PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
  • ทำบุญด้วยใจ
ทำบุญด้วยใจ รูปภาพ 1
  • Title
    ทำบุญด้วยใจ
  • เสียง
  • 14936 ทำบุญด้วยใจ /aj-visalo/2026-01-07-03-43-09.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพุธ, 07 มกราคม 2569
ชุด
ธรรมะสั้นๆ ก่อนอาหารเช้า 2568
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 19 ธันวาคม 2568 วัดป่าสุคะโต
    ทุกเช้าเวลาไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน จะมีโยมผู้ชายแก่ๆคนหนึ่ง เรียกว่าเป็นปู่ก็ว่าได้ จะรอใส่บาตรอยู่เป็นประจำทุกเช้า วันไหนถ้าไม่เจอ ก็แปลว่าแกไปโรงพยาบาล หรือว่าป่วยหนักจนออกมาใส่บาตรไม่ได้
    ก่อนหน้านี้คนที่ใส่บาตรของบ้านนี้เป็นภรรยา หรือคุณยาย ใส่เป็นประจำ ตอนหลังพอเสียชีวิตคุณปู่ก็มาใส่บาตรแทน ต่อมาโรคก็เล่นงานแก จากที่แต่ก่อนยืนใส่บาตรได้ ตอนนี้ต้องนั่งรอใส่บาตร
    แล้วช่วงหลังแกคงจะเดินจากหน้าบ้านมาขอบถนนไม่ไหว แม้ว่าไม่ต้องยืนใส่บาตร แค่นั่ง แต่ก็เดินมานั่งไม่ไหว แกก็เลยนั่งบนแคร่หน้าบ้าน ให้ลูกสาวใส่บาตรแทน ปู่ดูลูกสาวใส่บาตรรับพร ก็เสมือนว่าตัวเองได้ใส่บาตรด้วย เรียกว่าเป็นกิจวัตรของปู่ก็ว่าได้
    เพราะการใส่บาตรเป็นเหมือนกับการเติมความสุขให้ใจ ทำให้ใจเป็นกุศล ถึงแม้ว่าตัวเองจะใส่บาตรเองไม่ได้ แค่ได้มาเห็นลูกสาวใส่บาตรเท่ากับตัวเองได้ใส่บาตรด้วย จิตใจก็เลยชุ่มชื่น แม้ว่ากายจะป่วย แต่ใจมีกุศลมีบุญมาช่วยเติมความสุขให้กับจิตใจ หรือขับไล่ความทุกข์ออกไปจากใจ
    ที่จริงการใส่บาตร ถ้าหากว่าจำเป็นจริงๆ หรือเพราะความเจ็บป่วยหรือเพราะอะไรก็ตาม ใส่บาตรไม่ได้ด้วยตัวเอง การเห็นผู้อื่นใส่บาตรแทน อาจเป็นลูก อาจจะเป็นสามี หรือเป็นภรรยา เป็นหลาน ใส่บาตรแทน ก็เป็นความชุ่มชื่นชื่นใจได้เหมือนกับว่าได้ใส่บาตรด้วยตัวเอง
    บุญที่เกิดขึ้นนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากการใส่บาตรด้วยมือของตัวเอง เพียงแค่เห็นก็ทำให้จิตใจเป็นกุศลแล้ว เห็นคนอื่นใส่บาตรก็เหมือนกับว่าตัวเองได้ใส่ด้วยตัวเอง
    แล้วต่อไปหากว่านอนติดเตียงอยู่ในโรงพยาบาล ก็ยังสามารถใส่บาตรได้ด้วยการจินตนาการ หรือการนึกว่าตัวเองได้ใส่บาตร หลายคนเพียงแค่นึกถึงว่าได้ใส่บาตร แม้ตัวจะอยู่ที่เตียงแต่ใจได้ใส่บาตร ได้ถวายสังฆทานให้พระ จิตใจก็เป็นบุญแล้ว
    เรื่องการทำบุญทำกุศลนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องทำด้วยมือของตัวเอง แต่อยู่ที่ใจ ถ้าใจเกิดศรัทธา เกิดความรู้สึกเป็นบุญที่ได้ทำ เพียงแค่นึก ใจก็ชุ่มชื่นแล้ว
    ตรงกันข้าม คนบางคนแม้ว่าจะใส่อาหารลงในบาตรหรือตักข้าวลงในบาตรแต่ใจอาจจะนึกห่วงกังวลโน่นนี่ หรือใจลอย หรือไม่ได้เกิดศรัทธา แต่ทำไปด้วยหน้าที่ ก็ไม่เกิดผลดีกับจิตใจเท่าใด ต่างจากคนที่แม้ตัวจะไม่ได้ใส่แต่ใจน้อมนึกว่าได้ใส่บาตร หรือได้ทำบุญ บุญกุศลก็เกิดขึ้นกับใจ ความสงบเย็นก็เกิดขึ้นกับใจ
    แม้ตัวจะอยู่ในโรงพยาบาลแต่ก็ยังสามารถจะใส่บาตรให้พระได้ทุกวัน เพียงแค่นึกเอา เรียกว่าทำบุญด้วยใจ แล้วต่อไปแม้จะไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ถ้าหากมีคนน้อมนำใจให้นึก เสมือนว่ากำลังใส่บาตรอย่างที่เคยทำตอนที่สุขภาพดี ก็เกิดอานิสงส์เช่นกัน
    อาจารย์ครรชิตท่านเล่าว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนที่ไปเฝ้าดูแลหลวงพ่อคำเขียนซึ่งป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ กลางดึกก็มีโยมผู้ชายคนหนึ่งมานิมนต์ท่านให้ไปรับสังฆทานจากแม่ของเขา ซึ่งป่วยหนักอยู่ในระยะท้าย รักษาตัวอยู่ที่ตึกเดียวกันแต่คนละชั้น คนละห้อง ท่านก็รับนิมนต์
    พอท่านรับสังฆทานจากผู้ป่วยเสร็จ สังเกตว่าผู้ป่วยซึ่งไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัวแล้วก็มีอาการกระตุกๆ สัญญาณชีพก็สวิงขึ้นสวิงลง ดูแล้วไม่ใช่เพียงอาการทางกายที่ไม่ค่อยสู้ดี จิตใจก็คงไม่ค่อยดีด้วยเช่นกัน
    ท่านถามลูกชาย ก็ได้ความว่าแม่ชอบใส่บาตรวันพระ ท่านจึงพูดกับผู้ป่วยซึ่งไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่า “โยม วันนี้วันพระแล้ว เตรียมคดข้าวใส่ขัน เตรียมอาหารหวานคาวให้พร้อม ดอกไม้ธูปเทียนด้วย เราจะไปใส่บาตรกัน”
    พอพูดถึงใส่บาตร โยมยกมือขึ้นมาพนม เสมือนกับว่าแกเตรียมจะไปใส่บาตรจริงๆ แปลว่าแกได้ยิน ถึงแม้ว่าเวลาพูดถึงเรื่องอื่น แกจะไม่ตอบสนอง แต่พอพูดเรื่องใส่บาตรแล้วแกตอบสนองทันที และอาการกระตุกก็ลดลง
    แล้วอาจารย์ครรชิตก็บอกนำโยมว่า “เอ้า ตอนนี้ข้างซ้ายมือเห็นพระไหม” แกส่ายหน้า “ขวามือเห็นพระไหม” แกพยักหน้า “เอ้า พระมาแล้วนะ ตักข้าวใส่บาตร กับข้าวด้วยนะ ตักถวายของหวานด้วยนะ ดอกไม้ธูปเทียนด้วย ถวายรูปที่ 1 ท่านไปแล้ว รูปที่ 2 มาแล้ว ตักข้าวใส่บาตรนะ...”
