PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
  • รวมพลังของแผ่นดิน (2)
รวมพลังของแผ่นดิน (2) รูปภาพ 1
  • Title
    รวมพลังของแผ่นดิน (2)
  • เสียง
  • 12230 รวมพลังของแผ่นดิน (2) /upasakas-ranjuan/2-38.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
ชุด
URI 015
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • Tags
    รัชกาลที่9
  • ด้วยความมีระเบียบวินัย ดิฉันรู้สึกว่าข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญยิ่งกว่าทุกข้อ มีแบบอย่างและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติงานด้วยความมีระเบียบวินัย ในการทำงานร่วมกันถ้าหากว่ามีสมาชิกในกลุ่มทำงานร่วมกันนั้นเป็นแบบอย่างได้ ปฏิบัติตนอย่างมีระเบียบวินัย จะเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ร่วมงานด้วยกัน ยิ่งเป็นผู้ที่เป็นหัวหน้างาน .....อย่างของการปฏิบัติงาน ด้วยความมีระเบียบวินัยก็ดี ด้วยความสามารถควบคุมตนเองได้ทั้งภายนอกและภายใน ควบคุมตนเองทั้งภายนอกและภายในเชื่อว่าท่านคงทราบแล้ว ภายในก็คือมาจากใจที่จะเย็นได้ สงบได้ และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ภายนอกนั้นมองดูเยือกเย็นผ่องใสไปด้วย มีความรู้พร้อมวิจารณญาณที่สุขุมคัมภีรภาพ เพื่อจูงใจผู้ร่วมงานให้เกิดศรัทธา ให้เกิดความรัก ให้เกิดความพอใจ ให้เกิดความนิยมยกย่องให้เชื่อฟัง นี่เป็นข้อเสนอข้อที่ ๔ ในเรื่องของกระบวนการปฏิบัติงาน คือมีแบบอย่างและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติงาน ซึ่งถ้าหากว่าจะเฝ้าดูติดตามพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านผู้มีเกียรติก็คงทราบแล้วว่าท่านจะได้เห็นแบบอย่างอันประเสริฐอยู่ในใจ พร้อมที่จะถวายความจงรักภักดี แล้วก็ถวายการทำงานทุกอย่าง เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์แก่แผ่นดิน ข้อที่ ๕ ที่ขอเสนอก็คือ ในกระบวนการของการปฏิบัติงานเพื่อเอาชนะอุปสรรคนี้ ถ้าหากว่าจะให้มีความหนักแน่นในการกระทำ ก็น่าที่จะมีการตั้งปณิธานในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจจะมีข้อที่มาเป็นปณิธานได้หลายๆ ข้อ

    แต่ในที่นี้ดิฉันขอเสนอสัก ๔ ข้อ ก็คือ มีปณิธานว่าในการปฏิบัติงานเพื่อเอาชนะอุปสรรคนี้จะปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะรักษาสัจจะในการปฏิบัติงานตามอุดมการณ์หรือตามกำหนดกฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้ นี่เป็นข้อแรก..ถ้าปราศจากสัจจะปราศจากความซื่อสัตย์สุจริต ล้มเหลวได้โดยง่ายที่สุด ไม่ก่อให้เกิดศรัทธา ข้อที่สองความอุตสาหะพากเพียรด้วยความเสียสละอย่างสูงสุด มีปณิธานว่าจะอุตสาหะพากเพียรด้วยความเสียสละอย่างสูงสุดเพื่อการปฏิบัติงานนี้ ข้อที่สามจะมีความอดทนอดกลั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข นี่คือไม่ใช่อดทนอดกลั้นธรรมดานะ อดทนอดกลั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข และข้อที่สี่จะตั้งใจมองแต่แง่ดี มองแต่แง่ดี..แม้จะมีปัญหา แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้นกระทบกระทั่งมากน้อยเพียงใดเราจะมองแต่แง่ดีเสมอ การมองแง่ดีมีประโยชน์อะไร ก็เชื่อว่าท่านผู้มีเกียรติทราบดี เพราะมองอะไรในแง่ดี..ใจสบาย ไม่เครียด ไม่เกิดอารมณ์ ไม่รู้สึกผิดหวัง ไม่ท้อถอย มันมีกำลังใจอย่างยิ่ง และการมองในแง่ดีจะทำให้รู้สึกมีความเห็นใจผู้ที่เรากำลังมองอยู่นั่น แม้จะได้กระทำสิ่งที่อาจจะมองดูผิดพลาด แต่มันมีอะไรดีบ้างไหมที่อยู่เบื้องหลังของความผิดพลาดอันนั้น ที่น่าจะเอามามองดูแล้วก็น่าจะนำมาสร้างสรรค์กันต่อไป ก็อยากจะขอเล่าสักนิดหนึ่งนะคะ ถึงตัวอย่างในพระไตรปิฎกเหมือนกัน กล่าวถึงท่านพระปุณณเถระมีอยู่ในปุณโณวาทสูตร ก็ในเล่มที่ ๑๔ ที่หน้า ๔๗๐ นะคะ 

