียงคน และถ้าไม่ระมัดระวังก็จะลดลงไปยิ่งกว่าคน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะขอเสนอแนะว่าทำอย่างไรจึงจะหาวิธีให้ครูผู้สอนรู้จักใช้อุปกรณ์การสอนที่ธรรมชาติให้มาแล้วนี่ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกต้องให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ซึ่งอันนี้ถ้าเราจะพูดกันนะคะ จะต้องลงไปในรายละเอียดอีกมาก แต่ดิฉันขอฝากเอาไว้เพียงเท่านี้ว่า เราต้องเรียนรู้วิธีใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเราสามารถจะใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้อย่างถูกต้องก็จะสามารถควบคุมความคิดให้อยู่ในขอบเขตของความพอดี ควบคุมวาจาให้อยู่ในขอบเขตของความพอดี ควบคุมการกระทำให้อยู่ในขอบเขตของความพอดี เพราะใจที่ประกอบด้วยสติด้วยสมาธิด้วยปัญญาที่เป็นวิชชานั้น ย่อมรู้จักที่จะควบคุมชีวิตนี้ให้อยู่ในขอบเขตของความถูกต้อง โดยไม่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะความเห็นแก่ตัวจะลดลงๆๆ ยิ่งขึ้นทุกทีๆๆ
ทีนี้ หัวใจของการสอนเราจะเอาอะไรมาเป็นหัวใจของการสอน หัวใจของการสอนที่ควรจะเน้นที่สุดในเรื่องของวิชาจริยศาสตร์หรือจริยธรรม ก็คือการสอนให้รู้จักทำหน้าที่โดยไม่หวัง ดิฉันคิดว่านี่จะเป็นหัวใจแทนที่จะไปเรียนเรื่องข้อธรรม..มงคล ๓๘ ถ้าคนที่ไม่รู้จักควบคุมความคิด ไม่รู้จักควบคุมวาจา ไม่รู้จักการควบคุมการกระทำ ความเป็นมงคลจะเกิดขึ้นได้อย่างไรใช่ไหมคะ เพราะจิตมันร้อน จิตมันเดือด มันไม่สบาย มันปวดเจ็บ ขมขื่นทรมานสารพัด เพราะความที่อยากจะเบียดเบียนเขา แล้วก็ถูกเขาเบียดเบียน เพราะฉะนั้นมงคลเกิดขึ้นไม่ได้ ต่อให้คล่องเขียนมงคล ๓๘ เรียกว่าให้เขียนเรียงความ ได้ ๑๐๐ ได้ A+ แต่ชีวิตก็ปราศจากความมงคลอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราสอนถืออันนี้เป็นหัวใจของการสอน ให้เขารู้จักทำหน้าที่โดยไม่หวัง เมื่อก่อนนี้ที่ยังเป็นคนโลกเต็มตัวนี่นะคะ ก็มีความรู้สึกว่าความหวังนี่เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต แล้วเราก็ได้รับการสอนในเรื่องของความหวังมาตลอดเลย แต่ว่าเราลืมที่จะหันไปดูว่า เมื่อใดที่ความทุกข์เกิดขึ้น ที่ปัญหาเกิดขึ้น เพราะหวังใช่ไหม เราหวังแล้วเราไม่ได้อย่างหวัง จะหวังเล็กหวังใหญ่ก็แล้วแต่ หวังเล็กก็ทุกข์เล็ก หวังใหญ่ก็ทุกข์ใหญ่ หวังมากก็ทุกข์มาก แต่เราสอนให้เราอยู่ด้วยความหวัง แล้วทำอะไรต้องหวังๆ เพราะฉะนั้นการหวังผลตอบแทนมันเกิดขึ้นมาเรื่อย มันก็เลยทำให้จิตนี้เป็นทุกข์เรื่อย และการทำหน้าที่จึงไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงคิดว่าหัวใจของการสอน สอนให้เด็กทำหน้าที่โดยไม่หวัง ถ้าสอนให้เขาหวัง เท่ากับเราสอนให้เขาดื่มยาพิษทีละน้อยๆๆ ยาพิษของความหวัง นี่แหละที่ทำให้หัวใจของมนุษย์ชอกช้ำเจ็บปวดทรมานอยู่ทุกวี่ทุกวันเพราะความหวัง ทำอย่างไรจึงจะให้เด็กของเรารู้จักทำหน้าที่โดยไม่หวัง