    ท่านพากย์ไปเรื่อยๆ น้อมนำจิตของผู้ป่วยให้นึกตาม ซึ่งผู้ป่วยก็นึกตามได้ หมือนกับว่าได้ไปใส่บาตรจริงๆ เพราะอาการกระตุกลดลง สัญญาณชีพที่เคยสวิงขึ้นสวิงลงนั้นก็น้อยลง “เอ้า ครบแล้วนะ 6 รูป เตรียมรับพร”
    แล้วท่านก็สวด “ยถาฯ...”ให้โยมฟัง โยมได้ยินเพราะขณะที่พนมมือ อาการที่กระตุกก็สงบลง สัญญาณชีพที่สวิงขึ้นสวิงลงก็ค่อยๆกลับมาขึ้นลงตามลักษณะของคนป่วย ไม่ได้ขึ้นลงวูบวาบเหมือนเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ใจน้อมรับพร คงเกิดปิติปราโมทย์แล้ว
    เท่านั้นไม่พอท่านก็พาชวนโยมไปกราบหลวงพ่อทองที่วัดไตรมิตร เพราะบ้านแกอยู่แถวโอเดียน สำเพ็ง เยาวราช คนแถวนั้นก็เคารพหลวงพ่อทอง “กราบพระนะ ตอนนี้อยู่หน้าหลวงพ่อแล้ว กราบหนึ่ง กราบสอง กราบสาม”
    โยมก็นึกจินตนาการตามว่าได้กราบจริงๆ จิตใจก็เริ่มสงบ อาการแสดงทางกายชัด “เอ้า โยมเดี๋ยวภาวนานะ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธนะ” ท่านก็นำพุธ..โธ พุธ..โธ โยมก็คงจะจินตนาการตาม เพราะสัญญาณชีพหรือการเต้นของหัวใจ ก็ขึ้นลงล้อกับการนำภาวนาพุท-โธ
    แล็วสังเกตว่า พอทำไปเรื่อยๆ สัญญาณชีพก็ค่อยๆ ลดลง ลดลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็แบนราบไปเลย แปลว่าหมดลมแล้ว หัวใจหยุดเต้น ซึ่งถ้าไปตอนนั้นก็เรียกว่าไปดีแล้ว เพราะใจเป็นกุศล นึกถึงกุศลหรือบุญที่ได้ใส่บาตรพระ ได้กราบหลวงพ่อทอง ได้ภาวนาพุทโธ ได้น้อมจิตอยู่ในพุทโธ
    เรียกว่าจากคนที่ระยะท้ายมีความวิตกกังวล มีความตื่นกลัวเพราะสัญญาณชีพสวิงขึ้นสวิงลงเร็วมาก และมีการกระตุก สุดท้ายก็สงบ สะท้อนให้เห็นว่าใจก็สงบไปด้วย
    เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้จะไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้ว แต่การน้อมใจผู้ป่วยให้นึกถึงบุญกุศลที่เคยทำ หรือทำอยู่เป็นประจำ ก็ช่วยทำให้ใจสงบได้ และยังชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้จะดูเหมือนโคม่าแล้ว แต่ก็ยังได้ยิน เพียงแต่อาจจะตอบสนองบ้าง ไม่ตอบสนองบ้าง แล้วแต่เรื่องราวที่ได้ยิน แต่ถ้าคุยเรื่องบุญกุศลก็ตอบสนองทันที อย่างพูดเรื่องใส่บาตรก็พนมมือทันที แสดงว่าถึงแม้จะนอนติดเตียง ไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็ยังสามารถใส่บาตรหรือทำบุญได้ เป็นการทำด้วยใจ
    ข้อสำคัญคือ ต้องมีความรู้สึก ศรัทธา มีความผูกพัน รู้สึกเชื่อมโยงกับการใส่บาตร หรือเชื่อมโยงกับพระ ถ้าคนที่ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับวัด ไม่ได้ใส่บาตรเป็นประจำ ไม่ได้รู้สึกเกิดศรัทธาปราโมทย์ ไม่เคยใส่บาตร วิธีนี้ก็อาจจะไม่ได้ผล
    แต่โยมคนนี้แกมีทุน มีทุนก็คือการที่ได้ทำบุญเป็นประจำ และเกิดศรัทธาปราโมทย์ ก็เอาต้นทุนนี้มาใช้ในการน้อมนำจิตของเจ้าตัวให้เป็นกุศลได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่า วิธีนี้จะได้ผลกับทุกคน คนที่ไม่ชอบใส่บาตร คนที่ไม่ชอบพระ ใช้วิธีนี้ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ ก็ต้องปรับไปตามสภาพภูมิหลังของผู้ป่วย
    หรือการเปิดเทปธรรมะ พระสวดมนต์ ให้กับทุกคนก็คงไม่ได้ หรือชวนให้ใส่บาตรทุกคนก็ไม่ได้ อยู่ที่ภูมิหลัง อยู่ที่ความรู้สึกเชื่อมโยงกับวัด กับพระด้วย
    เพราะฉะนั้นเรื่องของการทำบุญสามารถทำได้เสมอ แม้จะไม่ได้ทำด้วยตัวเอง ทำด้วยมือ ทำด้วยกาย แต่สามารถทำด้วยใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพึงตระหนักไว้เสมอ.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service