    ท่านพระปุณณเถระก็เป็นพระพุทธสาวกองค์หนึ่งที่มีความตั้งใจจริงในการฝึกปฏิบัติ และในสมัยโน้นในสมัยพุทธกาลท่านพระคุณเจ้าย่อมจะทราบดีว่าเมื่อเวลาที่พระพุทธสาวกองค์ใดต้องการจะกราบทูลลาเพื่อออกไปปฏิบัติในป่าเฉพาะองค์ เพื่อปฏิบัติให้เข้มงวดจนสามารถเข้าถึงที่สุดบรรลุธรรมะขั้นสูงสุด ก่อนจะไปก็จะไปกราบทูลพระพุทธเจ้ากราบทูลลา แต่ก่อนจะกราบทูลลาก็จะขอประทานพระโอวาท และขอให้ได้โปรดประทานพระโอวาทเพื่อจะได้เป็นหลักในการปฏิบัติ ท่านพระปุณณะก็เหมือนกันก็ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ข้าพระองค์จะขอออกไปปฏิบัติแต่ผู้เดียว เพื่อที่จะได้มุ่งต่อพระนิพพาน ขอพระองค์ผู้เจริญได้โปรดประทานโอวาทสั้นๆ หรือย่อๆ แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ประทานโอวาทที่ย่อที่สุดเท่าที่ดิฉันได้เคยพบมาก็อันนี้เป็นย่อที่สุด โดยตรัสย่อๆ ว่า..ถ้าหากว่าปุณณะเมื่อตาเห็นรูปแล้วก็มีความพอใจ มีความยินดี มีความเพลิดเพลินในสุขเวทนาอันเกิดจากที่ได้เห็นรูปนั้น ทุกข์เกิดนะปุณณะ ทุกข์เกิดนะ แต่ถ้าหากว่าตาเห็นรูปที่น่าเจริญใจ แต่ไม่เพลิดเพลิน ไม่ยินดี ไม่ติด ไม่ข้องเกี่ยวในสุขเวทนาที่น่าจะมีนั้น ทุกข์ดับนะปุณณะ สั้นที่สุด ท่านผู้มีเกียรติก็คงนึกว่า ทั้งหมดที่พระพุทธองค์ทรงกล่าว ก็มีแต่เรื่องว่าสุขเวทนาอย่างเดียว ถ้าติดใจเพลิดเพลินในสุขเวทนา ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสก็ตาม ทุกข์เกิด..จริงไหมคะ โปรดนึกดูเอง แต่ถ้าไม่ติดใจไม่เพลิดเพลิน ในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส อันนำสุขเวทนามาสู่ ทุกข์ดับนะปุณณะ เพราะฉะนั้นตลอดพระชนม์ชีพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงสอนอยู่อย่างเดียวก็คือ เรื่องความทุกข์และการดับทุกข์

    พระองค์จะไม่ตรัสอย่างอื่น ถึงแม้จะมีถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่กล่าวกันในพระไตรปิฎก แต่รวมแล้วทุกเรื่องก็จะมาลงที่เรื่องของความทุกข์และการดับทุกข์ พระองค์ไม่กล่าวถึงสุข ไม่เน้นเรื่องความสุข หรือสุขเวทนา ก็เพราะทรงเห็นแล้วว่า..ถ้าติดสุขแล้วก็..แกะยาก เหนียวแน่น ปลดยาก จะพาเอาไปลงอบายเสียมากกว่า เพราะฉะนั้นจึงได้ประทานโอวาทที่ย่อที่สุดว่า ถ้าติดสุขเพลิดเพลินสุขเวทนา ทุกข์เกิดนะปุณณะ ถ้าหากว่าไม่ติดสุขเวทนา ทุกข์ดับนะปุณณะ แล้วเสร็จแล้วพระองค์ก็ตรัสถามว่า แล้วเธอจะไปอยู่ ณ ที่ใดเล่า ท่านพระปุณณะก็กราบทูลว่า ข้าพระองค์จะไปอยู่ที่ชนบทแห่งหนึ่งชื่อว่า..สุนาปรันตะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า..ที่สุนาปรันตชนบทนี่พวกชาวเมืองดุร้ายหยาบช้ามากเลยเชียวนะ จะไปอยู่ที่นั่นนะเผื่อพวกชาวเมืองเขาด่าว่าเธอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แล้วเธอจะคิดอย่างไรในชาวเมืองนั้น ท่านพระปุณณะก็ทูลตอบว่า ข้าพระองค์ก็จะคิดในมนุษย์พวกนั้นว่า ยังดีคือเขาเพียงด่าว่า ยังดีที่เขาไม่ใช้ฝ่ามือตบตีเรา พระองค์ก็รับสั่งถามต่อไป แล้วถ้าเขาใช้ฝ่ามือตบตีเธอเล่า เธอจะคิดอย่างไร ท่านพระปุณณะก็ตอบว่า ยังดีพระเจ้าค่ะที่เขาไม่เอาก้อนหินขว้างปา แล้วถ้าเขาเอาก้อนหินขว้างปาเธอเล่า เธอจะคิดอย่างไรในมนุษย์เหล่านั้น ท่านก็ทูลตอบว่า ก็ยังดีที่เขาเพียงแต่ใช้ก้อนหินขว้างปา แต่ไม่ใช้ท่อนไม้ทุบตี แล้วถ้าเขาใช้ท่อนไม้ทุบตีละเธอจะคิดอย่างไร ท่านพระปุณณะก็ทูลตอบว่า ก็ยังดีพระเจ้าค่ะที่เขาไม่ใช้อาวุธประหัตประหารเอา 