เพราะการทำหน้าที่โดยไม่หวังนี่แหละคือการทำหน้าที่อย่างไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ผู้อื่น ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่องาน แล้วก็ทำหน้าที่นั้นอย่างถูกต้องอย่างเต็มสติกำลังความสามารถของตน ขออนุญาตอ้างไอน์สไตน์อีกเหมือนกันนะคะ เพราะไปอ่านหนังสือของเขาแล้วถูกใจ เขาบอกว่าโรงเรียนมีหน้าที่รับใช้ผู้ที่ยังมีชีวิตด้วยการพัฒนาให้เป็นบุคคลผู้มีคุณภาพ แล้วเขาก็พูดอะไรอีกหลายอย่าง แล้วก็อีกตอนหนึ่งก็บอกว่าด้วยการฝึกอบรมแต่ละบุคคลให้มองเห็นคุณค่าของการรับใช้สังคม นี่แหละไอน์สไตน์มุ่งหวังเลยทีเดียวว่าโรงเรียนที่ดีหรือสถาบันการศึกษาที่ดี จะต้องสอนเด็กอบรมเด็กให้มีจิตใจมีวิญญาณของการที่จะรับใช้สังคม รับใช้เพื่อนมนุษย์ รับใช้คนอื่นไม่ใช่รับใช้ตัวเอง ถ้ารับใช้ตัวเองนั้นเขายังไม่ได้รับการพัฒนาให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ เพราะมีคุณธรรมในใจยังไม่เพียงพอ ฉะนั้นถ้าหากว่าสอนให้เยาวชนรู้จักคำว่าหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง รู้จักใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เป็นอุปกรณ์ที่ธรรมชาติให้มาอย่างถูกต้อง การศึกษานั้นจะไปได้ผลที่สมบูรณ์ และมนุษย์ที่เกิดมาก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทีนี้จะทำได้อย่างไร ดิฉันก็คิดว่าจำเป็นที่เราจะต้องสอนเด็กให้เข้ามาอยู่กับธรรมชาติ ถ้าหากว่าสอนเด็กให้เข้ามาอยู่กับธรรมชาติ ใกล้ธรรมชาติมากยิ่งขึ้นเพียงใด เมื่อนั้นเด็กของเราจะสามารถพัฒนาคุณธรรม แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีคุณค่าแก่ชีวิตอย่างไร ใช้อย่างไรถึงจะถูกต้อง การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ทำอย่างไร เพราะธรรมชาตินี่จะสอน พอเราหันมามองดูธรรมชาติ ธรรมชาติรอบตัวจะเป็นป่าไม้ภูเขา จะเป็นต้นไม้เล็กน้อย จะเป็นลำธารเป็นน้ำเป็นพืช อะไรทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่มีการอาศัยต่อกันและกันทั้งสิ้นตลอดเวลา เรามองเห็นการอาศัยซึ่งกันและกันที่ธรรมชาติแต่ละส่วนมีต่อกันนั่นอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นจะมองเห็นการทำหน้าที่ของธรรมชาติ ที่ทำอย่างชนิดที่ไม่หวังผลตอบแทน
ถ้าหากว่ามองดูธรรมชาติข้างนอกไม่เห็นชัด หันมาดูธรรมชาติข้างใน แล้วเราก็จะมองเห็นว่า ธรรมชาติได้สร้างร่างกายนี้เพื่อให้มาทำหน้าที่ ตั้งแต่เส้นผมลงไปจนกระทั่งจรดปลายเท้า เล็บเท้า แล้วก็ถ้าผ่าซีกนี่ออกไปอย่างที่เราไปดูเวลาที่ทางโรงพยาบาลเขาผ่าศพ พอผ่าออกไปเท่านั้นก็จะมองเห็นตับ ไต ไส้ พุง หัวใจ ปอด ม้าม ล้วนแล้วแต่ถูกจัดอยู่ในที่ที่สมควรอยู่ เคยมองดูบ้างไหมคะ และนี่คือความสามารถของธรรมชาติที่สร้างสิ่งเหล่านี้มาให้เรา ธรรมชาติเป็นศิลปินผู้วิเศษ แล้วถ้าหากว่าธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ คือหมายความถึงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายมาให้เราเห็นทั้งภายนอกและภายใน