    ก็แล้วถ้าเขาใช้อาวุธประหัตประหารเธอละ เธอจะคิดอย่างไรในมนุษย์เหล่านั้น ท่านปุณณะก็ทูลตอบว่า ก็ยังดีพระเจ้าค่ะที่เขาไม่ใช้ศาสตรามาปลิดชีพของข้าพระองค์ ก็แล้วถ้าเขาใช้ศาสตราปลิดชีพเธอละ เธอจะคิดอย่างไรในมนุษย์พวกนั้น ท่านพระปุณณะก็กราบทูลว่า ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า ในบรรดาเหล่าสาวกของพระองค์ผู้เจริญ ก็มีบางองค์ที่มีความรู้สึกอึดอัดรังเกียจในร่างกายนี้จนไม่อยากอยู่ แล้วก็ต้องไปหาศาสตราอาวุธนี่มาปลิดชีพตนเอง แต่ส่วนข้าพระองค์นี้ไม่ต้องไปหาศาสตราอาวุธอะไรมาปลิดชีพตนเอง ก็ยังมีผู้มาปลิดชีพให้ ข้าพระองค์จะคิดในมนุษย์สุนาปรันตชนบทอย่างนี้พระเจ้าค่ะ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รับสั่งว่า ดีละๆ ปุณณะ..เธอมีธัมมะ มีความข่มใจ มีความสงบระงับใจ เพราะฉะนั้นเธอกำหนดวันที่จะออกไปอยู่วิเวกแต่ลำพังได้ เมื่อฟังเรื่องนี้แล้วท่านผู้มีเกียรติมีความรู้สึกอย่างไรบ้างคะ ที่ดิฉันเล่าเรื่องนี้ก็เพื่อสนับสนุนข้อปณิธานข้อสุดท้าย ที่ดิฉันพูดว่า มองแต่แง่ดีมันมีคุณอย่างไร มีคุณที่เกิดขึ้นอย่างไร ข้อแรกก็เห็นได้ชัดๆ ทีเดียวว่าท่านพระปุณณเถระจะมีทุกข์ไหมคะ ท่านจะมีความทุกข์ไหมคะ จากการที่ตั้งแต่ถูกด่าว่า สมมุติว่าถูกด่าว่า ถูกฝ่ามือตบถูกตี ถูกก้อนหินขว้างปา ถูกท่อนไม้ทุบตี ถูกศาสตราวุธมาประหัตประหารคือทำร้าย แล้วก็ถูกปลิดชีพ ถึงแม้แต่ถูกปลิดชีพ..มีความรู้สึกเป็นทุกข์ไหมคะ ไม่ทุกข์ ทำไมถึงไม่ทุกข์ เพราะท่านมองเป็นแง่ดีทั้งหมด คือมองแต่ว่าเป็นสิ่งได้ทั้งนั้น..ไม่มีเสียเลย แม้แต่จะปลิดชีพ พูดง่ายๆ ว่าถูกฆ่าให้ตายก็ยังไม่เสีย เพราะคนอื่นเขาต้องฆ่าตัวตาย นี่เราไม่ต้องฆ่าตัวตายมีคนมาช่วยฆ่าให้ เออ..มันวิเศษ มันสบายอย่างนี้ นี่คือตอบถึงอย่างนี้

    เพราะฉะนั้นนี่คือประโยชน์ของการมองแง่ดี แต่ที่เล่าตัวอย่างอันนี้นี่ ก็ออกจะเกินกำลังของคนธรรมดาหน่อยนะคะ ที่จะทนทานได้ ก็จะเกินกำลังไปหน่อย แต่อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องจริง เพราะว่าอยู่ในพระไตรปิฎก ท่านพระปุณณเถระก็เป็นพระอรหันตสาวกพระองค์หนึ่งในยุคพุทธกาลนั้น แต่นี่ก็แสดงถึงว่าเมื่อรู้จักมองในแง่ดีก็จะมีแต่สิ่งที่ได้ ไม่มีเสีย ถึงแม้สิ่งที่มองดูในสายตาของคนทั่วไปว่าเป็นสิ่งเสีย แต่มันก็กลับเป็นสิ่งได้ที่จะได้ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน แล้วท่านพระปุณณเถระก็ออกไปอยู่ที่สุนาปรันตชนบทตามที่ได้กราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ..... คนเหล่านั้นให้กลับใจมาเป็นอุบาสกเป็นอุบาสิกาที่สมาทานพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เป็นจำนวนประมาณพันคน ซึ่งอาจจะมากกว่านั้นก็ได้ และในพรรษานั้นเองท่านพระปุณณเถระก็ได้บรรลุธรรมะสูงสุด ซึ่งต่อมาท่านก็ได้ปรินิพพานเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง นี่ก็คือปณิธานที่มั่นคง ท่านไม่ได้บอกท่านมีปณิธาน แต่ท่านมีหลักธรรมข่มใจ ซึ่งจะเป็นหลักที่สำคัญในกระบวนการของการปฏิบัติงาน ข่มใจคือทมะ ความข่มใจ ข่มใจที่อยากฝืนใจเป็นอันมากในสิ่งที่จะต้องทำ ในสิ่งที่ไม่อยากทำแต่ว่าต้องทำ ต้องทำเพื่อให้เรื่องนั้นลุล่วง ให้งานนั้นสำเร็จ แล้วก็..อุปสมะคือความสงบระงับอยู่ในใจ เมื่อมีความสงบระงับอยู่เป็นต้นทุน การข่มใจนั้นก็จะสามารถทำได้โดยไม่ยากเกินไป และนอกจากนั้นแน่นอนที่สุดสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้การทำงานในทางพระศาสนาของท่านพระปุณณเถระบรรลุผล นั่นก็คือความเมตตา ความกรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่เรียกว่าพรหมวิหาร ๔ อย่างแท้จริง 

    ท่านไม่มีความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ หรือความรู้สึกเกลียดชัง หรืออาฆาตพยาบาทต่อพวกชาวสุนาปรันตะ แต่กลับมีเมตตา ที่เขาต้องชั่วอย่างนั้นเขาต้องหยาบอย่างนั้น ก็เพราะไม่มีใครบอกหนทางที่ถูกต้องที่งดงาม ที่ดีกว่านั้นให้แก่เขา เขาจึงเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงได้แนะให้บอกให้ว่า ทางที่ดีงามกว่านั้นยังมีนะ และท่านก็รู้ว่าอันที่จริงแล้วสัตว์โลกที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์นั้น เป็นผู้ที่สามารถฝึกได้ สอนได้ อบรมได้ พัฒนาได้ ที่ท่านบอกว่าชีวิตนี้เป็นชีวิตที่ต้องพัฒนาและก็พัฒนาได้ ฉะนั้นนี่ก็เป็นตัวอย่างนะคะ ที่จะบอกว่าควรที่จะได้มีปณิธานในการปฏิบัติงาน ตามที่เสนอไว้ก็มี ๔ ข้อ แม้จะมีปัญหาเพียงใด มองแง่ดีไว้ก่อนอย่าเพ่งโทษ ถ้าเพ่งโทษว่าเพราะแกล้ง เพราะต้องการขัดขวาง เพราะไม่เห็นชอบเท่านั้น เกิดอารมณ์ความขัดเคืองพยาบาท จิตใจขุ่นมัวไม่ผ่องใส สมองมืดตัน คิดอะไรไม่ออก แต่ถ้ามองในแง่ดี สมองก็จะปลอดโปร่งแจ่มใส เพราะว่าจิตใจนั้นก็คงผ่องใสสงบเย็นอยู่ตลอด และในการปฏิบัติงานนี้ที่สำคัญยิ่งที่สุด ก็คือ การเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งท่านผู้มีเกียรติได้รับฟังมามากเพียงพอทีเดียว ถ้าสามารถปฏิบัติงานด้วยปณิธานข้างต้น ๔ ข้อดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมเป็นการเจริญรอยตามพระยุคลบาทโดยอัตโนมัติไปด้วย ทีนี้หัวข้อที่ ๓ ที่ดิฉันจะขอกล่าวต่อไปก็คือ กุศโลบายการประสานสัมพันธ์ กุศโลบายก็คืออุบายที่แยบคาย อุบายที่แยบคายในการประสานสัมพันธ์ ควรจะมีกุศโลบาย..มีอุบายในการปฏิบัติงานในการประสานสัมพันธ์อย่างไร ก็ขอเสนอว่า ประการแรกยังสามารถใช้กุศโลบายตามหลักของสัปปุริสธรรม ๗ ดังที่กล่าวมาแล้ว ในการดำเนินกุศโลบายของการประสานสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกันนะคะ โดยการดูที่เหตุของสัปปุริสธรรมที่จะต้องทำการประสานสัมพันธ์ เหตุที่จะต้องทำการประสานสัมพันธ์เพื่ออะไร ก็เพื่อสร้างเป็นพลังของแผ่นดิน แล้วผลที่จะเกิดจากเหตุที่ต้องไปประสานสัมพันธ์กับคนนั้น กลุ่มนั้น ชุมชนนั้น สารพัดแห่งนี้ จะได้ผลอย่างไร ผลที่จะได้ก็คือได้เป็นพลังของแผ่นดินอีกนั่นเอง 