เหมือนดั่งที่ปรากฏอยู่ แล้วนอกจากนั้นแล้วสิ่งต่างๆ ที่ธรรมชาติให้มา ธรรมชาติยังบอกอีกว่าต้องทำหน้าที่ และต้องทำหน้าที่อย่างเป็นสหกรณ์กันคือด้วยความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ หัวใจ ตับ ปอด ม้าม กระเพาะ ลำไส้ ตลอดจนตั้งเซลล์ทุกอย่าง ทำหน้าที่อย่างประสานงานกัน และเมื่อมันทำหน้าที่อย่างประสานงานกัน เมื่อนั้นชีวิตนี้ร่างกายนี้ก็สามารถจะดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง คือไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แล้วนอกจากนั้นก็ไม่มีความอึดอัดหงุดหงิดขัดใจ ฉะนั้นอันนี้ถ้าหากว่าเราดึงๆ เด็กของเราให้เข้ามาใกล้ธรรมชาติ ทั้งธรรมชาติที่กายคือร่างกายของตนเอง แล้วก็ธรรมชาติภายนอกล้อมรอบตัว เด็กก็คงจะมองเห็นว่าชีวิตนี้ที่ธรรมชาติให้มานี้ ธรรมชาติได้ชี้แนะบอกแล้วว่ามันมีความเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนกันอยู่โดยธรรมชาติ จะต้องมีลักษณะของความเอื้ออาทรเกื้อกูลต่อกันและกันโดยตลอด ความรักในเพื่อนมนุษย์จะค่อยๆ เกิดขึ้นในใจ ความกตัญญูต่อธรรมชาติจะค่อยๆ เกิดขึ้น แล้วก็จะรู้ด้วยว่าธรรมชาติมีพระคุณต่อชีวิต จนไม่สามารถที่จะทำลายธรรมชาติได้ ไม่สามารถทำลายป่าเขาลำเนาไม้ เหมือนดังที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงคิดว่าหัวใจของการสอนย้ำลงไปที่นี่
แล้วส่วนข้อธรรมนั้นก็เลือกข้อธรรมที่สมควรที่จะมาสนับสนุน เพื่อให้เกิดความสามารถในการที่จะให้เด็กเกิดวิญญาณของการสามารถทำหน้าที่ได้อย่างชนิดอยู่ในจิตในใจของเขา หรือในเลือดในเนื้อของเขา ส่วนที่เป็นรายละเอียดนั้นดิฉันคิดว่าเราไม่มีเวลาที่จะมาพูดกันในที่นี้นะคะ แต่นี่เป็นสิ่งที่เป็นเค้าโครง หรือว่าเป็นลำดับขั้นตอนอย่างคร่าวๆ ทีนี้นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องการอีกก็คือ ครูผู้สามารถที่จะสอนในเรื่องเช่นนี้ได้ เวลานี้ดิฉันคิดว่าผู้จัดการการศึกษาก็อยากจะทำเหมือนกันที่จะเพิ่มจริยธรรมให้แก่เด็กๆ หรือว่าลงไปในหลักสูตรของการศึกษา แต่สิ่งที่ขาดก็คือครู ครูผู้ที่จะสามารถให้การสอนจนกระทั่งนำจิตของเด็กนี่เข้ามาสู่สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ อันเป็นหัวใจได้..เราขาดสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้จัดการการศึกษาจะต้องสร้างขึ้นมา โดยทั่วไปในขณะนี้มักจะมีความคิดกันว่าครูที่สอนวิชาจริยธรรมใครก็ได้ เรื่องของจริยธรรมนี่มันเรื่องไม่ยาก เรื่องหญ้าปากคอก เขาว่าอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็สอนได้ แต่ผู้ที่จะนำเด็กเข้าสู่หัวใจของธรรมะ ผู้ที่จะนำเด็กเข้าสู่หัวใจของจริยธรรมโดยตรงจะเข้าใจแล้วก็รู้ว่าทำไม่ได้ เพราะเหตุว่าวิชาจริยธรรมหรือวิชาของธรรมะก็เป็นวิชาหนึ่งเป็นศาสตร์อันหนึ่งเช่นเดียวกับศาสตร์อื่นๆ ผู้ที่จะเป็นครูวิทยาศาสตร์ยังต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ฝึกฝน …..