    ส่วนการสำรวจตนก็สำรวจในลักษณะเดียวกัน อย่างที่ว่ามาแล้ว ในการประสานสัมพันธ์นี้ก็คงจะสำรวจให้หนักในแง่ที่ว่า ในตนนี้มีมนุษยสัมพันธ์หรือเปล่า ชอบติดต่อกับเพื่อนมนุษย์ไหม หรือเป็นคนเหม็นขี้หน้าคน เห็นคนเข้าไม่ได้มันเหม็นไปเสียหมด ก็แน่นอนถ้าหากว่าไม่พร้อมในการที่จะเกี่ยวข้องกับผู้คน ไม่พร้อมที่จะรู้สึกรักเพื่อนมนุษย์เหมือนกับรักตัวเราเอง ก็คงจะต้องรับช่วยงานในด้านอื่น มากกว่าที่จะมาดำเนินกุศโลบายในการประสานสัมพันธ์ ส่วนประมาณก็คือความพอเหมาะพอดี ความพอเหมาะพอดีในการประสานสัมพันธ์ สนิทเกินไปดีไหม ใกล้ชิดให้มากๆ ดีไหม เช้าฮาเย็นเฮด้วยกันเลยดีไหม ก็ลองเอามัชฌิมาปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจับ หรือมาเป็นเกณฑ์ตัดสิน นั่นก็คือดูว่าสิ่งที่มากเกินไปนี้เป็นทางสายกลาง หรือว่าเป็นทางสุดโต่ง ส่วนกาลก็คือเหมาะสมหรือไม่ จังหวะโอกาส ทีนี้เมื่อพิจารณามาถึงข้อประชุมชน การประสานสัมพันธ์กับประชุมชนก็แน่นอน ที่วัดบ้าง ที่บ้านบ้าง ที่องค์กรบ้าง ที่ชมรมที่กลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านในชนบทนั้น จะเป็นกำลังที่สำคัญได้มากกลุ่มหนึ่งทีเดียว วัดก็เช่นเดียวกัน..ท่านสมภารเจ้าวัด พระภิกษุสงฆ์ในวัด เป็นผู้ที่ได้รับการเคารพนับถือยกย่องจากชาวบ้านทั่วไป เนื่องจากว่าท่านเป็นผู้สืบพระศาสนานั้นอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นวัฒนธรรม ความเคารพยกย่องในพระสงฆ์ 

    ส่วนข้อสุดท้ายคือบุคคล ในการประสานสัมพันธ์กับบุคคล นอกจากบุคคลที่ได้กล่าวแล้ว ดิฉันก็อยากจะขอเสนอบุคคลอีกบุคคลหนึ่งนะคะ ที่ไม่ควรลืม..นั่นก็คือผู้ที่เป็นแม่ ไม่ทราบว่าท่านผู้มีเกียรติจะรู้สึกว่าผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ ต่อชาติบ้านเมือง หรือต่อแผ่นดินมากเพียงใด ใครๆ ว่าผู้ชายนี่สำคัญ หรือว่าโลกนี้สังคมนี้เป็นของผู้ชาย โดยเฉพาะสังคมตะวันออก แต่สำหรับดิฉันเห็นว่าผู้หญิงนี่แหละสำคัญที่สุด ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเพราะดิฉันเป็นผู้หญิง แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะไปเป็นตำรวจไปเป็นทหาร หรือจะไปทำงานการในตำแหน่งใดก็ตาม จะไปทำได้ดีหรือไม่ จะเป็นบุคคลที่น่ารักน่านับถือ น่าเข้าใกล้หรือน่าเกลียดชัง ไม่รู้กาลเทศะ ก็เนื่องมาจากการอบรมที่ได้รับจากที่บ้าน มีผลมาก ได้รับตั้งแต่เล็กๆ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงว่าผู้หญิงที่เป็นแม่มีความสำคัญต่อชาติบ้านเมืองมาก ถ้าหากว่าถิ่นใดแดนใดอบรมผู้หญิงที่เป็นแม่ให้เป็นแม่ที่มีความสามารถ เสียสละอุทิศตนเพื่อลูก เป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ เป็นแม่ที่รู้ว่าอะไรดีงาม อะไรควรงดเว้น เสียสละที่จะอุทิศตนเพื่ออบรมลูกให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติบ้านเมือง ถิ่นนั้นแดนนั้นจะเต็มไปด้วยพลังของแผ่นดิน เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่าผู้ที่เป็นแม่มีความสำคัญมาก อย่างที่เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์นี้ เชื่อว่าท่านผู้มีเกียรติ ทุกท่านคงจะยอมรับแล้วก็เห็นพ้องร่วมกันว่า หนึ่งในเหตุปัจจัยอื่นๆ นั้น เพราะพระองค์ทรงมีสมเด็จพระบรมราชชนนีผู้ประเสริฐจริงๆ สมเด็จพระบรมราชชนนีพระองค์นี้ได้ทรงทุ่มเทชีวิต ถ้าพูดอย่างคำธรรมดา ได้ทรงทุ่มเทชีวิตทั้งหมดของพระองค์ เพื่ออบรมกล่อมเกลาพระราชโอรสให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินถึงสองพระองค์ ทรงเตรียมพระราชโอรสอย่างวิเศษสุด เพราะทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีที่สมบูรณ์แบบ เสียสละอาจหาญเมื่อวิกฤตการณ์เกิดขึ้น ถ้าผู้ใดที่ได้อ่านในพระราชประวัติ ก็จะรู้ว่าการเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีนั้นไม่ได้เป็นง่ายๆ 

    มาเป็นพระแม่ฟ้าหลวงก็ไม่ได้เป็นง่ายๆ เมื่อถึงเวลาที่เสด็จสวรรคต ได้รับการถวายพระเพลิงอย่างโอ่อ่าสง่างามที่สุด อาจจะบอกว่าที่สุดที่แผ่นดินไทยเคยมีมาก็ได้ ก็ไม่ใช่ของง่าย สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากเหตุปัจจัยของคุณธรรมความดี ความเสียสละ ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ทรงกระทำเพื่อแผ่นดินไทย เพื่อทรงอบรมกล่อมเกลาพระราชโอรส ให้เป็นพระมหากษัตริย์อันประเสริฐของพวกเรา ดิฉันว่านี่เป็นบุญกุศลเหลือเกิน แม้จะมีวิกฤตการณ์อะไรเกิดขึ้นในบ้านเมืองไทยก็ตาม แต่การที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้อยู่ นี่คือบุญกุศลของบ้านเมืองไทยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องเนื่องมาจากพระบรมราชชนนีผู้ประเสริฐนั่นเอง เพราะฉะนั้นในการที่จะดำเนินกุศโลบายเพื่อประสานสัมพันธ์ในชุมชนใดก็ตาม โปรดอย่าลืมผู้หญิงที่เป็นแม่ ยิ่งผู้หญิงที่เป็นแม่ที่เป็นกุญแจ คือเป็น key person ในที่นั้นแล้ว ยิ่งควรที่จะต้องเข้าใกล้ เพื่อศึกษา เพื่อทำความรู้จัก เพื่อดึงเอาส่วนดีส่วนเข้มแข็งของผู้หญิงผู้เป็นแม่ท่านนั้นเข้ามาเป็นกำลังของสังคม มาเป็นกำลังในการที่จะสร้างพลังของแผ่นดินให้จงได้ ก็จะได้พลังที่สำคัญ ดิฉันเสียดายเหลือเกินที่ไม่ค่อยจะมีการอบรมใดๆ ที่มุ่งอบรมเพื่อสร้างแม่ให้แก่บ้านเมือง บ้านเมืองอาจจะกว้างไป แต่สร้างแม่ให้แก่บ้านของเรา สร้างแม่ให้แก่ครอบครัว สร้างแม่ให้แก่ชุมชน สร้างแม่ให้แก่อำเภอ สร้างแม่ให้แก่จังหวัด ไม่ค่อยจะนึกกัน เหมือนอย่างเวลาที่ผู้ชายจะแต่งงานกับผู้หญิงสักคนหนึ่ง น้อยนักที่จะคิดว่านี่เรากำลังแต่งงาน เพื่อเตรียมแม่ไว้ให้ลูกของเรานะ..ไม่ค่อยคิด มักจะคิดแต่ว่าอย่างหยาบที่สุดแต่งงานเพื่อกามารมณ์ ละเอียดขึ้นไปอีกหน่อยแต่งงานเพื่อความรัก แต่หญิงนั้นจะมีความสามารถเป็นแม่เพื่อเลี้ยงลูกของเราให้เป็นลูกที่มีศักยภาพ ทั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองคือแก่ลูกนั้น แล้วก็ศักยภาพเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมแก่สังคม..ไม่คิด

    จึงน่าเสียดายที่ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ ที่ว่าวัยรุ่นหนุ่มสาวเป็นปัญหา ลองไปสืบดูเราจะพบเกือบทั้งนั้นว่ามาจากบ้านที่แตกแยก บ้านที่ขาดแม่ มีแต่บ้านแต่ไม่มีแม่อยู่ในบ้าน แม้จะมีผู้หญิงที่เป็นคนอยู่ในบ้านก็หาใช่แม่ไม่ นี่คือจุดอ่อนจุดด้อยของสังคมในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากจะขอเรียนฝากท่านผู้มีเกียรติว่า โปรดอย่ามองผ่านข้ามการสร้างแม่ให้แก่สังคมของเรา ถ้าเราไม่สร้างแม่ให้แก่สังคม แม่ที่สมบูรณ์แบบ เป็นแม่ที่เสียสละอย่างแท้จริง ตามรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมราชชนนี สังคมของเราจะเต็มไปด้วยปัญหามากยิ่งขึ้น และพลเมืองของเราก็จะยิ่งหย่อนศักยภาพมากยิ่งขึ้น และการที่จะสร้างเป็นพลังของแผ่นดินก็ยิ่งยากยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนทีเดียวจึงขอเรียนฝากไว้ในที่นี้นะคะ ทีนี้กุศโลบายข้อต่อไปนะคะในการประสานสัมพันธ์ก็คือ ติดตามศึกษาพระราชดำรัสและแนวทางพระราชดำริในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็ลองประมวลนำมาเป็นกุศโลบายในการประสานสัมพันธ์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ตรัสบอกว่านี่คือกุศโลบายนะ เอาไปใช้ในการประสานสัมพันธ์ แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะติดตามเฝ้าดู ศึกษาใคร่ครวญ แล้วก็หยิบมาเอง จากพระราชดำรัสบ้าง จากพระราชดำริในการทรงงานต่างๆ บ้าง ว่าจะนำสิ่งใดมาเป็นกุศโลบายในการประสานงาน คือประสานสัมพันธ์เพื่อสร้างเป็นพลังของแผ่นดิน นี่ก็เสนอตามความคิดของดิฉันนะคะ ซึ่งอาจจะถูกก็ได้ หรือท่านผู้มีเกียรติจะมีความคิดที่ดีกว่านี้ก็ได้ 

    ข้อแรก จากที่ศึกษาพระราชดำรัสแล้วก็พระราชดำริ ก็จะเห็นได้ว่าข้อแรกทีเดียว พระองค์ทรงให้ความสำคัญในเรื่องของใจ..ใช่ไหมคะ พระองค์ทรงให้ความสำคัญในเรื่องของใจ ไม่ว่าจะเสด็จไปเพื่อทรงแนะนำโครงการ หรือพัฒนาชุมชนใดถิ่นใดก็ตาม พระองค์จะพยายามรวบใจ คือรวบหัวใจของประชาชนในถิ่นนั้นก่อนอื่น เพราะคงจะต้องทรงทราบเป็นการแน่ว่า ใจนั้นคือสิ่งนำชีวิต ไม่ใช่กาย กายเป็นเพียงเครื่องมือของใจ เป็นเหมือนกับสำนักงานของใจ ให้ใจใช้..ชี้.. นี่พูด..พูดไป เดิน..เดินไป กิน..กินไป ใจสั่งทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต้องทรงทราบว่าใจนี่แหละคือสิ่งที่นำชีวิต ที่เป็นประธานของชีวิต พระองค์จึงเห็นความสำคัญว่า ข้อแรกที่สุด..รวบใจให้ได้เสียก่อน ทำใจให้เกิดฉันทะก่อนเป็นเบื้องต้น เหมือนดังที่ได้ทรงแนะนำเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่า ให้ปลูกต้นไม้ลงในใจของคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะปลูกต้นไม้และรักษาต้นไม้เอง ปลูกต้นไม้ลงในใจ ท่านผู้มีเกียรติก็คงทราบ เอาต้นไม้ไปใส่หัวใจใครจริงๆ ไม่ได้ นั่นเป็นเพียงอุปมา ปลูกต้นไม้ลงในใจก็คือปลูกความรัก ความรักต้นไม้ ลงในใจของผู้คนทั้งหลายเสียก่อน ให้มีความรักให้มีความพอใจ ให้มีความรู้สึกกตัญญู เห็นคุณของต้นไม้ เห็นคุณของธรรมชาติ ซึ่งเดี๋ยวนี้คนในสังคมส่วนใหญ่มักจะละเลยคุณค่าของธรรมชาติ ไม่เห็นพระคุณของธรรมชาติ จะเรียกว่าอกตัญญูก็ได้ ไม่รู้ว่าที่มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายทุกวันนี้ เพราะธรรมชาติอำนวยให้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงได้ทรงแนะนำเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่า ให้ปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะปลูกต้นไม้ และรักษาต้นไม้เอง ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเขาจะมาตัดป่า เขาจะมาเผาป่า เขาจะมาทำลาย เพราะเขาไม่รู้ เขาไม่รู้ว่าต้นไม้มีคุณค่าอย่างไรจริงๆ เขารู้แต่เรื่องเฉพาะหน้า

    คนที่ไม่มีปัญญานะคะ..เป็นอย่างนั้นจริงๆ จะคิดอะไรทำอะไรเฉพาะหน้า เพราะฉะนั้นเมื่อทำอะไรเฉพาะหน้า ไม่มองการณ์ไกล ก็เอาเพียงแค่ปากแค่ท้อง หรือที่มองการณ์ไกลกว่านั้น ก็ไปตัดเอาไว้ตัดเอามามากๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ป่าถูกทำลาย ต้นน้ำลำธารถูกทำลาย แล้วก็เป็นผลให้เราได้รับความเดือดร้อนอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ นี่ก็คือทรงเห็นว่าใจเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นการใช้กุศโลบายประสานสัมพันธ์เพื่อเจริญรอยตามพระยุคลบาท ก็คือต้องมุ่งจับหัวใจ จับเอาหัวใจของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กเมืองใหญ่ ชุมชนเล็กชุมชนใหญ่ หรือบุคคลนั้นจะเป็นคนที่ดื้อดึงกระด้างเพียงใดก็ตาม ต้องพยายามหากุศโลบายอุบายวิธีที่จะเข้าไปเคาะ..กะเทาะน้ำแข็งในหัวใจของเขาให้แตกทำลายให้ได้ ให้มีความเห็นด้วย ให้มีความโน้มน้าวใจที่อยากจะช่วย พอใจรักใคร่ 

    ข้อที่สอง ก็คือ ทรงถือว่าความร่วมมือของประชาชน หรือการที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการจะทำงานในการดำเนินงานนั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญในการปฏิบัติงานทีเดียว อย่างที่พระองค์ทรงเรียกว่า ระเบิดจากข้างใน เชื่อว่าท่านที่ได้อ่านพระบรมราโชวาท หรือพระราชดำรัสคงจะได้พบข้อความนี้แล้ว ที่พระองค์ตรัสว่า..วิธีที่จะดำเนินงานโครงการใดต้องระเบิดจากข้างใน คืออย่าไปมัวเลาะเอาข้างนอก ข้างในก็คือเอาที่ใจของเขาอีกเหมือนกัน ให้ใจเขามีความเห็นด้วย สอดคล้องต้องการ แล้วก็เกิดฉันทะ ความพอใจที่จะร่วมงาน นี่ระเบิดจากข้างใน แล้วก็จะได้ความร่วมมือ ความมีส่วนในการทำงานจากประชาชนไปเอง หรือการที่พระองค์ทรงกระทำการประชาพิจารณ์ การประชาพิจารณ์ ก็คือ การทรงฟังความเห็นนั่นเอง การทรงฟังความเห็นจากราษฎรจากประชาชน ในชุมชนหรือในท้องถิ่นที่พระองค์จะไป ทรงเสนอหรือประทานพระราชดำริให้ทำกิจการโครงการ เพื่อปรับปรุงหรือเพื่อพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะประทานความเห็น เล่าให้ฟัง วิธีการทำประชาพิจารณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ดิฉันเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาที่เรียบง่าย แต่ว่าเข้าถึง เข้าถึงจิตใจของประชาชน ไม่ต้องไปใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางเทคโนโลยีอะไรให้ลำบากเลย วิธีของพระองค์ก็คือ ตรัสเล่าเรื่องให้รู้ว่าสิ่งที่จะทำนี้คืออะไร เหตุที่จะทำนี้เพราะอะไร ทำแล้วจะได้ผลอะไร วิธีทำเป็นอย่างไร แล้วก็ตรัสให้ฟังด้วยว่า ในการที่จะกระทำการนี้ก็มีประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ท้องถิ่นนี้ชุมชนนี้ แต่ว่าก็จะต้องมีผู้เสียประโยชน์บ้างเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีผู้เสียสละ ทรงบอกให้ทราบทั้งส่วนดีส่วนเสียอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็ให้เลือกให้พิจารณาเอาเอง 

    จากนั้นเมื่อทรงเห็นว่าประชาชนกลุ่มนี้เข้าใจแล้ว เข้าใจตามที่พระองค์ได้ตรัสเล่าให้ฟัง แนะนำแล้ว ก็ทรงให้เวลาให้เขาคุยกันเอง ให้พูดกันเอง ให้ไต่ถามกันเองว่าโครงการที่จะทำนี้เห็นด้วยไหม พอใจไหม จะเกิดประโยชน์จริงไหม และเราชาวบ้านนี่นะจะช่วยกันทำได้ไหม และโดยเฉพาะผู้ที่จะต้องเสียสละ เสียสละบางอย่าง อาจจะต้องเสียสละที่ดินบางส่วน หรือว่าเสียสละอะไรอย่างอื่นก็แล้วแต่ พร้อมไหมที่จะเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แล้วก็เท่าที่ได้อ่านติดตามก็ปรากฏว่า ผู้เสียสละก็เต็มใจเสียสละ เต็มใจเสียสละด้วยความจริงใจ ทำไมถึงเต็มใจเสียสละ ก็เพราะเหตุว่าได้รับฟังพระราชาธิบาย คือคำอธิบายที่พระองค์ทรงอธิบายแล้วชัดเจนแจ่มแจ้ง ตรงไปตรงมา เป็นการให้อย่างเดียว เป็นความที่ทรงประสงค์จะประทานให้ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นเป็นของชุมชนนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ประการใด มีแต่จะประทานให้ นอกจากจะทรงให้ความคิด ให้การสนับสนุน ยังประทานพระราชทรัพย์ ประทานปัจจัยอื่นๆ ที่จะเป็นองค์ประกอบในการทำงาน และจากที่เขาได้มองเห็นวิธีการทรงงานของพระองค์ อย่างที่ท่านผู้มีเกียรติทราบแล้ว เมื่อเรามองดูภาพหรือดูรูปจะเห็นแววตาของผู้ที่ล้อมรอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกหนทุกแห่งที่เสด็จไป เป็นแววตาและใบหน้าที่แสดงความชื่นชมยินดี จงรักภักดีอย่างสุดชีวิตจิตใจ พร้อมที่จะทูลเกล้าทูลถวายทุกอย่างที่ทรงเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ นี่เพราะอะไร ก็เพราะความ..ถ้าพูดคำธรรมดา..ความสุจริตใจ เปิดเผย ตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่งาน เพื่อความผาสุกความอยู่เย็นของทุกคนที่อยู่ในถิ่นนี้แดนนี้ พระองค์พร้อมที่จะทรงเสียสละให้

    ฉะนั้น การทำประชาพิจารณ์แบบเรียบง่ายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ประสบผลสำเร็จเกือบทุกแห่ง และจากนั้นก็จึงจะรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในตำแหน่งการงานต่างๆ มารับดำเนินการต่อไป ฉะนั้นก็กล่าวได้ว่าพระองค์ทรงถือว่า ความมีส่วนได้ความมีส่วนร่วมในการทำงานของประชาชนจะมองข้ามไม่ได้ จะบอกว่านี่เป็นโครงการของฉัน เป็นราชการ เป็นฝ่ายบ้านเมืองมาจัดให้ เพราะฉะนั้นต้องรับ..นี่เป็นเผด็จการ เป็นเผด็จการที่เอาแต่ใจตัว ย่อมจะไม่ได้หัวใจของผู้ที่ร่วมงาน เพราะฉะนั้นการเจริญรอยตามพระยุคลบาท ก็คือการให้ความสำคัญแก่ประชาชนชาวท้องถิ่น แม้จะเป็นคนบ้านนอก แต่ก็เป็นมนุษย์ที่มีความคิด มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าอยู่ในฐานะแตกต่างกันเท่านั้นเอง 

    ข้อที่สาม ก็คือ ทรงยอมรับความสำคัญของท้องถิ่น …..

     

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service